วันอาทิตย์ที่ 25 กันยายน พ.ศ. 2554

แปลก...แต่จริง การเพาะเห็ดหอม (ราชินีเห็ด) ที่ "ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เห็ดสวนผึ้ง" ราชบุรี

 
แปลก...แต่ จริง การเพาะเห็ดหอม (ราชินีเห็ด) ที่ "ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เห็ดสวนผึ้ง" ราชบุรี สามารถกำหนดเวลาและปริมาณการผลิต ด้วย...วิธีกระแทก!!!ต่ม ีรสชาติหวานหอม ชวนรับประทานเท่านั้น แต่ข้อมูลจากการวิจัยของหลายสำนักทั้งไทยและต่างประเทศ ล้วนเห็นตรงกันถึงประโยชน์และสรรพคุณของเห็ดหอมมากมาย ไม่ว่าจะในทางเป็นยารักษาและป้องกันโรคสารพัด อาทิ ช่วยรักษาโรคหอบ ช่วยลดปริมาณไขมันในเลือดและระดับคอเลสเตอรอล ป้องกันหลอดเลือดแดงแข็งตัว ลดความเครียด บำรุงปอดและหลอดลม เป็นต้น เห็ดหอมจึงได้ชื่อว่า "ราชินีเห็ด"

และ จากข้อมูลงานวิจัยอีกเช่นกันบอกว่า แม้เห็ดหอมจะมีข้อดีมากมาย แต่คนไทยก็ยังรับประทานเห็ดหอมกันน้อย เนื่องจากเห็ดหอมมีราคาแพง เพราะต้องสั่งมาจากต่างประเทศ อย่างไรก็ตาม มีหลายแห่งในประเทศไทยที่ เพาะ-จำหน่าย เห็ดหอมกันอย่างแพร่หลาย จนทำให้ราคาไม่แพงอย่างที่คิด

คุณ บุญโชค ไทยทัตกุล เป็นอีกผู้หนึ่งที่ศึกษาเรื่องราวความน่าสนใจของเห็ดหอม เขาบอกว่า ได้รับความรู้เรื่องเห็ดมาตั้งแต่สมัยเด็กเพราะครอบครัวมีธุรกิจเกี่ยวกับ เห็ด ที่มีชื่อว่า "ศูนย์รวมสวนเห็ดบ้านอรัญญิก" ตั้งอยู่เลขที่ 3/1 หมู่ที่ 8 ถนนพุทธมณฑลสาย 4 ตำบลกระทุ่มล้ม อำเภอสามพราน จังหวัดนครปฐม 73220 โทรศัพท์ (02) 441-0369, (02) 441-0467 ซึ่งถือว่าเป็นสถานที่เผยแพร่ เพาะ-จำหน่าย เห็ดหลายชนิดมาเป็นเวลานาน ซึ่งเป็นที่รู้จักกันดีในวงการเห็ดทั้งในและต่างประเทศ นอกจากนั้น ยังจัดกิจกรรมต่างๆ เกี่ยวกับเห็ดมากมาย อาทิ การเปิดอบรมการเพาะเห็ด มีร้านจำหน่ายเห็ด หรือสอนวิธีการเพาะและแปรรูปอาหารจากเห็ดต่างๆ ครบวงจร

คุณ บุญโชค กล่าวว่า กว่าจะมาเป็นศูนย์รวมสวนเห็ดบ้านอรัญญิกในวันนี้ มีเรื่องราวความเป็นมาในอดีตว่า สาเหตุที่ศูนย์เห็ดแห่งนี้ตั้งชื่อว่า "บ้านอรัญญิก" คุณพ่อ (คุณปรีดา ไทยทัตกุล) เป็นผู้ตั้งชื่อนี้เนื่องจากคุณย่าใหญ่ของตระกูลเป็นชาวหมู่บ้านอรัญญิก ซึ่งในประวัติศาสตร์เป็นส่วนหนึ่งของกลุ่มชาวบ้าน ที่สามัคคีกันร่วมกู้ชาติในแผ่นดินกรุงศรีอยุธยา เมื่อ คุณสาธิต และ คุณปราโมทย์ ไทยทัตกุล เริ่มเพาะเห็ดก็ตั้งชื่อเป็น ฟาร์มเห็ดบ้านอรัญญิก ต่อมาเพิ่มการผลิตเชื้อเห็ดเพื่อเก็บไว้ใช้เอง และเปิดให้ผู้สนใจเข้าชม จากนั้นก็มีการออกจดหมายข่าวเห็ดเพื่อชาวฟาร์มเห็ดรายเดือน ทำงานวิจัยกับสถาบันต่างๆ ทั้งในและต่างประเทศเพื่อช่วยเหลือเพื่อนเกษตรกรด้วยกัน และรวมตัวกันเพื่อการส่งออก ตลอดจนปรับปรุงสายพันธุ์เห็ดใหม่ๆ เพื่อเป็นทางเลือกทางการตลาด จึงเปลี่ยนชื่อเป็น ศูนย์รวมสวนเห็ดบ้านอรัญญิก ในที่สุด

สำหรับเห็ดที่ศูนย์มีหลายชนิด เช่น เห็ดหลินจือ เห็ดหูหนู เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหอม เห็ดนางฟ้า เห็ดนางรมภูฏาน เห็ดนางนวล เห็ดฟาง ฯลฯ พร้อมกับยังมีการนำเห็ดมาแปรรูปอีกสารพัดชนิด อาทิ แคบเห็ดหอม ข้าวเกรียบเห็ดหอม ข้าวเกรียบเห็ดนางรมนางฟ้า ครองแครงเห็ด เห็ดสวรรค์ คุกกี้เห็ด พายเห็ด น้ำพริกเห็ด เป็นต้น

จากครอบครัวที่ทำธุรกิจเห็ด จึงทำให้เขาต้องคลุกคลีอยู่กับเห็ดมาเป็นเวลากว่า 30 ปี ได้รู้ ได้เห็น ได้ทำหลายอย่างที่เกี่ยวกับเห็ด ได้รับการถ่ายทอดความรู้จากรุ่นสู่รุ่นทางด้านการเพาะเห็ดหลายชนิดจนเกิด ความชำนาญ สิ่งหนึ่งที่คุณบุญโชคให้ความสนใจเกี่ยวกับเห็ดมากและคิดว่าหากมีโอกาสจะทำ ให้ได้ นั่นคือ การวิจัยเห็ด เพราะเล็งเห็นว่าสามารถนำมาช่วยเหลือเกษตรกรได้ในโอกาสต่อไป

เขาเล่า ว่า เมื่อ 20 กว่าปี ก่อนพี่ชาย (คุณสาธิต ไทยทัตกุล) ได้มาเที่ยวที่อำเภอสวนผึ้ง พร้อมกับสำรวจที่ดินหลายแห่ง พบว่า บางแห่งมีเห็ดเรืองแสงเกิดขึ้นมากมาย รวมถึงหลายแห่งมีความเป็นแหล่งธรรมชาติที่ดีมาก พืชผล ต้นไม้ มีความเจริญเติบโตงอกงามอย่างดี เพราะมีลักษณะพื้นที่เป็นที่ราบสูง อากาศเย็นถึงเย็นมาก มีความสูงจากระดับน้ำทะเล 300 เมตร จึงเป็นเหตุผลที่พี่ชายตัดสินใจดำเนินการไว้ เมื่อปี พ.ศ. 2537



ตั้ง "ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เห็ดสวนผึ้ง"

มุ่งศึกษา วิจัย พัฒนา สายพันธุ์เห็ดชนิดต่างๆ


ต่อ มาคุณบุญโชคเห็นว่าพื้นที่ดังกล่าวน่าจะทำประโยชน์ให้แก่อำเภอสวนผึ้งได้ บ้าง และยังเห็นสอดคล้องกับพี่ชายว่ามีความเป็นธรรมชาติดีและเหมาะกับการทำเห็ด จึงตกลงทำเป็นแหล่งศึกษา วิจัยเห็ด เพื่อเป็นการรักษาสายพันธุ์ต่างๆ ของเห็ดในธรรมชาติ และกำหนดให้เป็น "ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เห็ดสวนผึ้ง"

