วันอาทิตย์ที่ 5 พฤษภาคม พ.ศ. 2556

พันธุ์พืชอาหารสัตว์ที่ปลูกในเมืองไทย

พันธุ์หญ้า (Grass Species) 

            ประมาณกันว่าในโลกมีพืชตระกูลหญ้าทั้งหมดกว่า 10,000 ชนิด (Species) แต่ที่ใช้ในการปลูกสร้างทุ่งหญ้ามีประมาณ 40 ชนิด (Humphreys, 1993) สำหรับในเขตร้อนอย่างประเทศไทยมีการใช้เพื่อทำทุ่งหญ้าเพียง 15-20 ชนิดเท่านั้น ที่จะนำมากล่าวในที่นี้จะเลือกเฉพาะพันธุ์ที่นิยมใช้กันมากและสามารถหาส่วนขยายพันธุ์ได้เท่านั้น ซึ่งมีพันธุ์หญ้าดังนี้ คือ 

             1. หญ้าขน (Para Grass หรือ Mauritius) Brachiaria mutica 

               2. หญ้ารูซี่ (Ruzi Grass หรือ Congo Grass) Bachiaria ruziziensis 

               3. หญ้าเนเปียร์ (Napier Grass หรือ Elephant Grass) Pennisetum purpureum 

               4. หญ้าสตาร์ (Star Grass หรือ African Star) Cynodon plectostachyus 

               5. หญ้าโร้ด (Rhodes Grass) Chloris gayana 

               6. หญ้าบัฟเฟล (Buffel Grass) Cenchrus ciliaris 

               7. หญ้ากินนี (Guinea Grass) Panicum maximum
 
                      
1. หญ้าขน (Para Grass หรือ Mauritius) Brachiaria mutica 

 

แหล่งดั้งเดิม  อยู่ในเขตร้อนของอาฟริกา นำเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2472 จากประเทศมาเลเซีย โดย R.P. Jones 

ลักษณะทั่วไป เป็นหญ้าประเภท Perennial มีการเจริญเติบโตแบบกึ่งเลื้อยกึ่งตั้ง Stolon จะทอดขนานบนพื้นดินและมีรากพร้อมทั้งกิ่งก้านแตกออกมาจากข้อ ข้อและกาบใบมีขนสีขาวปกคลุม

ลักษณะทางการเกษตร เหมาะสมกับบริเวณที่ชื้นแฉะ ที่ราบลุ่ม ขึ้นได้ในดินเกือบทุกประเภท ทนทานต่อน้ำท่วมขังเป็นระยะเวลานานๆ

การปลูก ปลูกโดยใช้ส่วนของลำต้นที่แก่แล้ว (สังเกตได้ว่ามีใบตายหุ้มอยู่ที่บริเวณข้อ) โดยการหว่านท่อนพันธุ์ลงบนพื้นที่ที่ได้ไถพรวนแล้ว หลังจากนั้นก็จะพรวนกลบ การปลูกควรทำในช่วงต้นฤดูฝน ถั่วที่ขึ้นร่วมกับหญ้าขนได้ดีคือถั่วเซนโตร (ถั่วลาย, Centrosema pubescens) แต่ต้องในสภาพดินที่มีการระบายน้ำได้ดี

การใช้ประโยชน์ หลังปลูกควรปล่อยให้หญ้าขนตั้งตัวก่อนประมาณ 80-90 วัน จึงใช้ประโยชน์ ในระยะแรกระบบรากยังไม่แข็งแรงพอการปล่อยโคลงแทะเล็มต้องจัดการดูแลให้ดีเพื่อป้องกันการทำลายต้นอ่อน

คุณค่าทางอาหาร   อ่อน 11.8 % CP, แก่ 7.8 % CP, 50 % TDN  (Humphreys, 1993)

 

 2. หญ้ารูซี่ (Ruzi Grass หรือ Congo Grass) Bachiaria ruziziensis

 

แหล่งดั้งเดิม  ประเทศ Congo นำเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2511 โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  เป็นหญ้าประเภท Perennial การเจริญเติบโตคล้ายหญ้าขน มีใบเล็กกว่าหญ้าขน มีเหง้า (Rhizome) กาบใบจะยาวกว่าปล้องของลำต้น มีขนปกคลุม ใบมีขนยาวปกคลุมหนาแน่น ใบนิ่มกว่าใบหญ้าขน

ลักษณะทางการเกษตร  ขึ้นได้ดีในเขตร้อนชื้น มีฝนตกชุก ดินมีการระบายน้ำได้ดี ขึ้นได้ในดินหลายชนิด มีความทนทานต่อการแทะเล็ม

การปลูก นิยมใช้เมล็ดพันธุ์ อัตราปลูก 1- 2 กก./ไร่  ถั่วที่สามารถขึ้นร่วมได้คือถั่วเซนโตร (Centrosema pubescens) และถั่วฮามาต้า (Stylosanthes hamata)

การใช้ประโยชน์  ในสภาพทุ่งหญ้าผสมระหว่างหญ้ารูซี่กับถั่วฮามาต้า พบว่าหลังจากปลูกประมาณ 55 วัน ก็สามารถปล่อยโคลงแทะเล็มได้ โดยให้ผลผลิต 1.8 ตันน้ำหนักสด/ไร่ (ที่อัตราปลูกหญ้ารูซี่:ถั่วฮามาต้า = 2 : 4 กก./ไร่) แต่ในสภาพทุ่งหญ้าเดี่ยวควรปล่อยให้โคลงแทะเล็มเมื่อหญ้ามีอายุประมาณ 80 วัน หรือสังเกตจากการเจริญเติบโตครอบคลุมพื้นที่

 คุณค่าทางอาหาร   อ่อน 14 % CP,  แก่ 7.8 % CP,  55 % TDN  (Humphreys, 1993)

 

3. หญ้าเนเปียร์ (Napier Grass หรือ Elephant Grass) Pennisetum purpureum
 

แหล่งดั้งเดิม  ในเขตร้อนของอาฟริกา นำเข้าประเทศไทยโดย R.P. Jones (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  เป็นหญ้าประเภท Perennial ลำต้นใต้ดินเป็นเหง้า (Rhizome) ลำต้นสูงจากพื้นดิน 180 - 240 ซม. ถ้าปล่อยทิ้งไว้นานๆ จะแตกเป็นกอใหญ่มาก มีใบยาวเรียวคล้ายอ้อย แต่มีความกว้างของใบน้อยกว่า

ลักษณะทางการเกษตร  มีระบบรากแข็งแรง ให้ผลผลิตสูง ชอบที่ชื้นแฉะโดยเฉพาะข้างคอกและหลังคอกที่มีทางระบายน้ำออกจากคอก

การปลูก  ใช้ส่วนของลำต้นที่มีอายุประมาณ 6 เดือน ตัดเป็นท่อนๆ ให้มีข้อ 2 - 3 ข้อ ฝังลงในดินลึกประมาณ 10 ซม. หรือปลูกเป็นหลุมๆ โดยให้ข้อฝังอยู่ใต้ดิน

การใช้ประโยชน์  ปกตินิยมตัดสดให้โค แต่ก็สามารถปล่อยโคลงแทะเล็มได้เมื่อคอยควบคุมไม่ให้หญ้าขึ้นสูงมากเกินไป หลังจากปล่อยแทะเล็มแล้วควรตัดให้หญ้ามีความสม่ำเสมอกัน

คุณค่าทางอาหาร  อ่อน 9.5 % CP, แก่ 6 % CP,  55 % TDN  (Humphreys, 1993)

 

 4. หญ้าสตาร์ (Star Grass หรือ African Star) Cynodon plectostachyus


แหล่งดั้งเดิม  ในอาฟริกาตะวันออก นำเข้าประเทศไทยโดยมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ เมื่อ พ.ศ. 2504 (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  ลำต้นเป็นแบบเถาเลื้อย มีไหล (Stolon) มากมายประสานเป็นร่างแห

