วันจันทร์ที่ 16 มกราคม พ.ศ. 2555

quaponics การปลูกพืชและการเลี้ยงสัตว์แบบผสมผสาน

   

อควาโปนิกส์ (Aquaponics) คือ การรวมระบบของการเลี้ยงสัตว์น้ำและการปลูกพืชเข้าด้วยกัน ซึ่งในปัจจุบันทำได้โดยการเลี้ยงปลาแบบน้ำไหลเวียนร่วมกับการปลูกพืชผัก สมุนไพรด้วยระบบไฮโดรโปรนิกส์ ซึ่งเป็นการพัฒนาขั้นสูงของนักวิจัยและผู้ปลูกพืชผัก เพื่อให้เกิดต้นแบบการผลิตอาหารแบบยั่งยืนเพื่อเลี้ยงประชากรโลกในอนาคต ปัจจุบันอควาโปนิกส์ เปรียบเหมือนต้นแบบของการผลิตอาหารแบบยั่งยืน โดยยึดถือหลักการที่แน่นอน ดังนี้คือ

1.ผลิตภัณฑ์ของเสียของระบบชีววิทยาชนิดหนึ่ง สามารถผลิตสารอาหารให้ระบบชีววิทยาอีกชนิดหนึ่งได้อย่างเหมาะสม 

2.การรวมการผลิตพืชและการเลี้ยงปลาเป็นผลของการผลิตแบบหลากหลาย (Polyculture) ซึ่งจะเพิ่มความหลากหลายและได้ผลผลิตแบบทวีคูณ เป็นระบบนิเวศแบบเกื้อกูลกัน 

3.น้ำถูกกรองโดยผ่านการกรองทางชีววิธี และนำกลับมาใช้ซ้ำและ 

4.เป็นการผลิตอาหารเพื่อสุขภาพปราศจากสารเคมีสามารถผลิตได้ทั่วไป ช่วยยกระดับเศรษฐกิจระดับท้องถิ่นได้










 















ในระบบอควาโปนิกส์ น้ำที่ออกจากการเลี้ยงปลาอุดมไปด้วยธาตุอาหารพืช ซึ่งได้จากสิ่งปฏิกูลของปลาถูกนำมาใช้ในการให้ปุ๋ยกับระบบการปลูกพืชแบบ ไฮโดรโปรนิกส์ ซึ่งการปฏิบัติในลักษณะนี้เป็นสิ่งที่ดีสำหรับปลา เพราะรากพืชและจุลินทรีย์ที่อยู่บริเวณรากพืช จะใช้ธาตุอาหารเหล่านี้จากน้ำในถังเลี้ยงปลา สารอาหารเหล่านี้เป็นสิ่งที่มีการผสมผสานกันหลายชนิดจากสิ่งปฏิกูลของปลา สาหร่ายและการย่อยสลายของอาหารปลา ซึ่งสิ่งปนเปื้อนเหล่านี้จะทวีความเป็นพิษรุนแรงขึ้นในถังเลี้ยงปลา แต่สิ่งเหล่านี้ก็ทำหน้าที่แทนปุ๋ยสำหรับการปลูกพืชแบบไฮโดโปรนิกส์

ใน ทางกลับกันรางปลูกไฮโดรโปรนิกส์ทำหน้าที่เป็นระบบกรองแบบชีววิธี ซึ่งจะเปลี่ยนสารประกอบพวกแอมโมเนียให้กลายเป็นสารประกอบพวกไนไตรท์และไนเต รทตามลำดับ รวมถึงสารประกอบในกลุ่มพวกฟอสฟอรัส ทำให้น้ำมีความสะอาดเพียงพอซึ่งจะถูกนำกลับมาใช้ในถังเลี้ยงปลา นอกจากนั้นยังพบว่าบักเตรีบางชนิด เช่น Nitrifying bacteria ที่เปลี่ยนแอมโมเ    นีย (NH3X) เป็นไนไตร์ (Nitrie) และไนเตรท (Nitrate) ที่อาศัยอยู่ในกรวดและอยู่ร่วมกับรากพืช สามารถแสดงบทบาทในวัฎจักรอาหาร ในกลุ่มของไนโตรเจนได้ ซึ่งถ้าปราศจุลินทรีย์เหล่านี้ระบบทั้งหมดจะหยุดทำงานทันที นักปลูกพืชและเกษตรกรได้พูดถึงอควาโปรนิกส์ได้หลายเหตุผล ดังนี้
 

1.ผู้ ปลูกพืชไฮโดรโปรนิกส์ได้ให้มุมมองว่า สิ่งปฏิกูลขอปลาเปรียบเสมือนปุ๋ยอินทรีย์ซึ่งทำให้พืชเจริญ 

2.ผู้เลี้ยงปลาได้ให้มุมมองว่า การกรองโดยชีววิธี ปลาสามารถเจริญเติบโตได้ดีกว่าการเลี้ยงปลาในตู้เลี้ยงทั่วไป

3.ผู้ปลูกพืช คิดว่า อควาโปนิกส์ เป็นวิธีที่จะผลิตผักไฮโดรโปนิกส์แบบอินทรีย์ สู่ตลาดที่มีความนิยมอย่างยิ่งในปัจจุบัน เพราะการผลิตแบบนี้ได้ปุ๋ยจากมูลปลาที่มีคุณค่าซึ่งเป็นทางเลือกที่ไม่ต้อง หาธาตุอาหารให้กับการปลูกพืช 

4.สามารถผลิตได้ทั้งปลาและผักในเขตทุรกันดาร 

5.อควาโปนิกส์ เป็นต้นแบบที่สามารถทำงานได้จริงในการผลิตอาหารแบบยั่งยืน โดยเป็นการเพาะปลูกพืชและเลี้ยงสัตว์รวมเข้าด้วยกัน มีการหมุนเวียนสารอาหารและการกรองน้ำร่วมกัน 