เจ้า ของศูนย์อนุรักษ์ฯ เปิดเผยว่า เห็ดที่ค้นพบมีหลายชนิด ล้วนเป็นเห็ดป่าทั้งสิ้น มีทั้งบริโภคได้และบริโภคไม่ได้ เช่น เห็ดหูหนูขาว เห็ดร่างแหสีชมพู เห็ดเรืองแสง เป็นต้น ซึ่งเหมาะที่จะนำมาใช้ทำวิจัยและพัฒนาให้เกิดประโยชน์แก่ประเทศชาติ

ท่าม กลางป่าไผ่และต้นไม้ใหญ่หลายชนิด คุณบุญโชคได้ก่อสร้างโรงสำหรับเพาะเห็ดหอมแทรกไว้ในป่า ด้วยความต้องการที่จะรักษาความสมดุลทางธรรมชาติ ไม่ต้องการรบกวนธรรมชาติ ตัดต้นไม้เท่าที่จำเป็น ต้องการให้ดำรงไว้ด้วยความเป็นธรรมชาติมากที่สุด ที่สำคัญการมีต้นไม้ใหญ่ปกคลุมโรงเห็ดเป็นการช่วยในเรื่องการควบคุมอุณหภูมิ ได้ ดังนั้น โรงเห็ดจะถูกสร้างไว้เฉพาะตรงที่มีที่ว่างเท่านั้น จึงมีทั้งโรงเล็กและโรงใหญ่คละกัน เพื่อให้เหมาะกับขนาดพื้นที่

"เป็น โรงเห็ดหอมขนาดไม่ใหญ่มาก เล็กประมาณ 3 คูณ 6 เมตร จำนวน 6 โรง แต่มีความจุมากกว่าโรงใหญ่หลายเท่า โดยแต่ละโรงสามารถเก็บก้อนเห็ดหอมได้กว่า 3,000 ก้อน เป็นโรงเห็ดที่ทำง่ายๆ ด้วยวัสดุจากธรรมชาติเสียส่วนใหญ่" คุณบุญโชค ให้รายละเอียด

โรง เห็ดหอมของคุณบุญโชค ถึงแม้จะดูจากภายนอกเล็กกว่าที่อื่น แต่หากเข้าไปข้างในและสังเกตลักษณะรูปแบบการวางก้อนเห็ดบนชั้นวางที่เป็นรูป ตัว เอช (H) จะเป็นการวางก้อนเห็ดให้หันหน้าออกและก้นถุงจะชนกัน

เจ้า ของศูนย์อนุรักษ์ฯ อธิบายว่า โดยทั่วไปการวางก้อนเห็ดหอมจะวางตั้งกับพื้น และจำเป็นต้องวางแต่ละก้อนให้ห่างกัน ทั้งนี้เผื่อเวลาเปิดดอกซึ่งจะออกด้านข้าง สำหรับวิธีนี้ทำให้สิ้นเปลืองพื้นที่มาก แต่ด้วยการทำชั้นเป็นรูปตัว เอช (H) จะจัดวางก้อนเห็ดบนชั้นได้จำนวนมากกว่าโรงเห็ดที่มีพื้นที่ขนาดใหญ่เสียด้วย ซ้ำ เขาฟันธงว่า ถ้าห้องมีพื้นที่ขนาดเท่ากัน การนำวิธีของเขาไปใช้จะได้ปริมาณก้อนเห็ดมากกว่า



เหตุเพราะความบังเอิญ

ไปกระแทกตะแกรงใส่เห็ดแล้ว...ดอกออก


การ เพาะเห็ดหอมแบบทั่วไป ในช่วงพร้อมเปิดดอกจะใส่น้ำแข็ง โดยใช้ระยะเวลาจนกระทั่งน้ำแข็งละลายหมด หรืออีกวิธีคือนำก้อนเห็ดไปแช่ในน้ำเย็น หรือวิธีสุดท้ายคือ นำไปแช่ในตู้เย็น

"แต่วิธีที่หลานชาย (คุณกอปรธรรม ไทยทัตกุล) คิดโดยไม่ได้ตั้งใจ คือนำก้อนเห็ดใส่ลงในตะแกรง แล้วกระแทกตะแกรงลงพื้น โดยยกตะแกรงขึ้นเหนือพื้น ประมาณ 1 คืบ แล้วปล่อยตะแกรงให้กระแทกพื้นในแนวดิ่ง ทำอย่างนี้ 1-2 ครั้ง

ต่อจาก นั้น นำตะแกรงไปวางไว้ในโรงเรือน แล้วรดน้ำ ในเวลาเพียง 2 วัน ก็จะเริ่มออกดอก สำหรับวิธีนี้เพิ่งทำเมื่อปีที่แล้ว" คุณบุญโชค เปิดเผย

เขาบอกว่า วิธีนี้เกิดขึ้นด้วยความบังเอิญ ระหว่างที่หลานชายกำลังทำงานในโรงเห็ด เข้าใจว่าระหว่างนั้นคงเหน็ดเหนื่อยจากงาน แล้วคงปล่อยตะแกรงที่มีเห็ดอยู่ลงกับพื้นอย่างแรง หลังจากนั้นเขาก็รดน้ำเห็ดตามปกติ โดยยังไม่ได้นำเห็ดขึ้นชั้น จากนั้น 2 วัน พอจะถึงเวลานำเห็ดขึ้นชั้นก็สังเกตเห็นว่ามีดอกเห็ดออกมาขาวไปหมดจากตะแกรง ที่เขากระแทก



สามารถกำหนดเวลา

และปริมาณการผลิตได้


วิธี การกระตุ้นเห็ดโดยการกระแทก สามารถกำหนดเวลาออกดอกเห็ดได้ และเป็นผลดีทางด้านการกำหนดเวลาสั่งเห็ดจากลูกค้า เพราะเมื่อลูกค้าสั่งเห็ดกำหนดเวลาภายใน 7 วัน มารับได้เลย นอกจากนั้น วิธีนี้ยังประหยัดเนื้อที่ และที่สำคัญลดค่าน้ำแข็ง ค่าไฟจากตู้แช่ ที่เคยนำมาใช้จากวิธีเดิมด้วย

ทั้งนี้ลักษณะดอกที่ออกจะไม่ตรง แต่จะงอขึ้นคล้ายกับการเจริญเติบโตในขอนไม้ สภาพความสมบูรณ์ของดอกขึ้นอยู่กับอิทธิพลของอากาศ หากอากาศหนาวจะมีลักษณะหนาและสีเข้ม แต่หากอากาศธรรมดาจะนิ่มทั้งก้าน สามารถรับประทานได้ทั้งหมด

ส่วนน้ำหมักที่คุณบุญโชคใช้สำหรับผสมกับ อาหารในก้อนเชื้อนั้น เขาเปิดเผยว่า ได้ใช้รากของเห็ดหอม แทนที่จะทิ้งให้เสียของ เขากลับนำมาใช้เป็นประโยชน์เพื่อใช้ทำน้ำหมัก เป็นการใช้โปรตีนที่อยู่ในรากเห็ดมาช่วยเสริมอาหารเพื่อทำให้เห็ดมีความ สมบูรณ์มากยิ่งขึ้น