ลักษณะทางการเกษตร  ขึ้นได้ดีมากแม้แต่ในพื้นที่ที่มีความสูงกว่าระดับน้ำทะเลมากๆ ทนทานต่อการแทะเล็มและเหยียบย่ำของโค เจริญเติบโตได้เร็ว

การปลูก  ใช้ส่วนของลำต้นขยายพันธุ์


การใช้ประโยชน์  ปล่อยสัตว์ลงแทะเล็ม

คุณค่าทางอาหาร  7.6 % CP, 48 % TDN (Humphreys, 1993)

 

5. หญ้าโร้ด (Rhodes Grass) Chloris gayana

 

แหล่งดั้งเดิม  ในอาฟริกา นำเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2472 โดย R.P. Jones (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  ลำต้นเป็นแบบกอตั้ง มีไหล และมีรากอยู่ที่ข้อทุกข้อ

ลักษณะทางการเกษตร  เจริญเติบโตได้เร็ว ปกคลุมพื้นที่ได้หนาแน่น ตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจนได้ดี ทนทานต่อสภาพดินเค็มได้ดีกว่าหญ้าชนิดอื่น ไม่ทนแล้งเท่าใดนักเพราะรากอยู่ในระดับผิวดิน ทนทานต่อการถูกเผาได้ดี

การปลูก  ใช้เมล็ดอัตรา 1 - 2 กก./ไร่ ปลูกผสมกับถั่วเซนโตรและถั่วเซอราโต้ได้ดี

การใช้ประโยชน์  ใช้ตัดสดให้โคกินหรือปล่อยโคลงแทะเล็ม มีความทนทานต่อการแทะเล็มได้ดี นอกจากนี้ยังนิยมปลูกเพื่อทำหญ้าแห้ง (Hay) เพราะมีลำต้นเล็กมาก แห้งได้เร็ว เมื่อทำเป็นหญ้าแห้งจะได้หญ้าแห้งที่มีคุณภาพดี

คุณค่าทางอาหาร   8-9 % CP,  57 % TDN (Humphreys, 1993)

 
6. หญ้าบัฟเฟล (Buffel Grass) Cenchrus ciliaris



แหล่งดั้งเดิม  อยู่ในอาฟริกา อินเดียและอินโดนีเซีย นำเข้าประเทศไทยเมื่อปี 2498 จากประเทศฟิลิปปินส์ โดยกองอาหารสัตว์ กรมปศุสัตว์ (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  จัดเป็นหญ้ากอพุ่มประเภท Perennial ใบมีสีเขียวซีด

ลักษณะทางการเกษตร  มีความทนทานต่อสภาพแห้งแล้งได้ดี  ฟื้นตัวได้เร็วหลังการแทะเล็ม ชอบขึ้นในพื้นที่ที่มีการระบายน้ำได้ดี

การปลูก  ใช้เมล็ดอัตรา 1 - 2 กก. / ไร่  หรือแยกกอปลูก ปลูกรวมกับถั่วเซนโตร หรือ เซอราโตรได้

การใช้ประโยชน์  เหมาะทั้งตัดสดและปล่อยโคแทะเล็ม สามารถใช้ทำหญ้าแห้งได้ดีอีกด้วย

คุณค่าทางอาหาร 11 % CP,  55 % TDN (Humphreys, 1993)

 

7. หญ้ากินนี (Guinea Grass) Panicum maximum


แหล่งดั้งเดิม  ในอาฟริกา อเมริกากลางและอเมริกาใต้ นำเข้ามาประเทศไทยเมื่อปี 2444 โดยเจ้าพระยาสุรวงศ์ (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  เป็นหญ้าประเภท Perennial  มีลำต้นตั้งตรงคล้ายกอตะไคร้  มีเหง้า  ข้อมีสีขาว ใบยาวเรียว

ลักษณะทางการเกษตร  มีระบบรากลึก ทนแล้งได้ดี ขึ้นได้ดีในที่ที่มีการระบายน้ำดี

การปลูก  ใช้ส่วนลำต้นใต้ดินโดยการแยกกอ หรือใช้เมล็ดอัตรา 1 - 2 กก./ไร่ สามารถปลูกใต้ต้นไม้ใหญ่ได้ ทนต่อร่มเงาได้ดี ปลูกร่วมกับถั่วเซนโตร ถั่วเซอราโตรได้

การใช้ประโยชน์  ใช้ได้ทั้งตัดสดและปล่อยโคลงแทะเล็ม ควรให้เหลือตอไว้ประมาณ 15 ซม. ถ้าต่ำมากอาจตายได้

คุณค่าทางอาหาร  อ่อน 14 % CP,  แก่ 8 % CP,  56 % TDN  (Humphreys, 1993)

 
 
พันธุ์ถั่ว (Legume Species)

            พืชตระกูลถั่วมีอยู่ด้วยกันทั้งหมดประมาณ 16,962 ชนิด แหล่งดั้งเดิมอยู่ในเขตร้อน ร้อนชื้น เมื่อมีการนำพันธุ์ถั่วจากแหล่งดั้งเดิมไปปลูกในท้องถิ่นต่างๆ ทำให้ลักษณะของลำต้นเปลี่ยนแปลงไปตามสภาพแวดล้อมที่ถั่วชนิดนั้นขึ้นอยู่ (Humphreys, 1993) ถั่วที่นิยมปลูกเป็นพืชอาหารสัตว์มีดังนี้ คือ

1. ถั่วฮามาต้า (Hamata หรือ Verano Stylo) Stylosanthes hamata

2. ถั่วเซนโตร (ถั่วลาย, Centro) Centrosema pubescens

3. ถั่วเซอราโตร (Siratro) Macroptillium atropurpureum

 
 
1.  ถั่วฮามาต้า (Hamata หรือ Verano Stylo) Stylosanthes hamata


แหล่งดั้งเดิม  ในหมู่เกาะอินเดียตะวันตก และอเมริกากลาง นำเข้ามาประเทศไทยปี 2514 โดยมหาวิทยาลัยขอนแก่น และสำนักงานเกษตรภาคตะวันออกเฉียงเหนือ (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  เป็นประเภทกึ่ง Perennial  การเจริญเติบโตในระยะแรกลำต้นจะตั้งตรง เมื่อมีอายุมากขึ้นจะมีกิ่งก้านแผ่ออกทางด้านข้าง  ลำต้นมีขนาดเล็ก  ใบย่อยมีรูปคล้ายหอก  ดอกมีสีเหลือง

ลักษณะทางการเกษตร  ปรับตัวเข้ากับสภาพแวดล้อมที่แห้งแล้งได้ดี

การปลูก  ใช้เมล็ด อัตรา 4 - 6 กก./ไร่ แต่เมล็ดมีการพักตัว (Seed Dormancy) สูง ดังนั้นก่อนทำการปลูกควรทำลายการพักตัว (Break Dormancy) ก่อนโดยการนำไปแช่ในน้ำอุณหภูมิ 80° C นานประมาณ 10 นาที แล้วนำมาผึ่งให้แห้งก่อนนำไปปลูก

การใช้ประโยชน์  ปล่อยให้โคลงแทะเล็ม มีความทนทานต่อการแทะเล็มได้ดี ไม่ทนทานต่อสภาพร่มเงา

คุณค่าทางอาหาร  19 % CP,  50 % TDN (FAO, 1988)

 

2. ถั่วเซนโตร (ถั่วลาย, Centro) Centrosema pubescens



แหล่งดั้งเดิม   อเมริกาใต้ ในประเทศไทยปลูกเป็นพืชคลุมดินในสวนยางมานานแล้ว

ลักษณะทั่วไป   เป็นถั่วประเภทเลื้อย และเป็น Perennial มีเถาค่อนข้างเล็ก ใบไม่มีขน ดอกสีม่วงอ่อน ฝักจะแบนและหนา ยาว 7 - 15 ซม.