อควาโปนิกส์ นอกจากเป็นการประยุกต์ใช้เพื่อเชิงการค้า ยังเป็นแนวคิดที่นิยมในการถ่ายทอดในเรื่องของการรวมระบบทางชีววิทยากับการ ท่องเที่ยวเชิงเกษตร และการเรียนการสอนทางเทคโนโลยีของอควาโปนิกส์เป็นเทคโนโลยีที่มีความซับซ้อน ต้องการการจัดการและการตลาดของผลผลิตที่แตกต่างกันสองผลิตภัณฑ์ จนกระทั่งปี 1980 ได้มีความพยายามอย่างมากที่จะผสมผสานไฮโดรโปนิกส์และการเลี้ยงปลาหรือสัตว์ น้ำ และในที่สุดได้เกิดเป็นเทคโนโลยีที่เรียกว่า อควาโปนิกส์ ซึ่งเป็นเทคโนโลยีสมัยใหม่ที่มีประสิทธิภาพในการผลิตอาหารที่ปราศจากการปน เปื้อนของสารเคมี และเป็นการผลิตอย่างยั่งยืนไม่เกิดผลกระทบต่อผู้บริโภคและสิ่งแวดล้อม

ก่อนที่เราจะพัฒนา ระบบ aquaponics ของเราให้สมบูรณ์ในแบบที่เราชอบ ต้องเข้าใจพื้นฐาน 2 เรื่อง คือ เลี้ยงปลาและปลูกพืช แยกออกจากกันก่อนนะครับ แล้วค่อยมาผสมผสานให้สอดคล้องกันให้มากที่สุด

การเลี้ยงปลา จะเป็นการเลี้ยงในระบบที่ต้องหมุนเวียนน้ำกลับมาใช้ใหม่ ผมเริ่มง่ายๆอย่างนี้ ครับ
1. ในบ่อต้องมีออกซิเจนเพียงพอ รากพืชเองก็ต้องการอากาศด้วย จึงควรเติมอากาศทั้งสองส่วน
2.  ปลาชอบน้ำความเป็นกรดด่างระหว่าง 6.5 - 8.5 แต่พืชต้องการ 6.0-6.5 ไม่เกิน 7.0 เพราะพืชจะดูดสารอาหารได้น้อยลง สำหรับไฮโดรโปนิส์ จึงต้องปรับให้เหลือใกล้เคียง 7 มากที่สุด
3. พืชต้องการธาตุอาหาร 13 ชนิด แต่บ่อปลาให้ธาตุอาหารพืชได้ไม่เพียงพอ (จากการย่อยสลายของอาหารปลาและขี้ปลา) ขาดไป 2 -3 ชนิด ต้องหาวิธีเติมให้พืชครับ ด้วยทางใดทางหนึ่ง
4. ขี้ปลาและของเสียจากปลาที่สะสมในบ่อปลาจะประกอบด้วย ไนโตรเจนและฟอสฟอรัส (ที่ผสมในอาหาร) เป็นหลัก ซึ่งโดยปกติอาหารจะถูกปลาเปลี่ยนให้เป็นแอมโมเนียละลายในน้ำ (ของเสียจากการย่อยของปลา) และแบคทีเรียในถังกรองที่เจริญเติบโตอยู่บนวัสดุกรองที่เราใส่เข้าไป จะเปลี่ยนให้เป็นไนไตรทและอีกทีเป็นไนเตรทในที่สุด ซึ่งแอมโมเนียและไนเตรทพืชสามารถดูดซึมเป็นอาหารได้
5. แต่เศษอาหารที่เหลือและยังไม่ถูกย่อย จะถูกแบคทีเรียอีกตัวนึงในน้ำย่อยสลายให้กลายเป็นแอมโมเนียก่อน แล้วแอมโมเนียที่ละลายในน้ำจึงจะถูกเปลี่ยนไปสู่ไนเตรทอีกทีหนึ่ง

สรุป คือ มีแบคทีเรีย 3 กลุ่มที่เราต้องเข้าใจ ระบบบำบัดของเราจึงต้องพยายามออกแบบให้สามารถทำให้แยกออกจากกัน คือ 1.กลุ่มย่อยเศษอาหาร 2. กลุ่มเปลี่ยนแอมโมเนียเป็นไนไตรท และ 3. กลุ่มเปลี่ยนไนตรทให้เป็นไนเตรท  โดยทั่วไป กลุ่ม 2 และ 3 มักอยู่ร่วมกัน หากมีกลุ่ม 1 ในระบบบำบัดจะลดการเจริญของกลุ่ม 2 และ 3  ทำให้ประสิทธิภาพลดลง และอาจล้มเหลวในที่สุด ดังนั้น จึงต้องแยกกรองเอาตะกอนเศษอาหารออกไปก่อน แล้วให้เฉพาะน้ำที่มีของเสียละลายเท่านั้นไหลผ่านกลุ่ม 2 และ 3 ไป

ดัง นั้น ถ้าเราให้อาหารที่ทำให้เกิดตะกอนน้อย หรือปลาที่เราเลี้ยง กินอาหารได้เป็นคำๆ ก็ดีหน่อย หากเราใช้อาหารที่แตกหักในน้ำง่าย ก้ต้องออกแบบชุดกรองตะกอนให้ดี นะครับ

 ต้องเข้าใจนะครับ ว่าในระบบนี้ มี 2 ระบบ คือ เลี้ยงปลา และปลูกพืชร่วมกันเป็นระบบปิดน้ำหมุนเวียน
องค์ ประกอบของระบบ อย่างน้อย ประกอบด้วย บ่อปลา ชุดดักตะกอน/เศษอาหาร ขี้ปลา ถังบำบัดชีวภาพ แปลงปลูกพืช กระบะรับน้ำรวม ระบบปั้มน้ำ และระบบให้อากาศ ก็จะง่ายๆตามแต่วัสดุจะมีนะครับ ส่วนภาพตัวอย่างทุกคนอาจหาได้จากอินเตอร์เนต