"เห็ดหอมที่มาจากประเทศจีนมีรูปร่างลักษณะมีขน ที่ดอก และก้านจะแข็ง ที่เป็นอย่างนั้นเพราะเป็นไปตามสภาพอากาศที่หนาวเย็นของประเทศจีน ซึ่งโดยธรรมชาติเห็ดจึงสร้างสิ่งที่ป้องกันความเย็นมาปกป้อง ดังนั้น ลักษณะดอกและต้นจึงมีความหนา คล้ายกับคนที่ต้องห่อหุ้มร่างกายด้วยเสื้อกันหนาว

แต่ถ้านำสายพันธุ์ เดียวกันมาเพาะในประเทศเรา เนื้อจะเนียนสวย มีความนิ่ม ไม่มีขน และก้านจะไม่แข็ง ต่างกับประเทศที่หนาว" คุณบุญโชค ให้รายละเอียดเพิ่ม

คุณบุญโชคบอกต่ออีกว่า สำหรับเห็ดหอมที่ศูนย์อนุรักษ์ฯ เมื่อนำไปประกอบอาหารซึ่งสามารถทำได้หลายประเภททั้งผัด ต้มยำ จะมีรสชาติอร่อย นุ่ม อย่างเช่น เห็ดหอมผัดน้ำมันหอย ที่รับประทานได้ทั้งดอกและก้าน ส่วนการจำหน่ายก็ส่งตามรีสอร์ตที่ติดต่อมา แต่บางแห่งยังคงนิยมรับประทานเห็ดหอมจากประเทศจีนอยู่

จึงเห็นได้ ว่าในขณะนี้เห็ดหอมสามารถผลิตได้ภายในประเทศด้วยคุณภาพที่ดี รสชาติไม่แพ้ต่างประเทศเลย แต่ที่สำคัญมากที่สุดคือ ราคาไม่แพง จับต้องได้ จึงอยากให้คนไทยหันมานิยมบริโภคของที่ผลิตในประเทศ เงินทองจะได้หมุนเวียนในประเทศ

หากท่านใดที่ชื่นชอบรับประทานเห็ด หอมสด หรือสนใจวิธีการเพาะเห็ดหอมของ "ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เห็ดสวนผึ้ง" ในแบบที่ต้องกระตุ้นด้วยวิธีกระแทก สอบถามรายละเอียดได้ที่ คุณบุญโชค ไทยทัตกุล โทรศัพท์ (081) 010-1342 E-mail : arunyik202@hotmail.com

ขอขอบคุณ

- ข้อมูลจากศูนย์รวมสวนเห็ดบ้านอรัญญิก ถนนพุทธมณฑล สาย 4

- ศูนย์อนุรักษ์พันธุ์เห็ดสวนผึ้ง บ้านเลขที่ 458 หมู่ที่ 3 ตำบลสวนผึ้ง อำเภอสวนผึ้ง จังหวัดราชบุรี



ที่มา
http://info.matichon.co.th/techno/techno.php?srctag=05096010954&srcday=2011-09-01&search=no
http://scratchpad.wikia.com 

วันอาทิตย์ที่ 18 กันยายน พ.ศ. 2554

ระบบหม้อไอน้ำ(Boiler)และกังหันไอน้ำ(Steam Turbine)

เทคโนโลยี นี้ใช้หม้อไอน้ำแบบท่อน้ำเพื่อผลิตไอน้ำ จากนั้นส่งไอน้ำเข้ากังหันไอน้ำเพื่อผลิตไฟฟ้า เป็นเทคโนโลยีพื้นฐานของโรงไฟฟ้าทั่วไป ราคาค่าก่อสร้างแปรผกผันตามกำลังการผลิต กล่าวคือยิ่งใหญ่ยิ่งมีราคาต่อเมกะวัตต์น้อยลง
2.1   โครงสร้างห้องเผาไหม้หม้อไอน้ำมีหลากหลายแบบขึ้นกับประเภทของเชื้อเพลิงและประสิทธิภาพการเผาไหม้ ตัวอย่างที่ใช้ในประเทศไทย
1.  Incline / Fixed grate stoker มีโครงสร้างแบบง่ายๆ ตะกรับจะยึดติดอยู่กับที่ ต้นทุนค่าก่อสร้างค่อนข้างถูก ข้อเสียคือประสิทธิภาพต่ำ นำขี้เถ้าออกยาก และบางครั้งเชื้อเพลิงค้างอยู่กลางตะกรับ ทำให้ประสิทธิภาพการเผาไหม้ลดลง โครงสร้างนี้ส่วนใหญ่ใช้ในโรงงานน้ำตาล โรงงานน้ำมันปาล์ม และโรงสีข้าวเช่นโรงไฟฟ้าปทุมไรซ์มิลล์

 
รูปภาพ 1 ห้องเผาไหม้แบบตะกรับเอียง


2.  Traveling grate stoker โครงสร้างของตะกรับจะเคลื่อนที่ตลอดเวลา คล้ายตีบตะขาบรถถังเหมาะสำหรับเชื้อเพลิงที่มีขนาดใกล้เคียงกันและมีสัดส่วน ขี้เถ้ามากเช่นแกลบ โรงไฟฟ้าที่ใช้ระบบนี้มีหลายแห่งเช่น ร้อยอ็ดกรีน อู่ทองไบโอแมส บัวสมหมาย กัลฟ์ยะลากรีนและโรงงานน้ำตาลบางแห่ง อย่างไรก็ตามโครงสร้างนี้ไม่เหมาะกับการเผาไหม้เชื้อเพลิงหลายชนิดพร้อมกัน เพราะเชื้อเพลิงจะถูกเผาไหม้หมดไม่พร้อมกัน


รูปภาพ 2 ห้องเผาไหม้แบบตะกรับเคลื่อนที่

 

3.  Spreader fired stoker โครงสร้างนี้พัฒนามาจาก Traveling grate stoker โดยนำเชื้อเพลิงมาบดให้ละเอียดและพ่นเข้าเตา มีประสิทธิภาพการเผาไหม้สูงขึ้นเพราะเชื้อเพลิงสัมผัสอากาศทั่วถึง แต่ต้นทุนค่าก่อสร้างสูงเช่นกัน ระบบนี้มีใช้อยู่ที่เดียวคือ บ.เอทีไบโอพาวเวอร์ (พิจิตร)

รูปภาพ 3
ห้องเผาไหม้แบบ Spreader stoker


 4. Step grate stoker มีโครงสร้างคล้ายกับขั้นบันได เชื้อเพลิงจะถูกผลักลงทีละขั้นทำให้มีโอกาสพลิกไปมา ประสิทธิภาพการเผาไหม้ดีขึ้น เหมาะกับการใช้เชื้อเพลิงหลายชนิด ติดตั้งในโรงไฟฟ้ามุ่งเจริญพร และบัวใหญ่ไบโอพาวเวอร์

รูปภาพ 4 ห้องเผาไหม้แบบขั้นบันได


 
5.  Fluidized bed ใช้ทรายเป็นตัวช่วยในการเผาไหม้ เหมาะกับเชื้อเพลิงที่มีความชื้นสูงและสามารถเผาไหม้เชื้อเพลิงได้หลากหลาย ชนิดพร้อมกัน ดังนั้นราคาก่อสร้างค่อนข้างสูง ติดตั้งในโรงไฟฟ้าไบโอแมสพาวเวอร์ บริษัทแอดวานซ์ อะโกร และไทยพาวเวอร์ซัพพลาย 
 
รูปภาพ 5 ห้องเผาไหม้แบบฟลูอิดไดซ์บด


6. Vibrating grate stoker ตะกรับจะสั่นเพื่อให้ขี้เถ้าไหลลงสะดวก เป็นการเพิ่มประสิทธิภาพการเผาไหม้ ระบบนี้มีใช้อยู่ 3 โรงคือ บ.ภูเขียวไบโอ-เอ็นเนอร์ยี บ.ด่านช้างไบโอ-เอ็นเนอร์ยี และโรงงานน้ำตาลขอนแก่น ซึ่งทั้งสามโรงเป็นโรงงานน้ำตาลทั้งหมด
 
