วันเสาร์ที่ 2 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2556

ปุ๋ยหวาน



ปุ๋ยโพแทสเซียม ได้แก่ปุ๋ยที่ให้ธาตุอาหารโพแทสเซียมเป็นสำคัญ 

ประโยชน์ ช่วยเร่งการเจริญเติบโตของรากผลและทำให้พืชแข็งแรง ต้านทานโรค เพิ่มความหวาน 

แม่ปุ๋ยที่ใช้ 

- โพแทสเซียมคลอไรด์ หรือ 0-0-60 มีโพแทสเซียม (K2O) 60%   --> ราคาประมาณ 900/กระสอบ
 ใช้กับพืชที่ไม่มีผลกับสารคลอไรด์ เช่น มันสำปะหลัง


- โพแทสเซียมซัลเฟต หรือ 0-0-50 มีโพแทสเซียม (K2O) 50%  --> ราคาประมาณ 1200/กระสอบ
 ใช้กับพืชที่มีผลกับสารคลอไรด์ เช่น สับปะรด

- โพแทสเซียมไนเตรท หรือ 13-0-46 มีไนโตรเจน (N) 13% โพแทสเซียม (K2O) 46% 

สำหรับ 0-0-50 นั้น ราคาจะแพงกว่า 0-0-60 ใช้เป็นแม่ปุ๋ยสำหรับผสมปุ๋ยสูตรต่าง ๆ 


ส่วน 13-0-46 นั้น มีราคาแพง เป็นปุ๋ยเกร็ดอย่างดี ใช้ละลายน้ำพ่นทางใบ เช่น การทำมะม่วงให้ออกผลนอกฤดู ก็มีการพ่นปุ๋ยชนิดนี้เช่นกัน ในโครงการผสมปุ๋ยเคมีใช้เอง จึงใช้ 0-0-60 


ลักษณะของปุ๋ยโพแทสเซียมคลอไรด์มีหลายชนิด 
- ชนิดเป็นผง มีสีขาวแบบเกลือแกง หรือสีส้ม 
- ชนิดเม็ดกลม มีสีขาว หรือสีส้ม 
- ชนิดเหลี่ยม มีลักษณะเหมือนหินคลุก หรือมีสีใสขาว 
สูตรปุ๋ยที่ใช้เร่งผล เพิ่มความหวาน คือ 13-13-21 และ 9-24-24 

ส่วนปุ๋ยชีวภาพสูตรช่วยเพิ่มความหวานในไม้ผล ช่วยเร่งปฏิกิริยาทางเคมี ทำให้ผลไม้มีรสชาติดีขึ้น เหมาะสำหรับสวนไม้ผลที่มีอายุ 3 ปี ขึ้นไป 

วัสดุ-อุปกรณ์ : 
ขี้ค้างคาว จำนวน 3 กิโลกรัม 
เกลือทะเล จำนวน 1 ช้อนโต๊ะ 
ฟางเก่าที่ผ่านการเพาะเห็ดฟางมาแล้วจนปื่อยเกลือบจะเป็นดิน จำนวน 2 กิโลกรัม 
ข้าวหมาก จำนวน 1 ห่อ 
น้ำตาลทรายแดง จำนวน 1 แก้ว(ขนาด 250 มล.) 
ปูนขาว/ปูนโดโลไมท์ จำนวน 1 แก้ว(ขนาด 250 มล.) 
ถังหมักแบบมีฝาปิดขนาด 10-15 ลิตร จำนวน 1 ถัง 