ลักษณะทางการเกษตร  ทนทานต่อความแห้งแล้งและการแทะเล็มได้ดี สัตว์ชอบกิน

การปลูก  ใช้เมล็ดอัตรา 2 กก./ไร่  นิยมปลูกร่วมกับหญ้าหลายชนิด เช่น หญ้ากินนี หญ้าขน หรือร่วมกับหญ้าพื้นเมือง

การใช้ประโยชน์  ปลูกร่วมกับหญ้า อาจใช้ตัดสดหรือปล่อยโคลงแทะเล็มก็ได้

คุณค่าทางอาหาร  23 % CP,  50 % TDN (FAO, 1988)  

 

3. ถั่วเซอราโตร (Siratro) Macroptillium atropurpureum



แหล่งดั้งเดิม   อเมริกาใต้ นำเข้ามาประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2505 โดยองค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย จากประเทศออสเตรเลีย (ตรีพล, 2527)

ลักษณะทั่วไป  เป็นถั่วประเภท Perennial ลำต้นมีขนขึ้นอยู่ทั่วไป ใบด้านบนมีขนน้อยกว่าด้านล่าง ใบย่อยที่อยู่ด้านข้างมีลักษณะคล้ายรูปไข่ ใบมีส่วนเว้าเข้าไป

ลักษณะทางการเกษตร  มีระบบรากแข็งแรง ทนแล้งได้ดี ไม่ชอบพื้นที่ที่มีน้ำขัง

การปลูก   ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดในอัตรา 2 กก./ไร่ นิยมปลูกร่วมกับหญ้ากินนี หญ้าโร้ด หรือหญ้าขน

การใช้ประโยชน์   ใช้ตัดสดหรือปล่อยโคลงแทะเล็ม

คุณค่าทางอาหาร  17 % CP,  50 % TDN (FAO, 1988)
 
 
การใช้ประโยชน์ทุ่งหญ้า (Pasture Utilisation) 
 
 
                หลังจากปลูกสร้างทุ่งหญ้าเสร็จแล้ว และเมื่อทุ่งหญ้ามีอายุพร้อมที่จะใช้ประโยชน์ได้แล้ว วิธีการที่จะใช้ประโยชน์จากผลผลิตทุ่งหญ้าเพื่อเลี้ยงโคนั้นมีด้วยกันหลายวิธีดังนี้ 

1) วิธีการตัดสด (Fresh Cut หรือ Cut and Carry)

                     เป็นวิธีการใช้ประโยชน์จากทุ่งหญ้าโดยการขนย้ายพืชอาหารสัตว์จากแปลงมาให้โคกิน การตัดอาจทำได้โดยการเกี่ยว การใช้เครื่องมือทุ่นแรง เช่นเครื่องตัดหญ้าแบบสพาย หรือในฟาร์มขนาดใหญ่อาจใช้เครื่องมือเก็บเกี่ยว เช่น Forage Harvester, Single Chop Harvester และ Double Chop Harvester วิธีนี้เหมาะกับฟาร์มขนาดใหญ่

ข้อดี      
- ใช้ประโยชน์จากพืชได้เต็มประสิทธิภาพ          

                                  
- พืชมีความสม่ำเสมอในการเจริญเติบโตครั้งต่อไป

                                  
- เหมาะกับพืชที่ให้ผลผลิตสูง

                                 
- สามารถใช้เลี้ยงโคได้จำนวนเพิ่มขึ้น

ข้อเสีย  
- แปลงหญ้าเสื่อมสภาพเร็ว เพราะทุกครั้งที่ตัด จะนำธาตุอาหารในดินไปด้วย

                                  
- ค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ยสูง

              
- ต้องใช้แรงงานและเครื่องจักรอุปกรณ์

 

2) วิธีการปล่อยโคลงแทะเล็ม (Grazing)

                     เป็นวิธีการปล่อยให้โคลงแทะเล็มในแปลงหญ้าเอง การปล่อยโคลงแทะเล็มสามารถแบ่งออกเป็น 2 ระบบใหญ่ๆ ดังนี้

 
ระบบปล่อยแปลงเดียว (Continuous Grazing หรือ Set Stocking)

เป็นระบบที่ปล่อยให้โคลงแทะเล็มในแปลงหญ้าขนาดใหญ่แปลงเดียว

 

ระบบปล่อยหมุนเวียน (Rotational Grazing)

เป็นระบบที่มีการแบ่งแปลงหญ้าออกเป็นแปลงย่อยๆ

ข้อดี       
-  โคสามารถเลือกกินหญ้าที่มีคุณภาพดีได้

                            
-  ประหยัดแรงงานและค่าใช้จ่ายในด้านเครื่องจักรอุปกรณ์ในการตัดหญ้า

                             
-  มีการคืนกลับของธาตุอาหารจากปัสสาวะและมูลโค

                            
-  ประหยัดค่าใช้จ่ายในการซื้อปุ๋ย

              

ข้อเสีย   
-  โคมีการเหยียบย่ำทำลายพืชอาหารสัตว์

                            
-  ต้องลงทุนในระบบรั้ว

                            
-  ถ้าจัดการไม่ดีพอ พืชอาหารสัตว์จะหายไปจากแปลงได้เร็ว

                            
-  พืชอาหารสัตว์จะตั้งตัวได้ช้าหลังแทะเล็ม และจะขึ้นไม่ส่ำเสมอ




วันอาทิตย์ที่ 21 เมษายน พ.ศ. 2556

การเลี้ยงไก่งวง





           ไก่งวงเป็นนกประเภทหนึ่งซึ่งมีอยู่ 2 พันธุ์ คือ M. gallopavo พบในอเมริกาเหนือ และ M. ocellata พบในอเมริกากลาง ในสหรัฐอเมริกา ชาวคริสต์นิยมรับประทานไก่งวงในวันขอบคุณพระเจ้า ไก่งวงมีขนาดใหญ่กว่าไก่ทั่วไป ในการประกอบอาหารนิยมยัดไส้นานาชนิด แล้วนำไปปรุงแต่งอาหาร

วิธีการเลี้ยงไก่งวง

          การเลี้ยงไก่งวงนั้นจะมีหลายวิธีเช่นเลี้ยงแบบในเล้า เลี้ยงแบบกึ่งเล้า กึ่งทุ่งกว้าง หรือเกษตรกรบางท่านได้ดัดแปลงอาคารพาณิชย์มาเป็นสถานที่เลี้ยงเพราะมีพื้นที่จำกัด วิธีการเลี้ยงนั้นก็แล้วแต่พื้นที่ของเราให้ดูตามความเหมาะสม ถ้าเลี้ยงมากต้องทำเป็นโรงเรือนที่แข็งแรงมั่นคง คอกสร้างด้วยไม้เนื้อแข็งหลังคามุงสังกระสี กระเบื้อง หรือหญ้าคา จะต้องสร้างโดยให้มีอากาศถ่ายเทได้สะดวก อย่าให้อับชื้น ทำความสะอาดได้ง่าย ควรทำความสะอาดคอกให้สม่ำเสมอเปลี่ยนวัสดุรองพื้น ใช้ปูนขาวโรยฆ่าเชื้อ อุปกรณ์ ให้น้ำอาหาร ต้องจัดทำที่แขวนไว้ และให้นำมาทำความสะอาดล้างตากแดดให้แห้งอย่างสม่ำเสมอ และต้องมีลานสำหรับให้ไก่งวง เดินออกกำลังกายด้วย ดังนั้นการสร้างโรงเรือน จึงอาจเป็นลักษณะล้อมด้วยตาข่ายหรือรั้วไม้กว้างๆ แล้วมีโรงเรือนที่มีหลังคาอยู่ บริเวณกลางคอก หรือด้านข้างก็ได้ สำหรับให้ไก่งวงหลบแดดหลบฝน สิ่งสำคัญจัดเตรียมทำคอนให้ไก่งวง เพราะนิสัยของไก่งวงชอบนอนที่สูงเนื่องจากไก่งวงมีพันธุกรรมของไก่ป่าจึงมีร่างกายที่แข็งแรงและทนโรค ลักษณะของคอนนอนจะต้องเป็นไม้กลมไม่มีเหลี่ยมเช่น ไม้ไผ่ โดยในบริเวณรอบคอนนอนอาจวางกล่องไม้หรือวัสดุสำหรับให้ไก่งวงวางไข่