รูปภาพ 6 ห้องเผาไหม้แบบตะกรับสั่น


ดัง นั้นการจะเลือกใช้หม้อไอน้ำแบบใดและระบบการเผาไหม้แบบไหน ขึ้นกับเงินลงทุน ชนิดของเชื้อเพลิง และราคาของเชื้อเพลิงเป็นหลัก และถ้าตัดสินใจไม่ได้คงต้องใช้ความชอบของเจ้าของโครงการมาพิจารณาร่วมด้วย ไม่ผิดกติกาใดๆ
 2.2  ความดันไอน้ำในหม้อไอน้ำ    สามารถแบ่งออกเป็น 3 ระดับตามความดันไอน้ำคือ 
1.  ความดันต่ำไม่เกิน 20 บาร์ มีต้นทุนก่อสร้างต่ำ นิยมใช้ในโรงงานน้ำตาลและโรงงานสกัดน้ำมันปาล์มดิบ ส่วนใหญ่เป็นระบบผลิตพลังงานร่วม (Cogeneration) กล่าวคือมีการนำไอน้ำใช้ในกระบวนการผลิต มีประสิทธิภาพเฉพาะการผลิตไฟฟ้าประมาณ 5  %
2.  ความดันปานกลางระหว่าง 20 40 บาร์ เป็นขนาดที่โรงไฟฟ้าส่วนใหญ่นิยมใช้ มีต้นทุนค่าก่อสร้างประมาณ  1.0 -1.2 ล้านเหรียญสหรัฐ/เมกะวัตต์ มีประสิทธิภาพรวมประมาณ 20 - 23 % 
3.  ความดันสูงมากว่า 60 บาร์ขึ้นไป เช่นโรงไฟฟ้าเศษไม้ยะลากรีนพาวเวอร์ 23 เมกะวัตต์ และโรงไฟฟ้าแกลบเอทีไบโอพาวเวอร์ 22.5 เมกะวัตต์ มีต้นทุนค่าก่อสร้างเกือบ 2 ล้านเหรียญสหรัฐ/เมกะวัตต์ (ยกเว้นโรงไฟฟ้าชานอ้อยที่สร้างใหม่ในเครือน้ำตาลมิตรผลมีต้นทุนก่อสร้างต่ำ กว่าเพราะใช้อุปกรณ์บางส่วนร่วมกับโรงงานน้ำตาล) มีประสิทธิภาพรวมประมาณ 25 - 28  % 
ข้อสังเกต โรงไฟฟ้าที่ใช้ไอน้ำความดันสูง ประสิทธิภาพการผลิตจะสูง แต่จะเหมาะสมกับประเทศไทยหรือไม่ ขึ้นกับราคาเชื้อเพลิงเป็นหลัก ตัวอย่างข้างล่างนี้ได้คำนวณให้เห็นว่า กรณีที่ 1 เปรียบเทียบหม้อไอน้ำขนาดความดัน 40 และ 60 บาร์ มีประสิทธิภาพรวม 20 และ 25 % ตามลำดับ ถ้าแกลบราคา 750 บาท/ตัน เชื้อเพลิงที่ประหยัดได้เท่ากับ 27 ล้านบาทตลอดอายุโครงการ ซึ่งไม่คุ้มกับเงินลงทุนที่เพิ่มขึ้น 2 1.2 = 0.8 ล้านเหรียญสหรัฐหรือ 32 ล้านบาท/เมกะวัตต์ แต่ในกรณีที่ 2 ใช้เศษไม้ยางพาราเป็นเชื้อเพลิงในราคาที่เท่ากัน จะประหยัดได้ 40.5 ล้านบาทซึ่งคุ้มค่ามากกว่า (อนึ่งยังไม่นำค่าซ่อมบำรุงและอัตราดอกเบี้ยมาคำนวณ)  
  กรณีที่ 1 แกลบ กรณีที่ 2 เศษไม้
1)หม้อไอน้ำความดัน 40 บาร์, อัตราการบริโภคเชื้อเพลิง (ตัน/ปี/เมกะวัตต์) 9,100 13,500
2)หม้อไอน้ำความดัน 60 บาร์, อัตราการบริโภคเชื้อเพลิง (ตัน/ปี/เมกะวัตต์) 7,300 10,800
3)เชื้อเพลิงที่ประหยัดได้ (ตัน/ปี/เมกะวัตต์) 1,800 2,700
4)ประหยัดค่าเชื้อเพลิง@750 บาท/ตัน (ล้านบาท/ปี/เมกะวัตต์) 1.35 2.0
5)รวมประหยัดค่าเชื้อเพลิง (ล้านบาท/20ปี/เมกะวัตต์) 27.0 40.5



ลงทุนสร้างโรงไฟฟ้าชีวมวล

 คำเตือน: โปรดศึกษาข้อมูล ด้านล่างก่อน ดูสรุปการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า ชีวมวล

สรุปการลงทุนสร้างโรงไฟฟ้า ชีวมวล
VSPP 1 MW จากชีวมวล
ต้นทุนโครงการ
- เครื่องกำเนิดไฟฟ้า 1.2 MW
- Boiler 10-15 ton/h
- งานอุปกรณ์ไฟฟ้า เช่น หม้อแปลง เสาแรงสูง ฯ สวิทต์เกียร์
- งาน piping
- งาน engineering
รวมราคาประมาณต่อโครงการสร้างโรงไฟฟ้าขนาด 1.2 MW ประมาณ 39-45 ล้านบาท พร้อมการรับประกันการเดินเครื่องขายไฟฟ้า
รายได้จากโครงการ
เครื่องปั่นไฟฟ้าขนาด 1.2 mw
คำนวณจากรับซื้อราคาไฟฟ้า ต่อ ยูนิต ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตที่
3.80 บาท ต่อ ยูนิต (1 Kw/h)
หน่วยไฟฟ้าที่ผลิตได้ 1.2 MW (1,200kw)

คิดเป็นเงินที่ได้รับ(กำไร)
109,440.00 บาท/วัน (1,200x3.8x24)
3,283,200.00 บาท/เดือน (109,440x30)
39,398,400.00 บาท/ปี
(3,283,200X12)
***คืนทุนภายใน 1 ปี
จากโครงการสร้างโรงไฟฟ้า


การลงทุน

โรงไฟฟ้าชีวมวลดีกว่าโรงไฟฟ้าที่ใช้พลังงานอื่นอย่างไร
การเปรียบเทียบต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของพลังงานแสงอาทิตย์ พลังงานชีวมวล และพลังงานจากกังหันน้ำ การคำนวณต้นทุนการผลิตไฟฟ้าของพลังงานหมุนเวียนและพลังงานทดแทนตามอายุ โครงการการลงทุนระยะเวลา 10 ปี และ 15 ปี ปรากฏผลดังนี้
การผลิตไฟฟ้าด้วยพลังงานจากแสงอาทิตย์ราคาหน่วยละ 11.2744 และ 8.5289 บาท/กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
การผลิตไฟฟ้าพลังงานจากกังหันน้ำราคาหน่วยละ 2.4042 และ 1.9831 บาท/กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
การผลิตไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวลราคาหน่วยละ 1.445 บาท/กิโลวัตต์ต่อชั่วโมง
ลักษณะและรูปแบบของการลงทุน
ผู้ลงทุนจะต้องจัดตั้งนิติบุคคล 1 โดยมีวัตถุประสงค์ในการดำเนินธุรกิจผลิตกระแสไฟฟ้า โดยตั้งเป็นโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าระบบ Down Draft Gasifier ขนาดการผลิตต่ำกว่า 1 MKW และจำหน่ายกระแสไฟฟ้าที่ผลิตได้ให้กับ กฟผ. หรือ กฟภ. หรือ กฟน. เท่านั้น เพื่อมิให้เกิดความเสี่ยงในการเรียกเก็บเงินค่ากระแสไฟฟ้า
การประกอบธุรกิจโรงงานผลิตกระแสไฟฟ้าจากเชื้อเพลิงชีวมวล สามารถขอรับการสนับสนุนการลงทุนจาก คณะกรรมการส่งเสริมการลงทุน BOI เนื่องจากจัดอยู่ในประเภทธุรกิจเพื่อ “กิจการบริการและสาธารณูปโภค “ในหมวด 7 ข้อ 7.1 2 จัดเป็นกิจการที่ให้ความสำคัญเป็นพิเศษ ซึ่งจะได้รับสิทธิและประโยชน์ด้านภาษีอากร ดังนี้
ได้รับยกเว้นอากรขาเข้าสำหรับเครื่องจักรไม่ว่าตั้งอยู่ในเขตใด
ได้รับยกเว้นภาษีเงินได้นิติบุคคลเป็นระยะเวลา 8 ปี ไม่ว่าตั้งอยู่ในเขตใด