วิธีการทำ : 
นำฟางข้าวที่เตรียมไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับ ขี้ค้างคาว ปูนขาว เกลือทะเล จากนั้นโรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายแดงที่ผสมกับข้าวหมากแล้วเรียบร้อย ฟางข้าวที่เตรียมไว้มาคลุกเคล้าให้เข้ากันกับ ขี้ค้างคาว ปูนขาว เกลือทะเล จากนั้นโรยหน้าด้วยน้ำตาลทรายแดงที่ผสมกับข้าวหมากแล้วเรียบร้อย แล้วแบ่งใส่ถุงผูกปากให้สนิท ตั้งทิ้งไว้ในที่ร่ม 3 วัน จึงนำไปใช้ใส่โคนต้นไม้ผลที่มีอายุ ตั้งแต่ 3 ปีขึ้นไป ต้นละ 1 กิโลกรัม ทุกๆ 1 เดือน จะช่วยทำให้ผลไม้มีรสชาติดี หวาน ยิ่งขึ้น 

*** สามารถปรับลดหรือเพิ่มได้ตามแต่สภาพแวดล้อมและวัตถุประสงค์ /ในแต่ละพื้นที่อาจใช้แล้วได้ผลดีไม่เท่ากัน ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อม การจัดการ และ การประยุกต์ใช้


ที่มา http://www.rakbankerd.com/agriculture/wb/show.php?Category=agriculture&No=13761

วันพุธที่ 2 มกราคม พ.ศ. 2556

สูตรสมุนไพรหนอนตายหยากรักษาแผลมีหนอนในสัตว์

 
 ปัญหาแผล ติดเชื้อแผลเป็นหนองมีหนอน เป็นอีกปัญหาที่น่ากลัวสำหรับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ไม่ว่าจะเป็นโค กระบือ แพะ แกะ สุกร หรือสัตว์ชนิดอื่นๆ ซึ่งหากเกิดขึ้นแล้วจะสร้างความเสียหายให้กับเกษตรกรผู้เลี้ยง หรือหากปล่อยไว้ไม่รักษาก็อาจจะลุกลามถึงขั้นติดเชื้อ ในแผล และส่งผลให้สัตว์ป่วยถึงตายได้ในที่สุด

 จากปัญหาดังกล่าวที่เกิดขึ้นค่อนข้างบ่อยกับเกษตรกรผู้เลี้ยงสัตว์ในหลายๆ พื้นที่ คุณวชิระ แขวงโสภา ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีปลวกแดง ศูนย์ส่งเสริมและพัฒนาการปศุสัตว์เขต 2 จังหวัดระยอง จึงได้นำข้อมูลเกี่ยวกับสมุนไพรที่ใช้ในการรักษาแผลมีหนอนในสัตว์ ซึ่งสามารถนำไปใช้ได้กับสัตว์เกือบทุกชนิด ไม่ว่าจะเป็นโค กระบือ แพะ แกะ หรือสุกร เป็นต้น และเป็นวิธีที่นำพืชสมุนไพรซึ่งหาได้ง่ายตามท้องถิ่นอย่างหนอนตายหยาก ยาสูบ และปูนกินหมากมาใช้ เป็นวิธีที่ใช้ต้นทุนต่ำและสามารถรักษาอาการแผลมีหนอนในสัตว์ได้เป็นอย่างดี มาแนะนำผ่านทางสถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจังหวัดจันทบุรี ในช่วงรายการ Farmer info ทางด่วนข้อมูลการเกษตร เพื่อให้เกษตรกรและผู้ที่สนใจนำวิธีการดังกล่าวไปใช้กับสัตว์เลี้ยงของตนเอง โดยมีวิธีการและรายละเอียดดังนี้
สูตรสมุนไพรหนอนตายหยากรักษาแผลมีหนอนในสัตว์

วัสดุอุปกรณ์
1.ต้นหนอนตายหยาก 1 ต้น
2.ยาสูบ 1 กำมือ
3.ปูนกินหมาก 1 หัวแม่มือ

วิธีการทำ
1.นำต้นหนอนตายหยากและยาสูบมาสับหรือตำให้ละเอียด
2.จากนั้นนำสมุนไพรที่ได้มาผสมนวดรวมกับปูนกินหมากให้เข้ากัน ให้มีลักษณะข้นเหนียวได้ที่ก็สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้