โดยหลักการ
•   ของ เสียจากบ่อเลี้ยงปลาที่เกิดจากอาหารที่ปลากินเข้าไปและจากอาหารที่เหลือที่ สะสมในระบบปิดจะเป็นพิษต่อปลาเมื่อมีความเข้มข้นสูงๆ แต่สารที่ละลายในน้ำเหล่านี้กลับเป็นธาตุอาหารที่พืชต้องการ ดังนั้น พืชจึงใช้สารอาหารเหล่านี้จึงเป็นการบำบัดคุณภาพน้ำให้ดีขึ้นสำหรับปลาที่ เลี้ยง
•   ระบบไฮโดรโปนิคต้องการค่าความเป็นกรดด่าง (พีเอช) ที่ยอมรับได้ 5.8-6.5 ขณะที่บ่อปลาต้องการ 6.5-8.0 และขบวนการเปลี่ยนแปลงไนโตรเจนให้เป็นไนเตรทโดยแบคทีเรียมีประสิทธิภาพดีที่ 7.0-9.0  ซึ่งค่าพีเอช มีผลต่อการละลายของธาตุอาหารพืช โดยเฉพาะสารที่พืชต้องการแต่ปริมาณน้อยเช่น เหล็ก แมงกานีส ทองแดง สังกะสี และ โบรอนไม่ค่อยพบหากค่าพีเอช เกินกว่า 7 ขณะที่การละลายของฟอสฟอรัส แคลเซียม แมกนีเซียม โมลิบดินัม ลดลงเมื่อค่าพีเอช ต่ำกว่า 6 ดังนั้น สิ่งที่ต้องทำ คือ ต้องรักษาที่ระดับ 7 ไว้เพื่อให้การละลายของทุกสารอาหารไปด้วยกันได้
•   ในกระบวนการบำบัดน้ำ ภายในถังบำบัดที่ใช้แบคทีเรีย จะเกิดสภาพที่เป็นกรดเกิดขึ้นในถัง ทำให้ค่าพีเอช ลดลง  ดังนั้น จึงต้องปรับให้ค่าความเป็นกรดสูงขึ้นโดยการเติมสารละลายด่างลงไป ในเอกสารต่างประเทศ การปรับค่าความเป็นกรดด่าง (pH) จะใช้เกลือที่ไม่ใช่กลุ่มโซเดียม (Non-Sodium) คือ โปแตสเซียมไฮดรอกไซด์ KOH หรือ แคลเซียมไฮดรอกไซด์ Ca(OH)2 เพื่อรักษาให้ใกล้เคียงกับ 7 ส่วนเราๆคงดัดแปลงเอาตามใจชอบ ส่วนผม เคยใช้ปูนโดโลไมท์ ที่มีแคลเซียมกับแมกซีเซียม ก็ใช้ได้ระดับหนึ่งคือ เห็นผลมะระสมบูรณ์ขึ้น แต่ก็มีข้อสังเกตว่า หากมีแคลเซียมมากๆจะไปตกตะกอนกับฟอสเฟตที่จะมีผลกับดอก...

อื่นๆจะนำมาเพิ่มนะครับ หรือใครจะช่วยเติมก็ยินดีครับ มาช่วยกัน อ้อ เอกสารที่เรียบเรียง มาจาก wikipedia และ SRAC 454 ครับ

ธาตุอาหารที่พืช ต้องการมี 16 ชนิดนะครับ แต่ 3 ชนิดอยู่ในน้ำและอากาศแล้ว คือ คาร์บอน ออกซิเจนและ ไฮโดรเจน ส่วนอีก 13ชนิดเป็นหน้าที่ของเราที่ต้องหาให้ต้นพืช คือ กลุ่มธาตุหลัก ไนโตรเจน โปแตสเซียม แคลเซียม แมกนีเซียม ฟอสฟอรัส และกำมะถัน ส่วนกลุ่ม 7 ธาตุรอง คือ คลอรีน เหล็ก แมงกานีส โบรอน สังกะสี ทองแดง และโมลิบดินัม  การมีบางตัวมากเกินไปก็อาจรบกวนการดูดซึมสารอีกตัว ฟังแล้วอย่าพึ่งหมดกำลังใจนะครับ ธรรมชาติมันเป็นอย่างนั้น ต้องทำให้สมดุลกับพืชที่ปลูกมากที่สุด

นอกจากนี้ ยังมีกลุ่มวิตามินที่เป็นสารอินทรีย์อื่นๆอีกที่เสริมความแข็งแรงของรากพืช และกระตุ้นการเติบโตอีก เช่น วิตามินและฮอร์โมนต่างๆ อันนี้ต้องขอความรู้จากผู้รู้ด้านพืชต่อนะครับ ผมค้นมาให้เท่านี้ก่อน

สำหรับเรา มาพิจารณาแบบองค์รวม ดีกว่านะครับ ง่ายดีสำหรับวิถีพอเพียงแบบเราๆ

ค่าธาตุอาหารทั้ง 13 ชนิดที่สะสมในระบบ
เรา สามารถวัดธาตุอาหารที่ละลายในน้ำได้ สองทาง คือ จากค่าของแข็งที่ละลายในน้ำ ที่เรียกว่า (Total dissolved Solids: TDS) แสดงในรูปของ ส่วนในล้านส่วน หรือ ในรูปของความสามารถของสารละลายในการนำกระแสไฟฟ้า ที่เรียกว่า (Electricity Conductivity: EC มีหน่วยวัดเป็น มิลลิโฮส์ต่อเซนติเมตร mmho/cm) ขอโทษนะครับที่ต้องแนบภาษาอังกฤษด้วย ตรงไหนผิดช่วยกันเสริมนะครับ

ใน ระบบ Hydroponics ค่าที่แนะนำ คือ TDS 1000- 1500 ส่วนในพัน หรือ EC 1.5 – 3.5 mmho/cm ขึ้นกับชนิดของพืช หากเป็นพืชที่ต้องการผล หรือฝัก เช่น มะเขือเทศ กระเจี๊ยบ แล้ว ค่าที่ต้องการจะสูงกว่าพืชที่ต้องการเฉพาะเพื่อสร้างใบอย่างเดียวอย่าง ผักกาด กระเพรา เป็นต้น