ขั้นตอนการปฏิบัติการ

ขั้นตอนการนำเชื้อเพลิง
  1. ขั้นตอนการสำรวจการสำรวจเชื้อเพลิง
  2. การทำประชาคม
  3. ขั้นตอนการขออนุญาตก่อสร้าง
  4. การขออนุญาตประกอบกิจการโรงงาน
  5. การยื่นขออนุญาตจำหน่ายไฟฟ้า
  6. ขอส่งเสริมการลงทุน (BOI)
ขั้นตอนการนำเข้าเครื่องยนต์
  1. การขอสัมปทานไฟฟ้า
  2. การขออนุญาตผลิตพลังงานควบคุม (พพ.)
  3. การขออนุญาตจำหน่าย
  4. การขออนุญาตเชื่อมโยง (COD)
  5. เริ่มการก่อสร้าง
หมายเหตุ
1)
นิติบุคคล หมายถึง สิ่งที่กฎหมายรับรองให้เป็นสภาพบุคคลสมมุติ ให้มีสิทธิหน้าที่เหมือนบุคคลธรรมดา แบ่งเป็น 2 ประเภท คือ
ก) นิติบุคคลตามประมวลกกหมายแพ่งและพาณิชย์ ได้แก่
1) กระทรวง ทบวง กรม
2) วัดวาอาราม ที่จดทะเบียนตามพระราชบัญญัติสงฆ์
3) ห้างหุ้นส่วนที่ได้จดทะเบียนแล้ว
4) บริษัทจำกัด
5) มูลนิธิ สมาคม
ข) นิติบุคคลตามกฎหมายอื่น ได้แก่ นิติบุคคลที่มีกฎหมายพิเศษรับรองสถานะ เช่น พรรคการเมือง รัฐวิสาหกิจ สหกรณ์
2)
หมวด 7 กิจการบริการและสาธารณูปโภค ประเภท เงื่อนไข 7.1 กิจการสาธารณูปโภคและบริการพื้นฐาน 7.1.1 กิจการผลิตพลังงานไฟฟ้าหรือไอน้ำ

กระบวนการแปรสภาพเป็นแก๊ส (Gasification Process)

คือ การเปลี่ยนรูปพลังงานจากชีวมวลซึ่งเป็นเชื้อเพลิงแข็งให้เป็นเชื้อเพลิงแก๊ส โดยให้ความร้อนผ่านตัวกลางของกระบวนการ เช่นอากาศ ออกซิเจนหรือไอน้ำ ซึ่งกระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นจะมีความแตกต่างจากกระบวนการเผาไหม้ (Combustion) อย่างสิ้นเชิงโดยการเผาไหม้เป็นการเกิดปฏิกิริยาออกซิเดชั่นอย่างสมบูรณ์ใน หนึ่งกระบวนการ แต่สำหรับกระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นเป็นการเปลี่ยนรูปพลังงานเคมีภายในของ คาร์บอนในชีวมวลไปเป็นแก๊สที่สามารถเผาไหม้ได้ (Combustible Gas) โดยอาศัยปฏิกิริยา 2 กระบวนการ โดยก๊าซที่ผลิตได้จะมีคุณภาพที่ดีกว่าและง่ายต่อการใช้งานกว่าชีวมวล ยกตัวอย่างเช่น สามารถใช้เดินเครื่องยนต์แก๊ส (Gas Engine) และกังหันแก๊ส (Gas Turbine) หรือใช้เพื่อผลิตเชื้อเพลิงเหลวต่อไป (Liquid Fuels) กระบวนการแก๊สซิฟิเคชั่นเป็นกระบวนการเปลี่ยนรูปทางด้านเคมีความร้อน (Thermo chemical Conversion Process) โดยอาศัยอากาศ ออกซิเจน หรือไอน้ำ ที่มีอุณหภูมิสูงกว่า


วันจันทร์ที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2554

ฟักข้าว อาหารต้านมะเร็ง

ฟักข้าว Momordica cochinchinnensis (Lour.) Spreng.

อยู่ในวงศ์แตงกวาและมะระคือวงศ์ Cucurbitaceae

ชื่อเรียกอื่น คือ ขี้กาเครือ (ปัตตานี) ผักข้าว (ตาก ภาคเหนือ) มะข้าว (แพร่) แก๊ก (Gac เวียดนาม) Baby Jackfruit, Spiny Bitter Gourd, Sweet Gourd, และ Cochinchin Gourd

ฟักข้าวมีถิ่นกำเนิดในประเทศจีน พม่า ไทย ลาว บังกลาเทศ มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นพืชที่ชาวเวียดนามใช้ประกอบอาหารมาก ในชนบทมีปลูกกันเกือบทุกบ้านเรือน


ฟักข้าว
เป็นไม้เถาเลื้อยพัน มีมือเกาะ ใบเป็นใบเดี่ยว เรียบแบบสลับ ใบรูปหัวใจ หรือรูปไข่ กว้างยาวเท่ากันประมาณ 6 -15 เซนติเมตร ขอบใบหยักเว้าลึก เป็นแฉก 3 – 5 แฉก

ดอก
เป็นดอกเดียวพบที่ซอกใบ ต้นแยกเพศอยู่คนละต้น กลีบดอกสีขาวแกมเหลือง ตรงกลางมีสีน้ำตาลแกมม่วง ใบประดับมีขน

ผล
อ่อนมีสีเขียวอมเหลือง เจริญได้เองโดยไม่ต้องถูกผสม เมื่อผลสุกจะมีสีแดง ขยายพันธุ์โดยใช้เมล็ดหรือแยกรากปลูก
** ฟักข้าวเริ่มมีดอกหลังแยกราก ปลูก ประมาณ 2 เดือน เริ่มผลิตดอกราวเดือนพฤษภาคมและให้ดอกจนถึงราวเดือนสิงหาคม ผลสุกใช้เวลาประมาณ 20 วัน และใน 1 ฤดูกาลเก็บเกี่ยวผลฟักข้าวได้ 30 -60 ผล โดยเก็บผลสุกได้ตั้งแต่เดือนกรกฎาคมถึงเดือนกุมภาพันธ์
ผลของฟักข้าวมี 2 ชนิด ผลยาวมีขนาดยาว 6 -10 เซนติเมตร ส่วนผลกลมยาว 4 -6 เซนติเมตร เปลือกผลอ่อนสีเขียวมีหนามถี่ เปลี่ยนเป็นสีส้มแก่หรือแดงเมื่อผลสุก แต่ละผลหนักตั้งแต่ 0.5 – 2 กิโลกรัม
** ที่ประเทศเวียดนามมักปลูกฟักข้าวพาดพันไม้ระแนงข้างบ้าน และเก็บเฉพาะผลสุกมาประกอบอาหาร แต่เนื่องจากฟักข้าวให้ผลดีที่สุดในช่วงฤดูหนาว ชาวเวียดนามจึงนิยมใช้ประกอบอาหารในเทศกาลปีใหม่และงานมงคลสมรสเท่านั้น