วิธีการนำไปใช้

นำส่วนผสมที่ได้ไปอุดที่ปากแผลของสัตว์ที่มีแผลเป็นหนอนซึ่งสามารถใช้ได้กับ สัตว์เกือบทุกชนิด เช่น โค กระบือ แพะ แกะ และสุกร เป็นต้น
แหล่งที่มาของข้อมูล : วชิระ แขวงโสภา. ผู้อำนวยการศูนย์วิจัยและถ่ายทอดเทคโนโลยีปลวกแดง. สัมภาษณ์, 4 ตุลาคม 2555.
เรียบเรียงโดย : โสภาวรรณ เบ็ญระเหม เจ้าหน้าที่สถานีวิทยุร่วมด้วยช่วยกันจังหวัดจันทบุรี

ที่มา http://www.rakbankerd.com/agriculture/page.php?id=2951&s=tblanimal

วันอาทิตย์ที่ 30 ธันวาคม พ.ศ. 2555

ผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ พด.


 ปัจจุบันมีผลิตภัณฑ์เทคโนโลยีชีวภาพ ซึ่งประกอบด้วย ผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่มีการ
เผยแพร่ และส่งเสริมทั้งหมด 9 ผลิตภัณฑ์ นอกจากนี้ยังมีการพัฒนาสูตรปุ๋ยอินทรีย์ที่มี
ปริมาณธาตุอาหารที่สูงขึ้น เรียกว่า ปุ๋ยอินทรีย์คุณภาพสูง สำหรับผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่มี
การส่งเสริมเผยแพร่ แบ่งได้เป็น 3 กลุ่ม ตามวัตถุประสงค์ของการนำไปใช้ประโยชน์ และจุลินทรีย์อีกหนึ่งกลุ่ม เป็นจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์ในดินที่มีปัญหาอยู่ระหว่างการศึกษา
เพื่อพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ต่อไป
กลุ่มที่ 1  จุลินทรีย์ปรับปรุงบำรุงดินเพิ่มธาตุอาหารและฮอร์โมนพืช ได้แก่
สารเร่งซุปเปอร์ พด.1
          เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพสูงในการย่อยสลายวัสดุเหลือใช้จากการเกษตร และอุตสาหกรรมแปรรูป ผลผลิตทางการเกษตรเพื่อผลิตปุ๋ยหมักในเวลารวดเร็วและมีคุณภาพสูงขึ้น ประกอบด้วยเชื้อราและแอคติโนมัยซีสที่ย่อยสารประกอบเซลลูโลสและแบคทีเรียที่ย่อยไขมัน
[อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]
สารเร่งซุปเปอร์ พด.2
          เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการย่อยสลายวัสดุการเกษตรในลักษณะสด อวบน้ำ หรือมีความชื้นสูง เพื่อผลิตปุ๋ยอินทรีย์น้ำ โดยดำเนินกิจกรรมทั้งในสภาพที่ไม่มีอากาศและมีอากาศ ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 5 สายพันธุ์ [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]
สารเร่ง พด.9
          เป็นกลุ่มจุลินทรีย์เพิ่มความเป็นประโยชน์ของฟอสฟอรัสในดินเปรี้ยวน้อยซึ่งเป็นดินกรดกำมะถัน ที่มีความรุนแรงของกรดน้อย (pH ไม่ต่ำกว่า 5) [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]
จุลินทรีย์สำหรับพืชปรับปรุงบำรุงดิน พด.11
          เป็นผลิตภัณฑ์จุลินทรีย์ที่มีประสิทธิภาพในการตรึงไนโตรเจนจากบรรยากาศ เพื่อเพิ่มมวลชีวภาพให้แก่พืชปรับปรุงบำรุงดิน โดยแบ่งออกเป็น จุลินทรีย์ พด.11 สำหรับโสนอัฟริกัน และจุลินทรีย์ พด.11 สำหรับปอเทือง [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]
ปุ๋ยชีวภาพ พด.12
          เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่สามารถสร้างธาตุอาหาร หรือช่วยให้ธาตุอาหารเป็นประโยชน์กับพืชเพื่อเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ให้กับดิน และสร้างฮอร์โมนส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืช ประกอบด้วยจุลินทรีย์ 4 สายพันธุ์ [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม] 
กลุ่มที่ 2  จุลินทรีย์ควบคุมศัตรูพืช ได้แก่
สารเร่งซุปเปอร์ พด.3
          เป็นกลุ่มจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติควบคุมเชื้อสาเหตุโรคพืชในดิน โดยมีความสามารถป้องกันหรือยับยั้งการเจริญของเชื้อโรคพืชที่ทำให้เกิดอาการรากหรือโคนเน่า และแปรสภาพแร่ธาตุในดินบางชนิดให้เป็นประโยชน์ต่อพืช ได้แก่ เชื้อไตรโคเดอร์มา (Trichoderma sp.) และ บาซิลลัส (Bacillus sp.) [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]
สารเร่ง พด.7
          เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักและย่อยสลายพืชสมุนไพรชนิดต่าง ๆ ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจน เพื่อผลิตสารป้องกันแมลงศัตรูพืช
[อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม]
กลุ่มที่ 3  จุลินทรีย์รักษาสิ่งแวดล้อม ได้แก่
สารเร่ง พด.6
          เป็นเชื้อจุลินทรีย์ที่มีคุณสมบัติในการเพิ่มประสิทธิภาพการหมักเศษอาหาร ในสภาพที่ไม่มีออกซิเจนเพื่อผลิตสารสำหรับทำความสะอาดคอกสัตว์ บำบัดน้ำเสีย และลดกลิ่นเหม็นตามท่อระบายน้ำ [อ่านรายละเอียดเพิ่มเติม