           สำหรับอาหารเลี้ยงไก่งวง เกษตรกรจะผสมเอง โดยใช้หญ้า หยวกกล้วย ผักบุ้งที่มีอยู่ในพื้นที่ อย่างละ 1 ส่วน เป็นส่วนผสมหลัก และนำไปผสมกับมันสำปะหลังป่น 1ส่วน รำ 4 ส่วน และ ปลาป่นอีก 1 ส่วน มาคลุกเคล้าให้เข้ากัน เพื่อใช้เป็นอาหารข้นสำหรับเลี้ยงไก่งวง นอกจากนี้ได้นำพืชสมุนไพรต่างๆที่ปลูกในสวน เช่น เหงือกปลาหมอ ฟ้าทลายโจร ขมิ้นชัน ไพร มาบด และผสมในอาหาร เพื่อบำรุงและสร้างภูมิคุ้มกันให้แก่ไก่งวง โดยให้อาหารข้นวันละ 1ครั้ง ในช่วงเช้าและให้เศษหญ้า เศษผัก เป็นอาหารเสริมในช่วงบ่าย ซึ่งค่าอาหารในการเลี้ยงไก่งวงแต่ละมื้อ มีต้นทุนเพียง 70 บาทเท่านั้น

การดูแลลูกไก่งวง

          ไก่งวงเป็นหนึ่งในสัตว์เศรษฐกิจ ที่สามารถสร้างรายได้ให้กับผู้เพาะเลี้ยงอย่างแน่นอน เหมือนสัตว์เศรษฐกิจตัวอื่นๆ อยู่ที่เราจะมีแนวทางและวิธีการอย่างไร แบ่งออกได้เป็น 2 แนวทาง คือ เลี้ยงเพื่อการจำหน่ายตัวลูกไก่งวงเลย และ เลี้ยงเพื่อจำหน่ายเนื้อไก่งวง โดยการเลี้ยงลูกไก่งวงให้มีเปอร์เซ็นต์ความรอดสูงนั้นขึ้นอยู่ที่ความเอาใจใส่ดูแลของผู้เลี้ยง โดยจะต้องดูแลเอาใจใส่ตั้งแต่ขั้นตอนการฟักไข่จนถึงโตพอจับขาย โดยแม่ไก่งวง 1 ตัว จะออกไข่ประมาณ 20 ฟอง แม่ไก่งวงจะฟักไข่เองประมาณ 30 วัน

เทคนิคการเลี้ยงลูกไก่งวง

          - เก็บลูกออกมาจากแม่เมื่อขนแห้ง นำลูกออกมาอนุบาล

          - ใส่ไว้ในกล่องกระดาษ ประมาณ 15 วัน
     
          - ให้อาหารไก่เล็ก และน้ำ
     
          -  กลางคืนปิดฝากล่องแล้วใช้ผ้าคลุมเพื่อให้ความอบอุ่น
     
          -  เมื่ออายุครบ 15 วันนำไปใส่ในกรง ปล่อยเลี้ยงตามธรรมชาติ
       
          - เมื่ออายุ 30 วัน ให้อาหาร รำรวม + หัวอาหาร อัตรา 1 : 1
     
          - ให้อาหารตลอดทั้งคืน ห้ามให้ปลายข้าวเพราะจะขี้ขาว

          - ถ้าไก่ไม่แข็งแรงใช้หัวอาหารเสริมด้วยฟ้าทะลายโจร ตะไคร้หอม กระเพรา โหรพา สับผสมในอาหารให้กิน
     
          - กลางคืนใส่ซุ่มหาผ้าคลุมกันยุง
       
          - เมื่อไก่อายุ 6 เดือน น้ำหนักประมาณ 5 - 6 กก. ไก่งวงจะเริ่มออกไข่
     
          - อาหารที่ให้ จะให้รำผสมน้ำพอเปียกชุ่มๆ
     
          - การจำหน่าย ไก่งวงที่เลี้ยงเพื่อจำหน่ายไปบริโภค ราคา กก.ๆละ 100 บาท
     
          - ลูกออกมา 1 - 2 วัน ขายคู่ละ 100 บาท
     
          - อายุ 10 วัน ตัวละ 100 บาท

หากใครที่สนใจการเลี้ยงไก่งวง สามารถสร้างตัวได้อย่างแน่นอนครับ

ที่มา http://www.talaadthai.com/main/knowledgepage.aspx?id=692


ต้นทุนในการปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์





มะนาวที่ปลูกแล้วสามารถควบคุมปัจจัยองค์ประกอบเช่นบังคับออกลูกได้นั้น วัสดุที่ใช้ปลูกนั้นมาลงตัวที่วงบ่อซีเมนต์ เพราะมีอายุการใช้งมานที่ยาวนาน แต่ราคาสูงรวมถึงอุปกรณ์ประกอบต่างๆด้วย เกษตรกรมือใหม่หลายท่านยังไม่ทราบว่าต้นทุนและอุปกรณ์ที่ใช้นั้นมีอะไรบ้างและราคาเท่าไหร่ซึ่งมีสอบถามกันเข้ามามากถึงเรื่องนี้ ดังนั้นผู้เขียนจึงคิดราคาต้นทุนโดยอ้างอิงราคาที่จังหวัดพิจิตร ที่ผู้เขียนอาศัยอยุ่ ส่วนจังหวัดอื่นๆราคาอาจจะบวกลบนิดหน่อย

ค่าเฉลี่ยของวัสดุในการปลูกใน 1 วงบ่อซีเมนต์
 - วงบ่อซีเมนต์ขนาด กว้าง 80 เซนติเมตร สูง 40 เซนติเมตร พร้อมฝารอง ราคาชุดละ 190 บาท
 - หน้าดินหากซื้อตกคันรถละ 500 บาท ใน 1 คันรถจะใช้ได้ ประมาณ 25 วงบ่อเฉลี่ย วงบ่อละ 20 บาท
 - มูลสัตว์เช่น วัวหรือควายบรรจุ 1 กระสอบปุ๋ย ราคากระสอบละ 20 บาท โดยใน 1 วงบ่อใช้ ครึ่งกระสอบเฉลี่ยคือวงบ่อละ 10 บาท
 - ปุ๋ยอินทรีย์ที่ใช้ผสมเพื่อเพิ่มจุลินทรยืในดิน วงบ่อละ 1 กิโลกรัม ราคากิโลกรัมละ 7 บาท
 - แกลบเผาซื้อจากโรงสีราคา คันรถกะบะแบบมีลูกกรง คันละ 500 บาท ใช้ได้ประมาณ 250 วงบ่อ เฉลี่ยวงบ่อละ 2 บาท
 - ค่าแรงงานคนผสมดินกับวัสดุอื่นพร้องลงใส่ลงวงบ่อเฉลี่ยวงละ 30 บาท
 - ต้นพันธุ์มะนาวคุณภาพดีพร้อมปลูก ราคาต้นละ 50 บาท
 - อื่นๆเช่นค่าน้ำมันรถ ค่าน้ำ ค่าอาหาร เฉลี่ยวงบ่อละ 10 บาท

ดังนั้นในขั้นต้นสามารถสรุปได้ว่า ในการปลูกมะนาวลงวงบ่อซีเมนต์นั้นจะมีต้นทุนวงบ่อละ 319 บาทโดยประมาณทั้งนี้ราคาจะเพิ่มหรือลดอาจจะขึ้นอยู่กับแต่ละจังหวัด หรือจะลดต้นทุนเช่นแรงงานคนนำดินมาใส่วงบ่อถ้าสามารถทำเองได้ราคาต้นทุนก็จะต่ำลงด้วย ผู้ที่สนใจที่จะปลูกมะนาวในวงซีเมนต์นั้นสามารถวางงาบประมาณในการปลูกแต่ละต้นไว้ได้เลยคือต่อต้นต่อวงนั้นประมาณ 319 บาท ซึ่งราคานี้ยังไม่รวมระบบน้ำซึ่งอุปกรณ์ระบบน้ำนั้นต่องคำนวนว่าปลูกจำนวนมากหรือน้อย ผู้เขียนจะแจงแต่ราคาไว้ให้ทราบเท่านั้นโดยราคาอุปกรณ์ระบบน้ำมีดังนี้