ผลฟักข้าวมีเปลือกหนา
ผลสุกเนื้อในหนามีสีส้มภายในมีเยื่อสีแดงให้เมล็ดเกาะ เนื้อผลสุกกินได้ ที่ประเทศเวียดนามใช้เยื่อสีแดงและเมล็ด (มีน้ำมัน) เป็นยา
ฟักข้าว 1 ผล : จะมีเยื่อสีแดงราว 200 กรัม
ประโยชน์ทางโภชนาการของฟักข้าว : ในประเทศไทยใช้ผลฟักข้าวอ่อนสีขาวเป็นอาหารรสชาติเนื้อฟักข้าวเหมือนมะละกอ ลวกหรือต้มให้สุกหรือต้มกะทิจิ้มน้ำพริกกะปิ หรือใส่แกง ยอดอ่อน ใบอ่อนนำมาเป็นผักได้ นำมานึ่งหรือลวกให้สุกกินกับน้ำพริก หรือนำไปปรุงเป็นแกง เช่น แกงแค
** ประเทศเวียดนามกินข้าวเหนียวหุงกับเยื่อเมล็ดผลฟักข้าวสุก เนื่องจากชาวเวียดนามถือว่าสีขาวเป็นสีแห่งความตาย ข้าวสีส้มแดงจึงจัดเป็นมลคงต่องานเทศกาลต่าง ๆ

ชาวเวียดนามเอาเยื่อสีแดงจากผลฟักข้าวสุกพร้อมเมล็ดมาหุงกับข้าวเหนียว ได้ข้าวสีส้มแดงมีกลิ่นหอม ต้องมีเมล็ดฟักข้าวติดมาในข้าวด้วยจึงว่าเป็นของแท้ ถึงกับมีการหุงข้าวใส่สีผสมอาหารสีแดงเลียนแบบการใช้ฟักข้าวนอกฤดูกาลก็มี เชื่อว่าบำรุงสายตา

ผลอ่อนฟักข้าว / 100 กรัมน้ำหนักสัดส่วนที่กินได้
มวลแห้ง 7 กรัม
ใยอาหาร 1.03 กรัม
น้ำตาล 1.8 กรัม
โปรตีน 0.94 กรัม
วิตามินซี 0.04 มิลลิกรัม
บีตาแคโรทีน 91 มิลลิกรัม
แคลเซียม 23 มิลลิกรัม
เหล็ก 0.34 มิลลิกรัม

ไมโครกรัม / น้ำหนักผล เนื้อผล เยื่อเมล็ด
บีตาแคโรทีน 22.1 101
ไลโคพีน 0.9 380

“น้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ”
เยื่อเมล็ดของฟักข้าวมีปริมาณเบตาแคโรทีนมากกว่าแครอต 10 เท่า มีไลโคพีนมากกว่ามะเขือเทศ 12 เท่า และมีกรดไขมันขนาดยาวประมาณร้อยละ 10 ของมวง การกินบีตาแคโรทีนจากฟักข้าวพบว่าดูดซึมในร่างกายได้ดีเพราะละลายได้ในกรด ไขมันดังกล่าว
เมื่อใช้เยื่อฟักข้าวเสริมอาหารให้กับเด็กก่อนวัยเรียน ในงายวิจัยในประเทศเวียดนาม พบว่าเด็กในกลุ่มมีปริมาณบีตาแคโรทีนและไลโคพีนในพลาสมาสูงขึ้น และกลุ่มที่มีปริมาณความเข้มข้นของเฮโมโกลบินต่ำมีความเข้มข้น เพิ่มขึ้นด้วย จึงแนะนำให้ผู้มีเลือดจางกินข้าวหุงเยื่อเมล็ดฟักข้าวสุกด้วย ปัจจุบันมีผู้นำเยื่อเมล็ดนี้ผลิตเป็นเครื่องดื่มอาหารเสริมจำหน่ายในต่างประเทศ
ไลโคพีนเป็นสารกลุ่มแคโรทีนอยด์ พบได้ในผักและผลไม้บางชนิด ทำหน้าที่เป็นรงควัตถุรวบรวมแสงให้แก่พืช และป้องกันพืชผักจากออกซิเจนโมเลกุลเดี่ยว (อนุมูลอิสระ) และแสงที่จ้าเกินไป การกินไลโคพีนที่มีฤทธิ์ต้านออกซิเดชั่นได้รับการพิสูจน์จากวงการแพทย์ ว่ามีผลลดความเสี่ยงของการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ โรคมะเร็งต่อมลูกหมาก มะเร็งปอด และมะเร็งกระเพาะอาหาร เนื่องจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีไลโคพีนมากกว่าผลไม้อื่น ๆ ทุกชนิด จึงถือว่าเป็นอาหารต้านมะเร็งที่ดีที่สุดชนิดหนึ่งจากฤทธิ์ของไลโคพีน

ผลไม้ ปริมาณไลโคพีน

ไมโครกรัม / กรัม นน.ผล
มะเขือเทศสุก 31
แตงโม 41
ฝรั่ง 54
ส้มโอ 33.6
เยื่อเมล็ดฟักข้าว 380
ฤทธิ์ในการบำบัดรักษาโรค :
++ ประเทศจีน ++

ใช้เมล็ดแก่ของฟักข้าวเป็นยามานานกว่า 1,200 ปี ใช้บำบัดอาการอักเสบบวม กลากเกลื้อน ฝี อาการฟกช้ำ ริดสีดวง แก้ท้องเสีย อาการผื่นคันและโรคผิวหนังติดเชื้อต่าง ๆ ทั้งในมนุษย์และสัตว์ต่าง ๆ


การกินฟักข้าวเป็นยา :
ใช้เมล็ดแก่บดแห้ง
ส่วนการใช้ภายนอก :
ให้นำเมล็ดฟักข้าวบดแห้ง ผสมน้ำมันหรือน้ำส้มสายชูเล็กน้อยทาบริเวณที่มีอาการ และใช้เยื่อเมล็ดแทนสีผสมอาหาร
งานวิจัยในประเทศจีนพบว่าโปรตีนจาก เมล็ดมีความสามารถต้านอนุมูลอิสระและเพิ่ม ประสิทธิภาพการทำงานของเซลล์ตับในหลอดทดลอง เชื่อว่าเป็นส่วนหนึ่งของฤทธิ์ทางชีวภาพของเมล็ดฟักข้าว ถือว่าลดความเสียหายจากอนุมูลอิสระจึงมีฤทธิ์ป้องกันมะเร็ง

นอกจากนี้
เมล็ดฟักข้าวเป็นส่วนผสมของยาแก้ปวดกล้ามเนื้อและคลายกล้ามเนื้อในเครื่องยาจีนหลายตำรับ

++ ประเทศเวียดนาม ++

การวิจัยทางคลินิกที่มหาวิทยาลับฮานอย พบว่าน้ำมันจากเยื่อเมล็ดฟักข้าวมีประสิทธิภาพในการรักษามะเร็งตับ

++ ประเทศไทย ++

มีงานวิจัยของมหาวิทยาลัยมหิดลเกี่ยวกับสรรพคุณของเมล็ดฟักข้าว
พบโปรตีนที่มีฤทธิ์ยับยั้งการเจริญของเชื้อเอชไอวี – เอดส์ และยับยั้งเซลล์มะเร็งจดสิทธิบัตรในประเทศไทยแล้ว