ที่มา http://www.ldd.go.th/menu_5wonder/index.html

การปลูกและทำแปลงถั่วฝักยาว

การปลูกและทำแปลงถั่วฝักยาว

การปลูกพืช ผักสวนครัว
การปลูกถั่วฝักยาว เป็นอีกหนึ่งในกลุ่ม พืชผักสวนครัวรั้วกินได้ ที่น่าปลูกชนิดหนึ่ง เพราะการปลูกแบบธรรมชาตินั้น จะให้ผลผลิตมีคุณภาพดี เทคนิคการปลูกในแบบหลายๆ อย่าง โดยเกษตรกรในหลายชุมชน เช่น ชุมชนบ้านสี่แยกทุ่งแย้ หมู่ 5 ตำบลไชยมนตรี อำเภอเมือง จังหวัดนครศรีธรรมราช ซึ่งมีความสนใจด้านการเกษตรเป็นอย่างมาก จึงใช้พื้นที่ของตนเองปลูกผักสวนครัว ซึ่งมีการสลับปรับเปลี่ยนไปเรื่อยๆ เช่น แตงกวา มัน พริก ผักชี ฯลฯ ปัจจุบันได้ปลูกถั่วฝักยาวอยู่ในช่วงให้ผลผลิต ซึ่งแปลงถั่วฝักยาวแปลงนี้ได้รับคำชมเชยจาก เพื่อน ๆ ว่าเป็นแปลงที่สวยมาก เคล็ดลับในการปลูกถั่วฝักยาวให้มีคุณภาพดี จากปากคำของคุณอาภรณ์ ช่วยนุกูล เกษตรกรในชุมชนนั่นเอง คือ
การทำแปลงถั่วฝักยาว
เคล็ดลับการปลูกถั่วฝักยาวให้มีคุณภาพดี
  • ควรปลูกแบบวิธีทำค้าง โดยใช้ไม้ไผ่ปักเป็นแนวและใช้ตาข่ายขึง เพื่อให้ต้นถั่วไต่ จะทำให้ฝักถั่วยาวขึ้น ราคาดีขึ้น
  • ใส่ปุ๋ยหมักชีวภาพทุกๆ 10 – 15 วันต่อครั้ง หลุมละ 1 กำมือทำให้ได้ผลผลิตมากและนานกว่าปกติถึง 2 เดือน
  • รดน้ำผสมน้ำสกัดชีวภาพทุกครั้งเมื่อใส่ปุ๋ยชีวภาพเพิ่ม
  • ฉีดพ่นน้ำหมักชีวภาพ ป้องกันแมลง เพลี้ยอ่อน โดยเพิ่มกากน้ำตาลหรือผงซักฟอก ให้เป็นสารจับใบ
  • ตัดใบออกทิ้งบ้าง เพื่อให้ลำต้นนำสารอาหารไปเลี้ยงฝักถั่วมากขึ้น ทำให้ได้ฝักถั่วเพิ่มขึ้น
  • ควรปลูกถั่วฝักยาวในพื้นที่ ที่แสงแดดส่องถึง