 - ท่อ PVC สำหรับเดินเป็นท่อประธาน ขนาด 2 นิ้ว ความยาว 4 เมตร ราคาเส้นละ 80 บาท
 - ท่อ PE สำหรับเดินระบบขนาด 20 มิลลิเมตร ความยาว 100 เมตร ชุดละ 790 บาท
 - ขาปักสำหรับมินิสปริงเกอร์ ขาละ 5 บาท
 - หัวมินิสริงเกอร์แบบกินน้ำน้อยหัวละ 3 บาท
 - สายไมโคร pe ขดละ 250 บาท
 - ตัวต่อระหว่างสายไมโคร pe กับท่อ PE ราคาตัวละ 1 บาท
 - ตัวเจาะท่อ PE ราคา 70 บาท

จากราคาระบบน้ำที่แจงให้ทราบม่านสามารถคำนวนได้เลยว่าต้องใช้งบประมาณเท่าไหร่เนื่องจากระบบน้ำจะต้องรู้จำนวนต้นที่ปลูกแน่นอนว่าปลูกกี่ต้น ในขั้นนี้ผู้ที่สนใจปลูกมะนาวในวงบ่อซีเมนต์ ก็สามารถรู้ถึงต้นทุนคร่าวๆได้แล้วว่าจะใช้งบประมาณสักเท่าไหร่ ในการลงทุนครั้งนี้ โดยผู้เขียนแนะนำว่าให้ทำเป็นมะนาวนอกฤดูขายเท่านั้นคือขายช่วง มกราคม - กลางเดือนพฤษภาคม เท่านั้น ส่วนช่วงเดือนอื่นๆให้ใช้เวลาในการบำรุงและฟื้นฟูต้น รับรองได้ว่าครั้งแรกของการเก็บเกี่ยวท่านก็จะคืนทุนที่ลงไปแล้ว และขอเป็นกำลังใจในความตั้งใจทุกคนครับ


ที่มา http://www.manowpan.com/news248.html

ความรู้เกี่ยวกับปั้มน้ำ

จากคุณ waterman@pantip



1. เครื่องสูบน้ำเกือบทั้งหมด ยกเว้นสูบโยกบ่อบาดาลของกรมทรัพยากรธรณี มีหลักการ คือ ทำให้ความดันในห้องสูบทางดูด มีความดันต่ำกว่าความดันบรรยากาศภายนอก จากนั้นแรงดันบรรยากาศก็จะดันน้ำเข้ามาให้เอง ดังนั้นไม่ว่าจะเป็นปั๊มหอยโข่ง (Centrifugal Pump) ซึ่งห้องสูบมันมีรูปร่างเหมือนหอยโข่ง หรือแบบลูกสูบชัก มันก็จะดูดน้ำได้ลึกประมาณ 5-7 ม. เท่านั้น ทั้งที่หากเป็นสูญญากาศควรจะเป็น 10 ม.กว่าๆ แต่ที่ต้องเผื่อไว้ก็เพราะไม่ได้สูบที่ระดับน้ำทะเลแน่ๆ กับต้องไม่ให้ในห้องสูบมีแรงดันต่ำกว่าแรงดันไอของน้ำ ดังนั้นทางด้านดูดเครื่องสูบทั้งสองประเภทไม่ได้เปรียบเสียเปรียบกันเท่าไหร่ ครับ


2. ในกรณีที่สูบน้ำลึกเกินกว่า 7 ม. จะมีเครื่องสูบอยู่ 2 แบบ แบบแรกตัวเครื่องอยู่ที่ปากบ่อได้แบบนี้เรียกว่า Jet Pump หลักการก็โดยแบ่งเอาน้ำส่วนนึงที่สูบได้ต่อท่อลงไปในบ่อแล้วให้พ่นย้อนผ่านช่องเล็กๆที่เรียกว่า Nozzle เพื่อพาน้ำในบ่ออีกส่วนให้ลอยขึ้นมาเพื่อสูบต่อ เครื่องสูบที่ทำแบบนี้ได้ก็ทั้งสองแบบในข้อ 1 แต่ Centrifugal จะสะดวกกว่าเพราะการไหลของน้ำต่อเนื่องทำให้ไม่เสียจังหวะในการสูบ ในขณะที่แบบสูบชักต้องมีถังอัดน้ำเพื่อปรับแรงดันให้ต่อเนื่องซึ่งก็ได้พอกล้อมแกล้มเท่านั้น
แบบที่สองตัวเครื่องสูบจมน้ำลงไปอยู้ในบ่อ จึงเรียกว่า Submersible Pump แต่ผมชอบที่จะเรียกมันว่า Deep Well Pump เพราะจะได้ไม่สับสนกับ Submersible Pump ที่ชาวบ้านเรียกว่า ไดร์โว่ ซึ่งยกน้ำได้ไม่เกิน 10 ม. ในขณะที่ Deep Well นั้น 200-300 ม. มันก็ยังยกได้


3. จากหลักการทำงานของเครื่องสูบในข้อ 1 และเนื่องจากน้ำเป็นของเหลวประเภท Uncompressibility คือ ปริมาตรไม่เปลี่ยนแปลงตามแรงดัน ทำให้เมื่อให้พลังงานกับน้ำให้ออกจากห้องสูบน้ำในปริมาตรเท่ากันก็จะถูกดันเข้ามาแทนที่ทางท่อดูด และเนื่องจากอากาศเป็นของไหลที่มีปริมาตรเปลี่ยนแปลงตามแรงดัน ทำให้ต้องหาทางไม่ให้มีอากาศอยู่ในท่อทางดูดหรือในห้องสูบ ซึ่งวิธีง่ายๆ ก็คือ เติมน้ำที่รูล่อน้ำเพื่อให้น้ำลงไปแทนที่อากาศ และที่ปลายท่อดูดต้องมีวาล์วกันกลับ (Check Valve) ติดเพื่อป้องกันน้ำไหลออกจากท่อดูด แต่เนื่องจากติดที่จุดต่ำสุด จึงมีอีกชื่อนึงว่า Foot Valve แต่ในบางกรณีอาจจำเป็นต้องให้อากาศเข้าไป เช่นในเครื่องสูบอัตโนมัติตามบ้านที่มีตัวเติมอากาศเพื่อให้เข้าไปชดเชยอากาศที่จะละลายไปกับน้ำในถังอัดน้ำ แต่ในกรณีนี้อากาศจะเข้าในปริมาณที่น้อยมากและเข้าได้เฉพาะเวลาเครื่องสูบทำงานเท่านั้น


4. ส่วนในทางส่งหรือจ่ายนั้น ข้อจำกัดเรื่องแรงดันบรรยากาศไม่มี ซึ่งในทางทฤษฎีอาจจะยกน้ำสูงขึ้นไปเท่าไหร่ก็ได้ตราบเท่าที่มีพลังงานจ่ายให้ แต่ข้อจำกัดจะอยู่ที่วัสดุมากกว่า อันได้แก่ ตัวเครื่องสูบ ท่อ แต่ที่สำคัญก็คือ Seal กันรั่วซึ่งมักจะทนแรงดันได้ไม่มากเท่าไหร่แค่ 200-300 ม. ก็สุดๆ แล้ว ซึ่งอันที่จริง Centrifugal ชุดเดียวอาจยกน้ำได้ไม่กี่สิบเมตร แต่หากเอามาต่อรวมกันแบบอนุกรมทำให้สามารถยกน้ำได้สูงขึ้น ในทางการค้าจะเรียกเครื่องสูบที่นำมาต่อรวมกันโดยมีต้นกำลังและเพลาหมุนร่วมกันว่า Multi Stages Centrifugal Pump