ในระบบ Aquaponics มีคำแนะนำว่า น้ำที่มีปริมาณธาตุอาหารต่ำๆอย่างต่อเนื่อง (ระดับ TDS 200-400 ส่วนในพัน หรือ EC 0.3-0.6) จะให้ผลดีอย่างสม่ำเสมอกับต้นพืช ทั้งนี้ ต้องพึงระลึกเสมอว่า หากระดับของสารอาหารพืชสะสมในระดับที่เข้มข้นมาก (ปลูกพืชน้อยไป หรือไม่ค่อยเปลี่ยนน้ำ) มีค่า TDS มากกว่า 2000 หรือ EC มากว่า 3.5 อาจเป็นพิษต่อพืชได้เช่นกัน และก็อาจเป็นพิษต่อปลาได้อีกเช่นกันด้วย (แต่ก็ยากนะครับ เพราะต้องเลี้ยงปลาหนาแน่นมากจริงๆ)  ตรงนี้ ยังไม่เคยพบ เคยปลูกพืชมากเกินไปจนไม่มีดอกหรือผล อ้อ อย่าลืมนะครับ ต้นไม้ต้องการแสง ผมเองปลูกไว้ข้างบ้าน รับแสงไม่ตลอดทั้งวันผลก็เลยไม่ค่อยดีนัก

ดัง นั้น ในระยะแรก จึงมีคำแนะนำให้ หาเครื่องมือ สำหรับวัดค่าทั้งสองแบบง่ายๆ เพื่อดูปริมาณความเข้มข้นของธาตุอาหารที่ละลายในน้ำว่ามีความเหมาะสมกับต้น พืชเพียงใด หากมีประสบการณ์แล้ว อาจละเลยเครื่องมือไปเลยก็ได้ หากเรายังไม่อยากจ่ายก็ต้องเพิ่มการสังเกตดูบ่อยๆ ก็ได้นะครับ อย่างเช่น น้ำข้นไป ฟองอากาศไม่ค่อยจะเคลื่อนที่ เป็นต้น อันนี้ เป็นความเห็นส่วนตัว ยังไม่ยืนยันนะครับ


ที่มา
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=10042.0

http://www.naewna.com/news.asp?ID=58766

http://en.wikipedia.org/wiki/Aquaponics_at_Growing_Power

วันอาทิตย์ที่ 8 มกราคม พ.ศ. 2555

ระบบสูบน้ำพลังสูง เทคโนโลยีจากมันสมองชาวบ้าน


"แอร์เว" ระบบสูบน้ำพลังสูง
เทคโนโลยีจากมันสมองชาวบ้าน
สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

นักวิจัยชาวบ้านค้นพบเทคโนโยลี แอร์แว  หรือระบบการเพิ่มแรงดันเครื่องสูบน้ำ เผยแก้ปัญหา ขาดแคลนน้ำ ที่เรื้อรังมาเนิ่นนาน ชาวบ้าน นักเรียนได้เฮ ไม่ต้องเสียเวลาเข็นรถไปตักน้ำวันละหลายชั่วโม
นายกล พรมสำสี หัวหน้าโครงการวิจัย การศึกษารูปแบบการจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด : กรณีบ้านผาชัน ตำบลสำโรง อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี : งานวิจัยเพื่อท้องถิ่น สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) เปิดเผยว่า จากการที่ทีมวิจัยท้องถิ่นบ้านผาชัน ได้พยายามศึกษาหาแนวทางการแก้ปัญหาการขาดแคลนน้ำของหมู่บ้านร่วมกัน ทีมวิจัยได้ค้นพบเทคโนโลยีที่ชาวบ้านเรียกกันว่าแอร์แว   ซึ่งเป็นระบบเพิ่มแรงดันเครื่องสูบน้ำให้มีแรงส่งสูงขึ้น โดยการค้นพบครั้งนี้นับว่าสำคัญอย่างมาก เพราะช่วยแก้ปัญหาเป็นการขาดแคลนน้ำกิน-น้ำใช้ของหมู่บ้านที่เรื้อรังมานาน

หัวหน้าทีมวิจัย กล่าวว่า แม้ว่าบ้านผาชันจะตั้งอยู่ติดกับลำน้ำโขง แต่ที่ผ่านมาหมู่บ้านแห่งนี้กลับต้องประสบปัญหาการขาดแคลนทั้งน้ำกิน-น้ำใช้ในช่วงฤดูแล้งของทุกปี เนื่องจากสภาพพื้นที่เป็นหิน และมีความลาดเอียงสูง พื้นดินไม่สามารถดูดซับน้ำจากธรรมชาติเอาไว้ได้ ในขณะที่การดึงน้ำจากแม่น้ำโขง และบุ่งพระละคร อ่างเก็บน้ำธรรมชาติข้างริมน้ำโขงขึ้นมาใช้ ด้วยการใช้เครื่องสูบน้ำแต่ก็ไม่ประสบความสำเร็จเนื่องจากระดับที่ตั้งชุมชนสูงกว่าแหล่งน้ำ รวมทั้งระยะทางส่งน้ำค่อนข้างไกล  ทำให้เครื่องสูบน้ำเสียหายบ่อยๆ ต้องเสียค่าใช้จ่ายในการซ่อมบำรุงสูง

แหล่งน้ำที่ชาวบ้านพึ่งพาได้ คือ ลำห้วยน้ำซับขนาดเล็กที่บริเวณชายป่านอกหมู่บ้าน ซึ่งนอกจากจะต้องใช้เวลาไปกลับนานกว่า 2 ชั่วโมงแล้ว ชาวบ้านยังต้องตื่นไปเข้าคิวตักน้ำกันตั้งแต่เช้าตรู่ และบางครั้งยังต้องไปรอให้น้ำซึมออกมาเป็นเวลานาน แม้แต่เด็กนักเรียนก็ต้องมีการจัดแบ่งเวรไปตักน้ำเพื่อนำมาใช้ในกิจกรรมของโรงเรียนทุกวัน ซึ่งเด็กไม่เพียงเสียเวลาในการเรียน แต่ยังกระทบถึงหลักสูตรการเรียนการสอนด้วย โดยเฉพาะวิชาเกษตรที่ต้องใช้น้ำต้องงดสอน