ถั่วฝักยาว เป็นพืชตระกูลถั่ว ซึ่งมีลำต้นเป็นเถาเลื้อยมีมือจับ แปลงปลูกถั่วฝักยาว โดยการทำค้าง จะให้ผลผลิตสูง ถั่วชนิดนี้เป็นผักที่ลูกง่ายโตเร็ว ปลูกได้ตลอดปี ในดินแทบทุกชนิด มีความนิยมบริโภคกันมากในเมืองไทย สามารถประกอบอาหารได้หลายชนิด นอกจากจะเป็นผักที่มีคุณค่าทางอาหารแล้ว ยังสามารถช่วยปรับปรุงดินให้ดีขึ้นอีกด้วยเพราะรากของถั่วฝักยาวเองสามารถ ตรึงไนโตรเจนจากอากาศไว้ในดินได้ดี
สภาพดินฟ้าอากาศในการทำแปลงปลูกถั่ว
โดยทั่วไปถั่วฝักยาวสามารถปลูกได้ทั่วทุกภาคของประเทศไทย สามารถเติบโตได้ในดินแทบทุึกชนิด แต่ปลูกได้ดีในดินร่วนปนทราย ระบายน้ำได้ดี มีความเป็นกรด-ด่าง ของดินอยู่ระหว่าง 5.5-6.0 ต้องการแสงแดดเต็มที่ตลอดวัน ชอบอากาศค่อนข้างร้อน ถ้าอากาศหนาวเกินไปจะทำให้ชงักการเจริญเติบโตผลผลิตต่ำ ฝักไม่สวย ถั่วฝักยาวจะใ้ห้ผลผลิตดีในช่วงฤดูฝน อุณหภูมิที่เหมาะสม สำหรับการเจริญเติืบโตอยู่ในช่วง 15-30 องศาเซลเซียส
การเตรียมดินสำหรับปลูก
ยกร่องแปลงกว้าง 1-1.20 เมตร ความยาวแล้วแต่สภาพแปลง ตากดินไว้ 7-10 วัน เพื่อทำลายไข่แมลง และศัตรูบางชนิดแล้วไถคราด ใส่ปุ๋ยคอกปุ๋ยหมัก เพื่อปรับสภาพโครงสร้างดิน และการบำรุงดิน
การทำแปลงถั่วฝักยาว
แปลงถั่วฝักยาว
ทำหลุมปลูก หลังปรับร่องแปลงให้ขุดหลุมปลูกระยะระหว่างต้น 50 เซนติเมตร ระยะระหว่าง 80 เซนติเมตร รองกันหลุมด้วยปุ๋ยเคมี-อินทรีย์ตราบัวทิพย์ สูตร2 ในอัตรา 1 ช้อนชาต่อหลุม คลุกเคล้าให้เข้ากับดินแล้วหยอดเมล็ดลงไปหลุมละ 2-3 เมล็ด กลบหลุมด้วยปุ๋ยคอกหนา เพียงเล็กน้อย แล้วรดน้ำทุกวัน วันละครั้ง
การทำค้าง เนื่องจากถั่วฝักยาวเป็นพืชที่ต้องอาศัยค้างเพื่อยึดเกาะพยุงลำต้น ดังนั้นควรทำไม้ค้างให้เพื่อจะได้ผลผลิตที่ดี และมีคุณภาพสูง โดยใช้ไม้ไผ่ยาว 2-2.5 เมตร การปักอาจปักแบบกระโจมเข้าหากัน แล้วรวบปลายไม้เข้าหากันหรืออาจจะปักตรงๆ แต่ละต้นก็ได้ หลังปักค้างเสร็จจับเถาถั่วพันรอบไม้ค้าง ต้องคอยทำทุกๆ 2-3 วัน
การปฏิบัติดูแลรักษา