5. อีกเรื่องที่ต้องพิจารณาในทางส่งก็คือ อากาศในเส้นท่อ ในการออกแบบระบบส่งน้ำ ค่าแรงดันลดเนื่องจากแรงต้านทานการไหลของน้ำในท่อที่เรียกสั้นๆ ว่า Headloss จะคิดในกรณีที่น้ำไหลเต็มท่อซึ่งจะมีหน้าตัดการไหลมากที่สุด แต่การมีอากาศในท่อ จะทำให้หน้าตัดการไหลลดลง ทำให้ Headloss เพิ่มขึ้น และในบางครั้งอาจเกิดการขวางการไหลด้วยแรงดันสูงอันเนื่องมาจากการวางท่อขึ้นๆ ลงๆ ทำให้อากาศค้างอยู่ในช่วงโค้งบนของท่อและมีแรงดันพอๆ กับแรงดันที่เครื่องสูบยกน้ำ ซึ่งหากมีอากาศขังมากพอและมีแรงดันมาก อาจจำเกิดอาการน้ำไม่ไหลปลายทางได้


6. แต่ไม่ใช่ว่าอากาศในท่อส่งจะเป็นโทษเสียทีเดียว บางครั้งเราก็อาจต้องใช้คุณสมบัติการเปลี่ยนแปลงปริมาตรตามแรงดันมาใช้ประโยชน์ เช่นทำ Surge Tank เพื่อเป็นตัวรับแรงจากคลื่นแรงดันของ Water Hammer ที่เป็นผลมาจาการเปลี่ยนแปลงพลังงานจลน์ของ Velocity Head มาเป็นพลังศักย์ (Static Head) ในช่วงเวลาสั้นๆ เช่นตอนเครื่องสูบหยุดทำงาน ซึ่งหากใช้ให้ถูกเป็นการแก้ปัญหาที่ลงทุนน้อยที่สุด ส่วนรูปร่างและการติดตั้งก็แบบ คคห. 13 เพียงแต่ขนาดต้องคำนวณหน่อยนึง


7. สำหรับการสูบเป็นหลายๆ ช่วง เคยเป็นคำแนะนำของผู้เชี่ยวชาญด้านระบบสูบน้ำในกรมที่เคยแนะนำตอนผมต้องยกน้ำขึ้นไปราวๆ 200 ม. ว่าให้สูบไปใส่ถังพักกลางทางแล้วค่อยสูบต่ออีกทีนึง แต่ผมไม่ค่อยเห็นด้วย เพราะมันดูแลยาก ต้องวิ่งไปวิ่งมา ซึ่งทางราบก็ค่อยยังชั่วหน่อย แต่ 200 ม. ทางอิ่งแม้จะทำบันได โดยใช้ท่อส่งเป็นราวเนี่ยผมตะกายขึ้นทีนึงประมาณ 5 เหนื่อย ก็เลยวางมันจุดเดียวแล้วต่อแบบอนุกรม ซึ่งดูแลง่ายกว่าแถมมีสำรองเพียงตัวเดียวก็ถอดเอาตัวเสียไปซ่อมโดยยังส่งน้ำได้ หากแยกเป็นจุดก็ต้องมีสำรองทุกจุด ซึ่งในกรณีที่วางถังพักหลายระดับ หากสูบส่งเฉพาะระดับล่างๆ ก็เดินเพียงตัวเดียวที่ส่งถึงก็ได้ อีกอย่างโรงสูบวางที่เดียวก็เสียเงินที่เดียว 


ที่มา http://www.atriumtech.com

วันอังคารที่ 26 มีนาคม พ.ศ. 2556

ฮิวมัส



ส่วนประกอบของฮิวมัส


ประกอบด้วยสารผลิตภัณฑ์ (Products) หลายประเภทโดยขึ้นอยู่กับชนิดของอินทรียวัตถุต้นกำเนิดตามธรรมชาติ เกิดจากการย่อยสลายของซากสิ่งมีชีวิตในดิน รวมทั้งการแปรสภาพของสารผลิตภัณฑ์และการสังเคราะห์สารขึ้นมาใหม่ ซึ่งสามารถแบ่งสารอินทรีย์ต่างๆออกเป็นสองส่วน คือ
ส่วนที่ไม่เป็นสารฮิวมิก (Nonhumic Substances) ประกอบด้วยสารอินทรีย์ที่เป็นองค์ประกอบของสิ่งมีชีวิตโดยทั่วไป เช่น สารประกอบพวกคาร์โบไฮเดรต โปรตีน กรดอะมิโน ลิพิด ลิกนิน แทนนิน และกรดอินทรีย์ต่างๆ เป็นต้น ลักษณะที่สำคัญของสารอินทรีย์เหล่านี้ คือ
  1. มีมวลโมเลกุลค่อนข้างต่ำ
  2. มีโครงสร้างโมเลกุลไม่สลับซับซ้อน
  3. ง่ายต่อการย่อยสลาย
  4. เป็นแหล่งอาหารและแหล่งพลังงานของจุลินทรีย์ในดิน
ส่วนที่เป็นสารฮิวมิก (Humic Substrances) เกิดจากการแปรสภาพของสารอินทรีย์และสังเคราะห์รวมตัวขึ้นมาใหม่ของสารที่ไม่ใช่ฮิวมิก ประกอบด้วยกลุ่มของสารอินทรีย์ประเภทที่มีลักษณะดังนี้
  1. มีมวลโมเลกุลค่อนข้างสูง
  2. โครงสร้างโมเลกุลมีรูปร่างทีไม่แน่นอน
  3. แสดงสมบัติเป็นสารคอลลอยด์
  4. คงทนต่อการย่อยสลายโดยจุลินทรีย์ดิน
สารฮิวมิกละลายน้ำได้น้อยมาก แต่สามารถละลายได้ในสารละลายที่เป็นกรดและด่างในบางส่วนของสารฮิวมิก สารฮิวมิกสามารถแบ่งออกได้เป็นสามส่วนใหญ่ๆ คือ
  1. กรดฮิวมิก (humic acid): ส่วนที่ละลายได้ในด่าง แล้วตกตะกอนเป็นกรดฮิวมิกเมื่อปรับสารละลายให้เป็นกรด
  2. กรดฟุลวิก (fulvic acid): ส่วนที่ละลายได้ในด่าง แต่ไม่ตกตะกอนเมื่อปรับสารละลายให้เป็นกรด
  3. ฮิวมิน (humin): ส่วนที่ไม่ละลายในด่าง[1]

องค์ประกอบทางเคมีและหมู่ฟังก์ชันนัลในสารฮิวมิก

ส่วนใหญ่ประกอบด้วยกรดฮิวมิก(รวมกับฮิวมิน) และกรดฟุลวิกมีธาตุคาร์บอนและออกซิเจนเป็นองค์ประกอบประมาณ 90% โดยน้ำหนัก อีก 10% เป็นไฮโดรเจน ไนโตรเจน ซัลเฟอร์ และธาตุอื่นๆ ซึ่งโดยทั่วไปจะพบคาร์บอนมากกว่าออกซิเจน เมื่อไม่รวมซัลเฟอร์ สามารถเขียนสูตรเอมพิริคัล (empirical formula) ของกรดฮิวมิกและฟุลวิกเขียนได้เป็น C10H12O5N และ C12H12O9N ตามลำดับ โดยอัตราส่วนของ C:N อยู่ในช่วง 10-12:1
ลักษณะที่สำคัญ องค์ประกอบและโครงสร้างทางเคมีของสารฮิวมิกมีลักษณะที่สำคัญ คือ หมู่ฟังก์ชัน (functional group) พบว่ามีหมู่ O และ OH เป็นหมู่ฟังก์ชันนัลหลัก ตัวอย่างเช่น หมู่คาร์บอกซิลิก(carboxylic, -COOH group) และหมู่ฟีนิลหรือฟีนอลิก (phenyl or phenolic, -C6H5OH group) ซึ่งมีมากที่สุดและสำคัญ หมู่ฟังก์ชันนัลที่มากรองลงมา ได้แก่ หมู่แอลกอฮอลิก (alcoholic, -OH) อินอลิก (enolic, -CH=C-OH) และคาร์บอนิล (carbonyl, =C=O)มักพบในรูปของควิโนน (quinone) และคีโตน (ketone) [2]
functional group