ที่ผ่านมาชุมชนและหน่วยงานภาครัฐได้พยายามแก้ไขปัญหามาโดยตลอด อาทิ การขุดบ่อบาดาลแต่ไม่พบแหล่งน้ำเพราะพื้นด้านล่างเป็นหิน การขุดบ่อน้ำตื้น แต่ปริมาณน้ำไม่มากนัก รวมทั้ง การจัดทำระบบประปาชุมชน ด้วยการทำถังน้ำขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน  และสูบน้ำจากบุ่งพระละคอน ซึ่งเป็นแหล่งน้ำธรรมชาติริมแม่น้ำโขง แต่ก็ประสบปัญหาหามอเตอร์สูบน้ำมีกำลังไม่สูงพอที่จะสูบน้ำได้ เพราะที่ตั้งของแหล่งน้ำต่ำกว่าที่ตั้งของชุมชน เครื่องสูบน้ำจึงเสียหายบ่อย ชุมชนต้องเสียค่าใช้จ่ายสูง

การค้นพบ แอร์แว อันเป็นศัพท์แสงที่ได้มาจากการชาวบ้านเรียกกันขำ ๆ ว่า แอแวะ  เป็นการปล่อยให้อากาศ แวะ  เข้าไปในน้ำเพื่อช่วยเพิ่มแรงดันนั้นได้มาจากการเสนอความคิดของชาวบ้านคนหนึ่งในเวทีประชาคมหมู่บ้าน นายกล เล่าถึง สิ่งที่ค้นพบว่า

 “ในเวทีประชุม เราระดมความคิดเห็นกันว่า ทำอย่างไรจะสูบน้ำมาใช้โดยไม่ให้เครื่องสูบน้ำมีปัญหา ก็มีชาวบ้านคนหนึ่ง เล่าว่าตอนเขาสูบน้ำรดต้นไม้ เห็นสายยางขาดทำให้สายยางมันสะบัดไปมา แล้วน้ำมันก็พุ่งแรงขึ้น....แกเลยเสนอให้ทีมวิจัยทดลองเจาะรูท่อน้ำแล้วลองต่อท่อ...ครั้งแรก ๆ เจาะรูเดียวแล้วก็ทดลองสูบก็ไม่ได้ผล น้ำไม่ขึ้น ...จึงลองเจาะ 2 รู ดูเหมือนจะเริ่มได้ผล เราก็ลองขยับระยะห่างระหว่างท่อแอร์แวทั้งสองอัน....ทดลองอยู่หลายครั้ง เพราะต้องให้ได้ระยะพอดีไม่ห่างเกินไป หรือ ใกล้กันเกิน ต่อมาก็พบว่าระยะห่างที่ลงตัวที่สุดคือ ตัวท่อแอร์แวยาว 1 เมตร และระยะห่างระหว่างท่อทั้ง 2 อันอยู่ที่ 30  เซนติเมตร 

จากข้อค้นพบนี้ทำให้ชาวบ้านจำนวน 134 ครัวเรือน ซึ่งมีจำนวนประชากรรวม 600 ชีวิต มีน้ำสำหรับดื่มกิน และใช้ในชีวิตประจำวันอย่างพอเพียง ทุกวันนี้ คนผาชันมีน้ำใช้ทุกครอบครัว ซึ่ง น้ำ จะมาจาก 2 ส่วนคือ น้ำจากฝายหรือระบบประปาภูเขาที่จะถูกปล่อยลงมาในช่วงฤดูฝน อีกส่วนจะเป็นน้ำจากประปาชุมชน คือน้ำที่สูบขึ้นมาจากบุ่งพระละคอน ด้วยเครื่องสูบน้ำที่ถูกเสริมสมรรถนะด้วย แอร์แว อันเป็นนวัตกรรมการสูบน้ำซึ่งมาจากการค้นพบของชาวบ้านผาชัน








การค้นพบที่เปลี่ยนชีวิตของคนบ้านผาชัน

ต้องตื่นตี 3 .... ไปรอน้ำที่ค่อย ๆ ซึมขึ้นมาแล้วก็ตักเอามาใช้...เราว่าเราตื่นเช้าแล้วนะ แต่พอไปถึง มีคนไปรอก่อนเราอีก 


บุญธรรม คงทน  สะท้อนภาพปัญหา การขาดแคลนน้ำ ที่เขา และชาวบ้านผาชันกว่า 600 ชีวิต ใน 134 ครอบครัวร่วมกันเผชิญร่วมกันมาเป็นเวลาหลายปี  โดยทุกๆ ฤดูแล้งเขา และเพื่อนบ้านจะต้องตื่นกันแต่เช้าตรู่เพื่อเข็นรถไปตักน้ำจากแหล่งน้ำซับซึ่งอยู่บริเวณชายป่านอกหมู่บ้าน

แทบไม่น่าเชื่อชุมชนขนาดเล็กที่ตั้งบ้านเรือนอยู่ริมฝั่งแม่น้ำโขงจะเคยวิกฤติถึงขั้นต้องไปซื้อน้ำจากต่างอำเภอมาใช้  ทั้งนี้เนื่องจากสภาพที่ตั้งของชุมชนซึ่งพื้นที่ส่วนใหญ่เป็นหินและมีความลาดชัน ข้อจำกัดของพื้นที่ดังกล่าวคือไม่สามารถอุ้มน้ำไว้ได้ในฤดูฝน ในทางกลับกันก็ทำให้เกิดน้ำท่วมเพราะน้ำไม่สามารถไหลซึมลงดินได้  และเมื่อไม่สามารถซึมลงดิน มันก็จะไหลลงแม่น้ำโขงเกือบทั้งหมด ผลกระทบที่ตามมาคือ เมื่อกรมทรัพยากรน้ำบาดาลเข้าไปเจาะบ่อบาดาลเพื่อให้ชาวบ้านได้มีน้ำใช้ในยามแล้ง ปรากฏว่าไม่พบน้ำใต้ดินแม้จะขุดลึกลงไปในดินถึง  60 เมตรก็ตาม