การให้น้ำ ถั่วฝักยาวเป็นพืชที่ต้องการน้ำอย่างสม่ำเสมอและเีพียงพอ ระยะเวลาการเจริญเติบโตของถั่วฝักยาว ควรเหมาะกับการให้น้ำในระยะอาทิตย์แรกหลังหยอดเมล็ดควรให้น้ำทุกวัน อย่าให้ดินแห้งแต่อย่าให้มากเกินไปเพราะจะทำให้เมล็ดอาจเน่าได้ ส่วนระยะการเจริญเติบโต และติดดอกออกผลอย่าให้ขาดน้ำเป็นอันขาด ควรให้น้ำทุกวันๆ 2 ครั้งในช่วงเช้าเย็น เพราะจะทำให้ดอกร่วง และไม่ติดฝัก หรือฝักอาจไม่สมบูรณ์
การใส่ปุ๋ยกับถั่วฝักยาว
- ใส่รองพื้นขณะเตรียมแปลงปลูก ใช้ปุ๋ยเคมี-อินทรีย์ตราบัวทิพย์ สูตร2 ในอัตรา 1ช้อน ชาต่อหลุม
- ใส่เมื่อถั่วฝักยาวอายุได้ 15-20 วัน ให้ปุ๋ยเคมี-อินทรีย์ตราบัวทิพย์ สูตร2 ในอัตรา 1 ช้อน ชาต่อหลุม
- ใส่เมื่อเริ่มเก็บผลผลิตถั่วฝักยาวครั้งแรก อายุประมาณ 45-50 วัน ให้ปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมักอย่างสม่ำเสมอ
การพรวนดินกำจัดวัชพืชทำทุกครั้งเมื่อมีการใส่ปุ๋ย
การทำแปลงถั่วฝักยาว
การเก็บเกี่ยว
หลังหยอดเมล็ดแล้วประมาณ 50-60 วัน สามารถเก็บเกี่ยวได้ ให้เลือกเก็บเฉพาะฝักที่ขนาดพอดี ไม่อ่อนเกินไป ควรเลือกเก็บในเวลาเข้าหรือเย็นๆ หลังเก็บเกี่ยวเสร็จควรรีบเก็บเข้าร่มทันทีเพื่อมิให้ถั่วฝักยาวเหี่ยว และฝ่อเร็ว การเก็บให้ทยอยเก็บ 2-3 วัน/ครั้ง
อุปสรรคสำคัญในการปลูกถั่วฝักยาว คือ โรค ซึ่งจะทำให้คุณภาพและผลผลิตลดลงจนไม่สามารถส่งขายได้ โดยโรคต่างๆ มีรายละเอียดดังนี้
โรคราเขม่า
เกิดจากเชื้อรา สูโดเซอร์คอสปอรา อาการคือ มักปรากฏอาการที่ใบแก่ตอนโคนต้นใบด้านบนจะเป็นปื้นสีขาวซีด เป็นดวงๆ พลิกดูใต้ใบจะพบคล้ายผงเขม่าสีเทาดำเมื่อระบาดรุนแรงจะพบผงเขม่ามากขึ้น แผลใหญ่ขึ้น ใบจะแห้งและหลุดร่วงไป แล้วลุกลามขึ้นด้านบนทำให้ใบที่อยู่กลางๆ ต้นเป็นโรคด้วย ทำให้ต้นถั่วโทรมเร็วและผลผลิตลดลง
การป้องกันกำจัด
1. ลดความชื้นในแปลงปลุกโดยเพิ่มระยะปลูกให้ห่างขึ้นหรือลดจำนวนต้นต่อหลุม
2. เมื่อพบเริ่มแรกควรรีบเก็บใบที่เป็นโรคเผาทำลาย หมั่นตรวจดูบริเวณส่วนล่างของต้นและใบในทรงพุ่ม เพื่อจะได้ป้องกันได้ทันที