งานวิจัยอื่นของไทยและตางประเทศพบว่า
เมล็ดแก่ของ ฟักข้าวมีโปรตีน มอร์มอโคลซิน – เอส และโคลซินิน – บี มีฤทธิ์ยับยั้งการทำงานของไรโบโซมซึ่งเป็นแหล่งผลิตกรดอะมิโน และต้านการเจริญของเซลล์มะเร็งหลายชนิดในหลอดทดลอง ซึ่งอาจนำไปใชพัฒนาเภสัชภัณฑ์ได้ในวันข้างหน้า

++ ประเทศฟิลิปปินส์และประเทศไทย ++

ใช้รากฟักข้าวสระผมเพื่อกำจัดเหา ใช้รากบดหมักผมกระตุ้นให้ผมดก

ประเพณีล้านนาของไทยใช้ฟักข้าวในการดำหัว (คือการสระผม) สตรีล้านนา ดำหัวสัปดาห์ละครั้ง “ยาสระผม” ผลประคำดีควายหมกไฟพอให้สุกรากของต้นฟักข้าว รากแหย่งบดหยาบทั้งหมดผสมกับน้ำอุ่นหมักผมไว้สักระยะหนึ่งแล้วจึงล้างออก จะทำให้แก้คันศีรษะ แก้รังแค แก้ผมร่วงและช่วยให้ผมดกดำ

++ ประเทศญี่ปุ่น ++

ทำการวิจัยพบว่า โปรตีนจากสารสกัดน้ำของผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของก้อนมะเร็งลำไส้ใหญ่ใน หนูทดลอง โดยลดการแผ่ขยายของหลอดเลือดรอบก้อนมะเร็งและชะลอการแบ่งตัวของเซลล์มะเร็ง ดังกล่าว ในห้องทดลองน้ำสกัดผลฟักข้าวยับยั้งการเจริญของเซลล์มะเร็งตับและมะเร็งลำ ไส้ใหญ่โดยการทำให้เซลล์แตกตาย


ผลอ่อนฟักข้าวกินได้ ผลแก่ก็อุดมคุณค่า ลองหาพันธุ์มาปลูกไม้เลื้อยเล่นหน้าบ้านจะได้กินเมื่อในปรารถนา เป็นการสร้างสุขภาพป้องกันโรคร้ายได้อย่างดี

ขอบคุณเนื้อหาจาก : -
ขอบคุณภาพประกอบจาก : Internet และ อานนท์ เวิล์ด


วันอาทิตย์ที่ 11 กันยายน พ.ศ. 2554

การใช้จุลินทรีย์เพื่อปรับปรุงดิน

ให้ ใส่จุลินทรีย์ เข้าช่วยในการปรับปรุงบำรุงดิน  การรักษาสิ่งมีชีวิตที่เป็นประโยชน์ในดินโดยการเติมอินทรียวัตถุคืนแก่ดิน ปุ๋ยหมักจุลินทรีย์ชีวภาพ เป็นเทคนิคอีกทางเลือกหนึ่งที่นำมาใช้ เพื่อฟื้นฟูความอุดมสมบูรณ์ให้กับดินอย่างเร่งด่วน จึงต้องหาจุลินทรีย์ที่ดีมาใช้
แหล่งที่มาของเชื้อจุลินทรีย์
1.หน้าดินดีจากป่า (จากแหล่งที่อยู่ใกล้พื้นที่)
2.ดินจากโคนจอมปลวกที่มีความร่วนซุย
3.ดินเศษซากพืชตามโคนไม้ใหญ่ที่ไม่เคยใช้สารเคมี เช่น ดินโคนต้นจามจุรีหรือดินบริเวณกอไผ่ สังเกตบริเวณมีไส้เดือนอาศัย 
การเก็บเชื้อจุลินทรีย์จากป่า  (เรียกว่าหัวเชื้อดินดีจากป่า)
นำ เชื้อดินดีจากป่าบริเวณโคนต้นไม้ใหญ่ในป่าที่มีเศษใบไม้ทับถมและมีความชื้น มีลักษณะยุ่ยสลายกลายเป็นดินแล้ว มีความอ่อนนุ่ม มีกลิ่นหอมคล้ายกลิ่นเห็ด
ประมาณ 1- 2 กก.

การเพาะเลี้ยงขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์แบบแห้ง   
       
ใบไม้ต่างๆ ,น้ำ ,กากน้ำตาล ,รำละเอียด ดินจากป่าสมบูรณ์  เลี้ยงไว้ในร่มไม้ไม่มีแดด

1.หัวเชื้อดินดีจากป่า1ส่วน(1กก.)
2.รำละเอียด1ส่วน (1 กก.)
3.เศษใบไม้แห้งละเอียด แกลบดิบ หรือใบไผ่แห้ง 1.กระสอบ (5 กก.)
4.กากน้ำตาล(โมลาส)250 ซีซี. ผสมน้ำเปล่า 5 ลิตร

วิธีทำ
1.นำวัสดุคลุกเคล้าให้เข้ากันรดน้ำพอหมาด
2.ใช้กระสอบห่อบ่มไว้ในที่ร่มประมาณ7วัน
3.นำไปทำจุลินทรีย์น้ำ หรือ เก็บไว้สำหรับเป็นหัวเชื้อในการขยายเชื้อครั้งต่อไป
4.เก็บรักษาในที่ร่มอุณหภูมิปกติ
    
   
การเพาะเลี้ยงขยายหัวเชื้อจุลินทรีย์แบบน้ำ 

นำ น้ำ 200 ลิตร ,โมลาส 10 กก.(ถ้าไม่มีก็ใช้ปลายข้าวต้ม 10 กก.ใส่แทนกากน้ำตาลได้) ละลายให้เข้ากันในถังที่มีฝาปิด เอาจุลินทรีย์ที่เก็บมาจากป่า หรือจุลินทรีย์ที่เพาะเลี้ยงแบบแห้งใส่ลงไปในน้ำที่เตรียมไว้ ข้างบนโรยด้วย รำละเอียดให้ทั่วปากถัง 200 ลิตร ปิดฝาทิ้งไว้ 7-15 วัน ถ้าจุลินทรีย์ที่เก็บมามีความเข็งแรงก็จะเจริญขยายอย่างรวดเร็ว 1-2 วันก็จะเกิดเป็นฝ้าขาวบนผิวน้ำ คือ การขยายตัวของจุลินทรีย์ และ จมลงก็สามารถนำน้ำที่ได้ไปใช้ตามต้องการในการทำการเกษตร

  
        ละลายกากน้ำตาล                             ใส่เชื้อจุลินทรีย์แห้ง 
   
                   เติมรำ                                   คนให้เข้ากันแล้วปิดฝา
   
ผลการวิเคราะห์เชื้อจุลินทรีย์ที่ได้จากดินป่านำขยายในใบไผ่ 

1. เชื้อรา  5 ไอโซเลท 
แยกเป็น    ไตรโคเดอร์มา        2 ไอโซเลท     
               ไรโซปัส               2 ไอโซเลท
                แอสเปอร์จิลรัส       1 ไอโซเลท              
2. ยีสต์   9 ไอโซเลท
แยกเป็น     แซคคาโรไมสีตส์    4 ไอโซเลท
               ไม่สามารถจำแนกชนิดได้  5 ไอโซเลท     
3.แบคทีเรีย  5 ไอโซเลท
แยกเป็น    บาซิลัส  4 ไอโซเลท
              ไม่สามารถจำแนกชนิดได้  1 ไอโซเลท


      
           ไตรโครเดอร์มา                                         บาซิลัส

     
                  ไรโซปัส                                               ยีสต์


สรุปผลการวิเคราะห์

1.มีไตรโคเดอร์มาหลายสายพันธุ์
2.มีเชื้อราและยีสต์หลายชนิดที่ทนต่อสภาพแวดล้อมสูงและมีความสามารถในการสร้างเอมไซม์ต่างๆได้
3.มีแบคทีเรียบาซิรัสและยีสต์หลายชนิดที่สามารถสร้างสารยับยั้งเชื้อราและแบคทีเรียโรคพืชได้
4.หาก นำจุลินทรีย์ใบไผ่นี้ไปใช้ในแปลงเพาะปลูกพืชจะเป็นผลดีอย่างยิ่งต่อการปลูก พืชของเกษตรกรไม่ว่าจะเป็นการลดปัญหาด้านโรคพืชและการเพิ่มการเจริญเติบโต