ในส่วนของความพยายามที่จะดึงน้ำจากแม่นำโขงขึ้นมาใช้นั้น สำนักงานเร่งรัดพัฒนนาชนบท (รพช.) ใช้งบประมาณกว่า3 ล้านบาทในการเข้ามาวางระบบประปาชุมชน ทำถังเก็บขนาดใหญ่กลางหมู่บ้าน และใช้เครื่องสูบน้ำจากบุ่งพระละคอน (อ่างน้ำธรรมชาติขนาดเล็กริมแม่น้ำโขง) ที่อยู่ห่างจาก 300 เมตร และมีน้ำทั้งปี  แต่ชาวบ้านใช้ประปาจาก รพช.ได้ไม่นานก็ต้องหยุด เนื่องจากระยะทางระหว่างจุดสูบน้ำ และถังเก็บน้ำอยู่ห่างกันและมีความลาดชันสูงส่งผลให้เครื่องสูบน้ำได้รับความเสียหาย และชาวบ้านมองว่ามันไม่คุ้มกับค่าซ่อมบำรุงมอเตอร์สูบน้ำ

เมื่อเทคโนโลยีไม่ได้ผล ทางออกคือของชุมชนคือต้องอาศัยภูมิปัญญาตัวเองด้วยการสร้างทำนบขนาดเล็กกั้นบริเวณจุดน้ำซับตรงลำห้วยเสาเฉลียง และบริเวณน้ำซับจุดอื่น ๆ ซึ่งเป็นบริเวณที่ บุญธรรม และชาวบ้านผาชันไปนั่งรอเป็นเวลากว่าค่อนคืนเพื่อที่จะขอดเอาน้ำจากบ่อมาใช้ดื่มกิน ซึ่งการมานั่งรอเพื่อตักน้ำซับไม่ได้ลำบากเฉพาะชาวบ้านเท่านั้น  หากแต่ยังส่งกระทบไปถึงการเรียนการสอนด้วย เพราะเด็ก ๆ ต้องออกไปช่วยพ่อแม่ตักน้ำจากลำห้วยมาไว้ที่บ้านก่อนไปโรงเรียนซึ่งบางคนต้องใช้เวลาเดินไป – เดินกลับประมาณ 2 ชั่วโมง  และในโรงเรียนเด็ก ๆ จะถูกจัดเวรให้ไปตักน้ำมาใช้ในห้องน้ำ ซึ่งผลกระทบนี้ไม่ได้เกิดเฉพาะเรื่องการใช้น้ำเท่านั้น แต่ยังเกี่ยวโยงไปถึงการเรียนการสอนด้วย โดยเฉพาะวิชาเกษตรที่ต้องทำการทดลองปลูกผักก็ต้องงด...บ่อกบที่ทำการทดลองเลี้ยงก็ต้องเลิกสรุปก็คือ วิชาที่เกี่ยวกับการเกษตร และต้องใช้น้ำต้องยกเลิกในช่วงหน้าแล้ง

แม้จะพยายามกันทุกรูปแบบเพื่อให้มีน้ำใช้ ทั้งการขุดบ่อบาดาล สูบน้ำจากบ่อ ทำฝายกั้นลำห้วย แต่นั้นก็ยังไม่ใช่ทางออกของปัญหา  ครูกล พรมสำลี ครูโรงเรียนชมรมจักรยานสมัครเล่นบ้านผาชันบอกว่าบางปี วิกฤติถึงขั้นต้องไปซื้อน้ำใช้

 “เพราะพวกเราก็ทำกันทุกวิถีทางแล้วเช่นเดียวกัน แต่ก็แก้ปัญหาไม่ได้ พอดี Nature care  หรือศูนย์ประสานงานวิจัยเพื่อท้องถิ่นจังหวัดอุบลราชธานี  เข้ามาอธิบายแนวคิดเกี่ยวกับงานวิจัยเพื่อท้องถิ่น  ถึงแม้จะเป็นเรื่องใหม่ แต่ชาวบ้านผาชันมองว่าน่าจะทดลองดู...

ชาวบ้านไม่แค่ทดลองทำ แต่ได้ลงมือทำวิจัยอย่างจริงจัง จุดเด่นของบ้านผาชันคือการมีเวที

ประชาคมหมู่บ้าน” ที่มักเอาเรื่องราวและปัญหาที่เกิดขึ้นในชุมชนมาหารือ ประเด็นงานวิจัยก็เช่นเดียวกัน

ในเวทีก็ถกเถียงกันพอสมควร ชาวบ้านส่วนใหญ่ถามว่าถ้าทำวิจัยเรื่องการท่องเที่ยว แล้วถ้านักท่องเที่ยวเข้ามามาก ๆ จะเอาน้ำที่ไหนใช้...เราก็เลยเปลี่ยนมาเป็นเรื่องการจัดการน้ำ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในพื้นที่ที่มีน้ำจำกัด  จะมีวิธีการบริหารจัดการน้ำอย่างไรให้มีน้ำใช้อย่างเพียงพอ และเกิดประสิทธิภาพสูงสุด 

ภายใต้โครงการวิจัย: ศึกษารูปแบบการจัดการน้ำที่มีอยู่อย่างจำกัดให้มีประสิทธิภาพสูงสุด : กรณีบ้านผาชัน ตำบลสำโรง  อำเภอโพธิ์ไทร จังหวัดอุบลราชธานี  โดยการสนับสนุนงบประมาณจากสำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.) สำนักงานภาคโดยมี กล  พรมสำลี  อาจารย์โรงเรียนจักรยานสมัครเล่นบ้านผาชันเป็นหัวหน้าโครงการวิจัย  นั้น คนผาชันเริ่มต้นงานวิจัยของพวกเขาด้วยการศึกษาปริมาณแหล่งน้ำที่มีอยู่ในหมู่บ้าน พร้อม ๆ ไปกับการศึกษาปริมาณการใช้น้ำของชาวบ้าน  ข้อมูลเหล่านี้จะทำให้เห็นว่า ปริมาณที่มิอยู่นั้นเพียงพอกับความต้องการหรือไม่ ทั้งนี้เพื่อทำไปสู่การหาวิธีการ ใช้น้ำ ที่มีอยู่ให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด

เมื่อก่อนเราแก้ปัญหากันเฉพาะแค่จะหาทางเอาน้ำมาใช้เพียงอย่างเดียว โดยที่ไม่มองพฤติกรรมการใช้น้ำของตัวเองว่าเป็นอย่างไร รู้จักประหยัดน้ำหรือไม่ เพราะถ้ามีน้ำแล้วเราไม่รู้จักใช้มันอย่างรู้ค่า ต่อให้มีน้ำมากเท่าไหร่ก็คงไม่เพียงพอ 