[แก้]โครงสร้างโมเลกุลของสารฮิวมิก

สารฮิวมิกมีโครงสร้างโมเลกุลที่ซับซ้อนมาก โดยมีโครงสร้างที่ไม่เป็นผลึก และไม่มีรูปแบบที่แน่นอน การเกิดสารฮิวมิกเกิดจากกระบวนทางชีวเคมีที่ซับซ้อนมากและมีหลายขั้นตอนรวมถึงหลายวิถีทาง (pathway)ซึ่งเกิดจากกิจกรรมของจุลินทรีย์ดิน โดยเรียกกระบวนการนี้ว่า ฮิวมิฟิเคชัน (humification) นอกจากนี้องค์ประกอบและโครงสร้างของสารฮิวมิกยังเปลี่ยนแปลงได้ตามแหล่งที่มาและองค์ประกอบเดิมของอินทรียสาร สภาพแวดล้อม จุลินทรีย์ดิน รวมถึงอายุและขั้นตอนการย่อยสลาย [3]

สารเชิงซ้อนระหว่างโลหะหนัก-ฮิวมัส

ฮิวมัสที่เป็นทั้งสารฮิวมิกและไม่ได้เป็นสารฮิวมิก จะมีหมู่ฟังก์ชันนัลที่ว่องไวต่อปฏิกิริยา ซึ่งอยู่อย่างไม่อิสระเมื่ออยู่ในดินที่เป็นดินแร่ธาตุ (mineral soil) โดยจะทำปฏิกิริยาในรูปของสารเชิงซ้อนกับแร่ธาตุและสารประกอบต่างๆในดิน ตัวอย่างเช่น การทำปฏิกิริยาคีเลตกับโลหะแคทไอออน การดูดซับของฮิวมัสบนผิวอนุภาคของแร่ดินเหนียวและสารกำจัดศัตรูพืชต่างๆ ปฏิกิริยาเชิงซ้อนและการเกิดคีเลตระหว่างฮิวมัสกับโลหะต่างๆในดิน มีบทบาทและมีอิทธิพลต่อการสลายตัวผุพังของดิน รวมทั้งมีอิทธิพลต่อสมบัติทางเคมีและความอุดมสมบูรณ์ ดังนี้
  1. ความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัส (P) จะสูงขี้น เนื่องจากการทำปฏิกิริยาเชิงซ้อนระหว่างฮิวมัสกับโลหะแคทไอออน Al3+ และ Fe3+ ในดินที่เป็นกรด และกับ Ca2+ และ Mg2+ ในดินที่เป็นด่าง ทำให้โอกาสที่แคทไอออนในดินจะทำปฏิกิริยาตกตะกอนกับ P สารละลายได้น้อย
  2. เกิดการปลดปล่อยธาตุอาหารที่เป็นส่วนหนึ่งของโครงสร้างซิลิเกต ในระหว่างการสลายตัวผุพังของแร่ต้นกำเนิด
  3. เป็นการเพิ่มประโยชน์ของจุลธาตุ (trace elements) ในดินชั้นบน เนื่องจากการดูดใช้จุลธาตุจากดินชั้นล่างโดยรากพืช เมื่อรากพืชเกิดการย่อยสลายจุลธาตุแล้วก็จะส่งผลประโยชน์ต่อพืชได้ดีขึ้นจากปฏิกิริยาคีเลต
  4. โลหะจะทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมระหว่างฮิวมัสและอนุภาคดินเหนียว จากการเกิดสารเชิงซ้อนระหว่างฮิวมัสกับดิน ซึ่งมีอิทธิพลต่อการเกิดและเสถียรภาพของเม็ดดิน
  5. ทำหน้าที่เป็นตัวควบคุมหรือต่อต้านความเข้มข้นที่สูงขึ้นหรือสูงเกินไปของโลหะแคทไอออนบางชนิด เช่น Al3+, Cd2+ และ Pb2+ ซึ่งอาจเป็นอันตรายต่อพืชได้
  6. มีบทบาทต่อเคลื่อนย้ายของโลหะบางชนิด เช่น Al3+ และ Fe3+ ลงสู่ชั้นล่างของดิน[4]


ที่มา http://th.wikipedia.org

วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

แตนเบียน ยาฆ่าแมลงมีชีวิต



แตนเบียน   (parasitic wasps) เป็นแมลงในอันดับ Hymenoptera อยู่ในอันดับเดียวกับ ผึ้ง มด ต่อ และแตน แต่เนื่องจากมีช่วงหนึ่งของชีวิต ที่ต้องอาศัยอยู่ภายใน  หรือ   ภายนอกแมลงชนิดอื่น   และกินแมลงนั้นเป็นอาหาร     จึงได้ชื่อว่า   แตนเบียน  จะต่างจากปรสิตตรงที่ในที่สุดจะฆ่าแมลงอาศัย     ในขณะที่ปรสิตทำให้เจ้าบ้านอ่อนแอ  หรือ  เกิดโรค   แต่ไม่ฆ่าเจ้าบ้าน
  
   
แมลงในกลุ่มนี้มีความหลากหลายทางชีวภาพสูงมาก    อาจสูงกว่าแมลงในกลุ่มด้วงซึ่งเคยคาดว่ามีความหลากหลายทางชีวภาพสูงสุดในกลุ่มแมลง   สาเหตุที่คนส่วนใหญ่ไม่รู้จักแตนเบียนมากเท่ากับผึ้ง    และมด ต่อ แตน    อาจมาจากแตนเบียนเป็นแมลงที่มีขนาดเล็ก  บางชนิดไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า    อาจมีขนาดเล็กมากถึง 0.5 มิลลิเมตร  ซึ่งแตนเบียนกลุ่มนี้จะเบียนไข่ของแมลงชนิดอื่น     นอกจากนี้แตนเบียนมีลักษณะโครงสร้างของร่างกายที่เปราะบาง    ต้องใช้ความระมัดระวังสูงในการเก็บรักษาตัวอย่าง 
  
   
อย่างไรก็ตาม    แมลงในกลุ่มนี้มีคุณค่าทางเศรษฐกิจและนิเวศวิทยา ไม่ต่างจากแมลงกลุ่มอื่นในอันดับเดียวกัน     เนื่องจากแตนเบียนดำรงชีวิตกึ่งปรสิต    จึงเป็นตัวควบคุมจำนวนประชากรของแมลงชนิดอื่นๆ   โดยเฉพาะแมลงที่เป็นศัตรูพืชและแมลงที่เป็นพาหะนำโรค สามารถนำความรู้นี้มาประยุกต์ใช้ในกาควบคุมโดยชีววิธีซึ่งเป็นการลดต้นทุนการผลิตของเกษตรกร ลดการใช้สารฆ่าแมลง และรักษาสิ่งแวดล้อม
  
   
ในปัจจุบันประเทศไทยได้นำแตนเบียนมาใช้ในการควบคุมแมลงศัตรูในธรรมชาติแล้ว   เช่น Anastatus sp. และ Ooencurtus sp. ใช้เบียนมวลลำไย Tesseratoma papillosaและใช้แตนเบียนชนิด Cotesia plutellae  และ Diadegma semiclausum  เบียนหนอนใยผัก ซึ่งหนอนชนิดนี้ได้ก่อให้เกิดผลเสียทางเศรษฐกิจอย่างใหญ่หลวง เพราะมันทำลายพืชเศรษฐกิจที่สำคัญของประเทศไทย เช่น กะหล่ำปลี กวางตุ้ง ผักกาดหัว ผักกาดขาวปลี และผักอื่นๆ อีกหลายชนิด นอกจากนี้แตนเบียนยังเป็นตัวอย่างที่ดีในการศึกษาสายสัมพันธ์ทางวิวัฒนาการอนุกรมวิธานความสัมพันธ์ระหว่างแมลงอาศัยและแตนเบียนรวมถึงระบบนิเวศวิทยา