เทคนิควิธีการนำ หัวเชื้อจุลินทรีย์ น้ำและแห้ง ไปใช้ 

1.1การนำไปใช้เร่งการย่อยสลายฟาง  ฟางเป็นปุ๋ยในแปลงนาที่เราไม่ต้องซื้อหาจากภายนอก การหมักฟางช่วยเร่งให้ดินฟื้นตัวเร็วขึ้น และเพิ่มอินทรีย์วัตถุให้กับแปลงนา

วิธีการคือ  นำหัวเชื้อจุลินทรีย์น้ำ  5  ลิตรใช้ต่อ 1 ไร่ ใส่ลงในถังที่จะนำไปฉีดพ่นในแปลงนาขนาดบรรจุ 150  ลิตร เติมน้ำลงไป 100  ลิตร
พร้อม กับเติมกากน้ำตาล 5 กก. คนให้ หัวเชื้อจุลินทรีย์ น้ำเปล่า และกากน้ำตาล ในถังให้เข้ากัน นำไปฉีดหรือสาดให้ทั่วแปลงนา หรือใส่ขณะย่ำฟางและตอซังข้าวในแปลงนาให้จมลงไปในน้ำและดินในแปลงนา จุลินทรีย์จะไปช่วยย่อยสลายตอซังและฟางข้าวให้กลายเป็นปุ๋ยในแปลงนาได้ดี
หมักทิ้งไว้ 7-10 วัน ก็สามารถลูปทำเทือกหว่านข้าวได้

1.2การนำไปทำหัวเชื้อหมักปุ๋ยน้ำชีวภาพจากพืชผักสีเขียวและน้ำหมักผลไม้ (น้ำหมักชีวภาพ) 

น้ำหมักจุลินทรีย์ผักผลไม้ 
วัตถุดิบ, วัสดุ/อุปกรณ์           
1.สับปะรด 1 กก.มะละกอ 1 กก.
กล้วย1กก. พืชผักสีเขียวต่างๆ 3 กก.
2.น้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ 2 ลิตร      
3..น้ำเปล่า 10 ลิตร     
4..ปลายข้าวสุกหรือน้ำตาล
ทรายแดง 2 กก.     
5.ถังหรือโอ่งน้ำที่มีฝาปิดเพื่อใช้ในการหมัก
6.ผ้าขาวหรือกระดาษขาวเพื่อปิดปากถังหรือโอ่งก่อนใช้ฝาปิดป้องกันสิ่งแปลกปลอมตกลงถังหมัก

วิธีทำ

นำ สับปะรดสุก,มะละกอสุกกล้วยสุกและพืชผักสีเขียวต่างๆ3กก.มาสับหรือปั่นให้ เป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใส่ลงในภาชนะที่เตรียมไว้  ใส่น้ำหัวเชื้อจุลินทรีย์ ปลายข้าวสุกหรือน้ำตาลทรายแดง ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ปิดฝาภาชนะหมักให้สนิท หมักทิ้งไว้ 10-15 วัน จากนั้นเติมน้ำสะอาดคนให้ทั่วหมักไว้อีก 5- 7 วัน
นำไปใช้ได้ หรือกรองเอาเฉพาะน้ำใส่ขวดเก็บไว้ในที่เย็นอากาศถ่ายเทสะดวกใช้ได้นาน ส่วนกากนำไปใส่แปลงผักช่วยปรับปรุงสภาพดินได้ดี





ประโยชน์ 

1.ให้ธาตุอาหารแก่พืชผักสูงโดยเฉพาะธาตุไนโตรเจน        
2.ฉีดพ่นอัตราส่วน 2-3 ช้อนแกง/น้ำ 1ลิตร ช่วยเร่งราก  เร่งใบ
ช่วยให้การเจริญเติบโตของพืชผักดี


1.3การนำไปใช้เป็นหัวเชื้อทำฮอร์โมนจากสัตว์ สูตรต่างๆ 

ฮอร์โมนรวม   ได้แก่ ปลา กุ้ง หอย 30 กก.  จุลินทรีย์ 1 ลิตร  กากน้ำตาล 10 ลิตร
ฮอร์โมนรกวัว  ได้แก่ รกวัว 4 กก. ไข่หอย 4 กก.  กากน้ำตาล 5 กก.
ฮอร์โมนไข่  ได้แก่ไข่ไก่ 100 ฟอง,เชื้อจุลินทรีย์ 1 ลิตร,น้ำเปล่า 5ลิตร กากน้ำตาล 1กก.
ฮอร์โมนปลา ได้แก่ เศษปลา 3 กก. น้ำมะพร้าว 10 กก. กากน้ำตาล ? กก. จุลินทรีย์ 100 ซีซี.
ทุกสูตร หมักไว้ 1 เดือนแล้วกรองเอาน้ำไปใช้ได้ดี




1.4 นำไปใช้เป็นหัวเชื้อทำปุ๋ยหมักชีวภาพ แบบแห้ง สูตรต่างๆคือ

สูตร1. เศษพืชสับเป็นท่อนๆ 1ปี๊บ เช่นพืชตระกูลถั่ว แค ขี้เหล็ก จามจุร ีสาบเสือ มันสำปะหลัง ฯลฯ แกลบดิบ หรือละอองข้าว 1 ปี๊บ  ฟิลเตอร์เค้ก(กากตะกอนอ้อย) 5 ปี๊บ  หัวเชื้อจุลินทรีย์ที่ขยายแล้ว 1 ลิตร  น้ำสะอาด กากน้ำตาล ( 1 : 20 )  รำละเอียด 1 ปี๊บ
วิธีทำ  นำ ทุกอย่างผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน ความชื้น 40 % กองคลุมด้วยกระสอบหรือผ้า หมักไว้ 2-3 วันก็นำไปใส่ แปลงผัก แปลงนาข้าวได้ผลดีมาก แปลงนาข้าวได้ผลดีมาก


สูตร 2. ละอองข้าว 5 ถุง, มูลไก่ไข่ 4 ถุง, กากน้ำตาล 200 ซีซี,
จุลินทรีย์ 200 ซีซี, รำละเอียด15กก.ทุกอย่างผสมรวมกันหมักไว้ 7 วัน นำไปใช้ได้


หมายเหตุ

การ นำเชื้อจุลินทรีย์จากป่าไปใช้ต้องเข้าใจด้วยว่าสภาพพื้นที่จะเป็นตัวกระตุ้น ให้จุลินทรีย์เติบโตแข็งแรงและทำงานให้แก่เราได้ตามวัตถุประสงค์ที่เราต้อง การ
เพราะว่า จุลินทรีย์ที่เรานำมาจากป่า ก็ต้องการที่อยู่อาศัย ต้องการอาหารที่อุดมสมบูรณ์ ต้องการสภาพแวดล้อมที่เหมาะสมต่อการขยายพันธุ์  ได้ทำงานในบทบาทหน้าที่ตามที่ถนัด  มีสังคมเพราะจุลินทรีย์คือสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กก็มีการอยู่ร่วมกันมีกระบวน การทำงานร่วมกับสิ่งมีชีวิตอื่น เพื่อก่อเกิดการฟื้นฟูสภาพดินให้ได้รวดเร็วมากขึ้น   เกษตรกรต้องให้ความสำคัญต่อปัจจัยต่างๆเหล่านี้ เพื่อให้การปรับปรุงบำรุงดินโดยการใช้จุลินทรีย์ช่วยให้ประโยชน์สูงสุด