และในระหว่างที่ชาวบ้านและทีมวิจัย กำลังดำเนินโครงการวิจัยในระยะแรกอยู่นั้น   โครงการ SML. เห็นความพยายามของชาวบ้านที่จะหาแนวทางพัฒนาแหล่งน้ำของชุมชนเอง  จึงจัดสรรงบประมาณมาให้จำนวนหนึ่ง ชาวบ้านนำงบประมาณดังกล่าวไปใช้ในการต่อเติมฝายวังอีแร้ง  เพื่อรองรับน้ำในยามหน้าฝน  งบประมาณอีกส่วนนำไปพัฒนาและปรับปรุงระบบประปา และซื้อมอเตอร์สูบน้ำตัวใหม่ทดแทนตัวเดิมที่ชำรุดไป

การต่อเติมฝายวังอีแร้ง ทำให้บ้านผาชันด้านทิศใต้ 21 ครัวเรือนที่เคยขาดแคลนน้ำในช่วงหน้าแล้งได้มีน้ำใช้  เพราะบริเวณดังกล่าวอยู่สูงเกินกว่าที่ระบบ ประปาหมู่บ้าน จะส่งน้ำมาถึง และในทางกลับกันก็จะทำให้อีก 113 ครัวเรือนที่อยู่ด้านเหนือด้านที่ติดแม่น้ำโขงมีน้ำ ประปาภูเขา  ใช้ในช่วงหน้าน้ำเนื่องจากช่วงเวลาดังกล่าวน้ำในแม่น้ำโขงจะท่วมบุ่งพระละคอนซึ่งไม่สามารถนำเครื่องลงไปสูบน้ำขึ้นมาใช้ได้

และในส่วนของการสูบน้ำจากบุ่งพระละครขึ้นมาใส่ถังประปาหมู่บ้านนั้น ทีมวิจัยค้นพบ แอร์แว ซึ่งเป็นนวัตกรรมการสูบน้ำด้วยการใช้อากาศเข้าไปช่วยในการเพิ่มแรงดันให้เครื่องสูบน้ำ โดยการต่อท่อซึ่งมีความยาว 1 เมตร 2 อัน (ดูรูปประกอบ)

ครูกลบอกว่า แอร์แว  หรือ แอร์แวะ  คือการปล่อยให้อากาศมันแวะเข้าไปในน้ำ ทำให้น้ำมีแรงดันมากขึ้น...และที่สำคัญกว่านั้นก็คือ...ไม่ทำให้เครื่องสูบน้ำได้รับความเสียหายเหมือนกับทีผ่าน ๆ มา

เป็นการค้นพบกันโดยบังเอิญ...ตอนนั้นเราทำฝายที่วังอีแรงเสร็จแล้ว ก็เหลือแต่ว่าจะทำอย่างไรที่จะสูบน้ำจากบุ่งพระละครขึ้นมาได้  เพราะหากสูบแบบเดิมเครื่องสูบน้ำพังแน่นอน     พอดีมีชาวบ้านชื่อ ชรินทร์  อินทร์ทอง เข้ามาในเวทีประชาคม เล่าว่าตอนเขาสูบน้ำรดต้นไม้ เห็นสายยางขาดทำให้สายยางมันสะบัดไปมา และน้ำมันก็ฉีดแรงขึ้น....แกเลยเสนอให้เจาะรู้แล้วลองต่อท่อ...ทีมวิจัยก็เลยเอาไปทดลองทำ...ทดลองอยู่หลายครั้ง เพราะมันต้องให้ได้ระยะของมัน ห่างเกินไป หรือ ใกล้กันเกินไปก็สูบน้ำไม่ขึ้น ระยะห่างที่ลงตัวที่สุดคือ ตัวท่อแอร์แวยาว 1 เมตร ระหว่างท่อทั้ง 2 อยู่ที่30  เซนติเมตร 

แอร์แว ทำให้คนบ้านผาชันมีน้ำใช้ตลอดทั้งปี แต่ชาวบ้านก็ยังไม่หยุดเพียงเท่านั้น หากแต่ได้ร่วมกันคิดหาทางประหยัดน้ำ ขึ้นอีก เพราะจากการสำรวจข้อมูลการใช้น้ำของชุมชนพบว่าใน 1 วันคนบ้านผาชันใช้น้ำ  44,757.6 ลิตร โดยพบว่า กิจกรรมที่ใช้น้ำมาที่สุดคือ  อาบ,ล้างหน้า,แปรงฟัน  ใช้น้ำมากถึง 13,962 ลิตร  ลองลงมาคือน้ำซักผ้า 10,566ลิตร  ซึ่งเมื่อทีมวิจัยได้นำข้อมูลเสนอต่อที่ประชุมในเวทีประชาคมหมู่บ้านให้ชาวบ้านช่วยกันคิดหาวิธีลดการใช้น้ำ หรือ ใช้น้ำให้เกิดประโยชน์สูงสุด

อันเป็นที่มาของกิจกรรม ครอบครัวประหยัดน้ำ โดยมอบรางวัลแก่ครอบครัวที่ชนะเลิศ  เดือนละ 1 ครั้ง  และให้ครอบครัวที่ได้รับรางวัลอธิบายเทคนิค  วิธีการประหยัดน้ำให้กับครอบครัวอื่นๆ ได้ทราบและนำไปปฏิบัติตาม  นอกจากนี้ยังมีกิจกรรมแบ่งกลุ่มดูแลทำความสะอาดบ่อน้ำธรรมชาติของชุมชน   เพื่อให้บ่อนำมีพื้นที่กักเก็บน้ำมากยิ่งขึ้น