การทำลาย
        ตัวเมียจะใช้ส่วนของอวัยวะเพศเจาะแทงเข้าไปตามส่วนบนของไข่หนอนผีเสื้อ ไข่ ฟอง สามารถมีแตนเบียนไข่ได้ 1-4 ตัว ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับความสมบูรณ์ของอาหารภายในไข่ของหนอนผีเสื้อ ส่วนปากของตัวอ่อนแตนเบียนไข่มีลักษณะคล้าย
 ตะขอ อัน โค้งชี้เข้าหากันจะเจาะกินของเหลวภายในส่วนของคัพภะ  ตัวอ่อนจะมีอยู่ ระยะ หลังจากนั้นจะพักและหดตัว
 จะสังเกตุเห็นว่าไข่ของผีเสื้อที่ถูกแตนเบียนทำลายภายในระยะเวลา วัน หลังจากการวางไข่ ไข่ของหนอนผีเสื้อจะเปลี่ยน
 เป็นสีดำเข้มและจะไม่ฟักเป็นตัวหนอน
 
 ลักษณะหนอนกออ้อย
ลักษณะไข่หนอนกออ้อยปกติ
ลักษณะของไข่หนอนกออ้อย
ที่ถูกแตนเบียนทริโคแกรมม่าทำลาย
 
  ใช้ควบคุม
        แตนเบียนไข่ทริโคแกรมม่าเป็นแมลงเบียนที่ทำลายไข่ของหนอนผีเสื้อได้หลายชนิดคือ ไข่หนอนเจาะสมอฝ้าย ไข่หนอนกออ้อย  ไข่หนอนกอข้าว  ไข่หนอนม้วนใบข้าว  ไข่หนอนเจาะลำต้นข้าวโพด  ไข่หนอนใยผัก  ไข่หนอนแก้วส้ม
 ไข่หนอนคืบละหุ่ง  ไข่หนอนบุ้งปกขาว  ไข่หนอนคืบกะหล่ำปลี  เป็นต้น
 
  การนำแตนเบียนไข่ทริโคแกรมม่าไปใช้ควบคุมแมลงศัตรูพืช
        1) ต้องมีการสำรวจไข่ของแมลงศัตรูพืชในไร่ก่อนปล่อย ถ้าพบว่ามีการวางไข่ของแมลงศัตรูพืชระดับ 5-10             ก็เริ่มทำการปล่อยได้ ถ้าไม่พบไข่ของแมลงศัตรูพืชก็ยังไม่ต้องปล่อย
        2) ระยะเวลาของการฟักเป็นตัวเต็มวัยของแตนเบียนไข่ จะต้องสัมพันธ์ให้ถูกกับจังหวะระยะเวลาวางไข่ของ
            แมลงศัตรูพืช
        3) การปล่อยแตนเบียนไข่ให้ครอบคลุมพื้นที่ปลูกต้องปล่อยเหนือทิศทางลม
        4) ปริมาณปล่อยอัตราที่เหมาะสม 20,000-30,000 ตัวต่อไร่
        5) อัตราการฟักเป็นตัวเต็มวัยของเพศเมียในไข่แตนเบียนที่จะนำไปปล่อยควรอยู่ที่ระดับ 50 % ขึ้นไป
        6) สภาพพื้นที่ปล่อยฝนต้องไม่ตก ไม่ร้อนและลมไม่แรงเกินไป
        7) อุปกรณ์ในการใส่บรรจุแตนเบียนไข่ที่จะนำไปปล่อยในไร่ต้องมีการป้องกันแมลงอื่น เช่น มดเข้าทำลายได้
            และป้องกันฝนด้วย
        8) ช่วงเวลาปล่อยควรเป็นเวลา 16:00 เป็นต้นไป
        9) จุดปล่อยในพื้นที่แต่ละจุดห่างกัน 15-20 เมตร ทั้งแนวตรงและแนวข้างใน ไร่ ไม่ควรเกิน จุด


ที่มา
http://www.pmc08.doae.go.th/tanbeantricoderma.htm
http://fws.cc/whatisnippana/index.php?topic=2297.0

ปุ๋ยหวาน



ปุ๋ยโพแทสเซียม ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียมเป็นสำคัญ 

ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากผลและทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค เพิ่มความหวาน 

แม่ปุ๋ยที่ใช้ 

- โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือ 0-0-60 มีโพแทสเซียม (K2O) 60%   --> ราคาประมาณ 900/กระสอบ
 ใช้กับพืชที่ไม่มีผลกับสารคลอไรด์ เช่น มันสำปะหลัง


- โพแทสเซียมซัลเฟต หรือ 0-0-50 มีโพแทสเซียม (K2O) 50%  --> ราคาประมาณ 1200/กระสอบ
 ใช้กับพืชที่มีผลกับสารคลอไรด์ เช่น สับปะรด

- โพแทสเซียมไนเตรท หรือ 13-0-46 มีไนโตรเจน (N) 13% โพแทสเซียม (K2O) 46% 

สำหรับ 0-0-50 นั้น ราคาจะแพงกว่า 0-0-60 ใช้เป็นแม่ปุ๋ยสำหรับผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ 


ส่วน 13-0-46 นั้น มีราคาแพง เป็นปุ๋ยเกร็ดอย่างดี ใช้ละลายน้ำพ่นทางใบ เช่น การทำมะม่วงให้ออกผลนอกฤดู ก็มีการพ่นปุ๋ยชนิดนี้เช่นกัน ในโครงการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง จึงใช้ 0-0-60 


ลักษณะของปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์มีหลายชนิด 
- ชนิดเป็นผง มีสีขาวแบบเกลือแกง หรือสีส้ม 
- ชนิดเม็ดกลม มีสีขาว หรือสีส้ม 
- ชนิดเหลี่ยม มีลักษณะเหมือนหินคลุก หรือมีสีใสขาว 
สูตรปุ๋ยที่ใช้เร่งผล เพิ่มความหวาน คือ 13-13-21 และ 9-24-24 

ส่วนปุ๋ยชีวภาพสูตรช่วยเพิ่มความหวานในไม้ผล ช่วยเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้ผลไม้มีรสชาติดีขึ้น เหมาะสำหรับสวนไม้ผลที่มีอายุ 3 ปี ขึ้นไป 

วัสดุ-อุปกรณ์ : 
ขี้ค้างคาว จำนวน 3 กิโลกรัม 
เกลือทะเล จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ 
ฟางเก่าที่ผ่านการเพาะเห็ดฟางมาแล้วจนปื่อยเกลือบจะเป็นดิน จำนวน 2 กิโลกรัม 
ข้าวหมาก จำนวน 1 ห่อ 
น้ำตาลทรายแดง จำนวน 1 แก้ว(ขนาด 250 มล.) 
ปูนขาว/ปูนโดโลไมท์ จำนวน 1 แก้ว(ขนาด 250 มล.) 
ถังหมักแบบมีฝาปิดขนาด 10-15 ลิตร จำนวน 1 ถัง 

วิธีการทำ : 
นำฟางข้าวที่เตรียมไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับ ขี้ค้างคาว ปูนขาว เกลือทะเล จากนั้นโรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายแดงที่ผสมกับข้าวหมากแล้วเรียบร้อย ฟางข้าวที่เตรียมไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับ ขี้ค้างคาว ปูนขาว เกลือทะเล จากนั้นโรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายแดงที่ผสมกับข้าวหมากแล้วเรียบร้อย แล้วแบ่งใส่ถุงผูกปากให้สนิท ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 3 วัน จึงนำไปใช้ใส่โคนต้นไม้ผลที่มีอายุ ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ต้นละ 1 กิโลกรัม ทุกๆ 1 เดือน จะช่วยทำให้ผลไม้มีรสชาติดี หวาน ยิ่งขึ้น 

*** สามารถปรับลดหรือเพิ่มได้ตามแต่สภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์ /ในแต่ละพื้นที่อาจใช้แล้วได้ผลดีไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การจัดการ และ การประยุกต์ใช้


ที่มา http://www.rakbankerd.com/agriculture/wb/show.php?Category=agriculture&No=13761