ปัจจุบันบุญธรรม และสมาชิกในครอบครัว ไม่ต้องตื่นแต่เช้าเพื่อไปรอ ขอด น้ำจากก้นบ่อเพื่อเอามาใช้ดื่มกินอีกแล้ว เพราะมี น้ำ ที่พวกเขาเรียกกันติดปากว่า น้ำจากงานวิจัย  ให้ใช้ได้ตลอด 24 ชั่วโมง  แต่บุญธรรมก็ไม่ใช้น้ำอย่างฟุ่มเฟือย ตรงกันข้ามครอบครัวของเขาช่วยกันประหยัด  และใช้น้ำทุกหยดอย่างรู้ค่า กระทั่งได้รับคัดเลือกให้เป็นครอบครัวประหยัดน้ำของหมู่บ้านรายแรกๆ 



ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=49046

แนะนำวิธีการปักชำ มะลิแบบง่ายๆ


มะลิเป็นไม้ดอกที่มีกลิ่นหอม  นิยมใช้ร้อยมาลัยบูชาพระ  หรือแม้กระทั้งแช่น้ำสำหรับดื่ม  ให้มีกลิ่นหอม  มะลิขยายพันธ์ุแบบง่ายที่สุด คือ  วิธีการปักชำ  มีขั้นตอนดังนี้

1.เลือกกิ่งเพสลาดจากปลายกิ่งลงมาสัก 7-8 ใบ

2.ตัดกิ่งเหนือข้อประมาณ 2 มิลลิเมตร  แต่ละกิ่งจะมืใบ 1 คู่

3.นำโคนกิ่งชุบฮอร์โมนผงสำหรับเร่งราก  ถ้าไม่มีก็ไม่ต้องใช้

4.เตรียมขุยมะพร้าวลงในภาชนะ อาจใช้ตะแกรงพลาสติก  ถุงพลาสติกดำ ฯลฯ  รดนำ้ให้ชุ่ม

5.นำกิ่งมะลิที่ชุบฮอร์โมนแล้ว  ปักลงในขุยให้เกือบถึงก้านใบ

6.รดนำ้ให้ชุ่ม  หุ้มด้วยถุงพลาสติกใส(เพื่อให้แสงผ่านได้) นำไปไว้ที่รำไร อย่าวางกลางแดด

7.ประมาณ35-40 วันรากจะงอก  แข็งแรงดี  ย้ายกิ่งชำที่มีรากลงถุงปลูก

8.รดนำ้ให้ชุ่ม  ถ้าคลุมด้วยถุงแบบเดียวกับข้อ 6  ประมาณ 7-10  วัน

9.นำออกจากถุง  วางกลางแจ้ง ถูกแดดวันละน้อย จนได้รับแดดเต็มที่

   ท่านจะได้มะลิที่สมบูรณ์ ไว้ปลูกได้ตามที่ต้องการ

กิ่งที่เตรียมไว้ปักชำ

ตัดเป็นท่อนๆ ละ 1 ข้อ 2 ใบ

ชุบฮอร์โมน ที่โคนกิ่ง

ปักกิ่งลงในขุยมะพร้าว  ลึกเกือบถึงก้านใบ

คลุมด้วยถุงพลาสติกใส  มัดปากถุงให้แน่น อย่าให้ความชื้นระเหยได้

35-40 วัน  รากก็งอก สามารถถอนย้ายได้

ลักษณะกิ่งที่งอกราก ถอนย้ายปลูกได้

เตรียมวัสดุปลูก ใส่ถุงประมาณ 2/3  วางกิ่ง พอให้รากสัมผัสวัสดุปลูก

เติมวัสดุปลูกลงไปจนเต็มภาชนะ  เคาะเบาๆ รดนำ้ให้ชุ่ม
จากนั้นครอบด้วยถุงพลาสติกเหมือนปักกิ่งลงในขุย  วางที่ร่มรำไร 7-10 วัน  จึงเอาออกจากถุง
1. ชำแล้ว  ห้มด้วยถุงพลาสติกใส  โดนแดดหรือเปล่า  ถ้าโดนแดด เน่า 100 %
2. วัสดุชำ แฉะหรือไม่  ถ้าแฉะ  เน่ามาก
3. ยอดมะลิที่มาชำ  อ่อนหรือไม่  ถ้ายอดอ่อนอยู่  เน่าหมด  ต้องให้ยอดที่เป้นใบเพสลาดครับ  


การปักชำเฟื่องฟ้า
1.  ถ้าทำแบบเดียวกับมะลิตามกะทู้นี้  ให้ใช้ส่วนปลายกิ่ง  ที่ใบทั้งหมดแก่แล้ว
     -ตัดกิ่งยาว  5-6  นิ้ว  (อย่างน้อย  3-4 ข้อ)  รูดใบด้านโคนกิ่งออก 1/2  ของกิ่ง
     -โคนกิ่ง  จุ่มฮอร์โมนเร่งราก
     -ปักชำและดูแลเช่นเดียวกับมะลิ
2.  ถ้าใช้กิ่งกึ่งแก่หรือกิ่งแก่ (คือกิ่งที่อยู่ส่วนกลางๆ กิ่ง หรือโคนกิ่ง  เปลือกสีน้ำตาล  ใบอาจร่วงหมด หรือมีบ้าง)  ทำดังนี้
     -ตัดกิ่งยาว  5-6  นิ้ว  (อย่างน้อย  3-4 ข้อ)
     -โคนกิ่ง  จุ่มฮอร์โมนเร่งราก
     -ใช้ถุงชำสีดำ  ขนาด 3 x 5 นิ้ว  ใส่ขุยมะพร้่าว หรือถ่านแกลบ  ให้เต็ม
     -ปักกิ่งเฟื่องฟ้าที่เตรียมไว้ลึก  1/3  ของกิ่ง
     -วางที่ร่มรำไร  รดน้ำให้ชุ่ม   วันละ 1-2  ครั้ง
     -กิ่งเฟื่องฟ้าจะแตกตาขึ้นใหม่  งอกราก  และนำไปปลูกได้เลย

มะนาวชำได้ง่ายๆ
   1.  เลือกกิ่งที่ยอดมีใบแก่แ้ล้ว
   2.  ตัดยาว  ท่อนละ 6-7  นิ้ว   แต่ละกิ่งตัดได้ หลายท่อน
   3.  วิธีการเหมือน มะลิ ครับ
   4.  คงใช้เวลา(ถ้าจำไม่ผิด)ประมาณ    40 วัน ครับ
ที่มา  http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=17457.0