3. ถ้าพบมากขึ้น แนะนำให้ใช้สารเคมีประเภทแมนโคเซปฉีดพ่นสลับกับเบนโนมิลหรือคาร์เบน ดาซิม
4. หลังเก็บเกี่ยวผลผลิตแล้ว ควรทำความสะอาดแปลงปลูกทันที
โรคราแป้ง
เกิดจากเชื้อรา ออยเดียม อาการคือ จะพบผงสีขาว ทั้งด้านใต้ใบและบนใบ ถ้าเป็นมากผงสีขาวจะหนาแน่นมองเห็นชัดเจน เมื่อเอามือลูบจะหลุดออกเป็นแผ่นจะพบมากบริเวณโคนต้น แล้วลุกลามขึ้นด้านบน และผงสีขาวจะเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาลแดง และระบาดโดยปลิวไปตามลม
การป้องกันกำจัด
1. ไม่ควรเก็บเมล็ดพันธุ์จากต้นเป็นโรคไปทำพันธุ์
2. ควรรดน้ำต้นถั่วให้เปียกทั่วใบอย่างสม่ำเสมอ เพราะส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อราแป้งนี้จะไม่งอก ถ้ามีละอองน้ำมากๆ
3. แปลงที่มีประวัติการระบาดของโรคนี้ควรพ่นสารป้องกันจำพวกกำมะถันผงละลายน้ำ หรือคาราเทน ควรพ่นในตอนเย็นที่หมดแดดแล้ว (สารดูดซึมอื่นๆ มีอีกหลายชนิดแต่ราคาแพงไม่คุ้มกับการลงทุน แต่ในฤดูที่ถั่วยาวมีราคาสูง อาจใช้สารประเภทดูดซึมฉีดพ่นก็ได้)
4. แปลงที่เป็นโรคมากควรรื้อและเผาทำลายทันที ไม่ควรปล่อยทิ้งไว้ให้เป็นแหล่งแพร่กระจายของเชื้อโรคต่อไป
โรคราสนิม
เกิดจากเชื้อรา ยูโรมายเซส อาการคือ จะพบที่ใบแก่เป็นส่วนมาก โดยมีตุ่มนูนขนาดเล็กๆ สีเหลืองซีด ตรงกลางตุ่มมีแผลแตก ซึ่งจะมีผงสีสนิมเหล็กเกาะอยู่เป็นกลุ่ม เมื่อโรคระบาดมากขึ้น จำนวนจุดต่อใบจะมากขึ้นลุกลามจากส่วนล่างๆ สู่ส่วนบนของต้น และใบที่เป็นมากจะเหลืองและร่วงหล่นไป มักจะพบอยู่เสมอในทุกๆ แหล่งที่มีการปลูกถั่วฝักยาว
การป้องกันกำจัด
1. หมั่นตรวจดูแปลงปลูกอย่างสม่ำเสมอ โดยเฉพาะใบในทรงพุ่มและใบแก่ตอนล่างของต้น
2. ถ้าพบโรคนี้ ควรพ่นด้วยสารจำพวกกำมะถันผง ละลายน้ำ หรือสารประเภท แมนโคเซป
3. แปลงปลูกที่ทรุดโทรมแล้ว ควรรีบรื้อออกและเผาทำลายเพื่อตัดต้นตอของโรคที่จะระบาดในการปลูก ครั้งต่อไป
โรคใบด่าง
เกิดจาก เชื้อวิสา มีแมลงปากดูดเป็นพาหะ อาการคือ จะพบโรคใบด่างได้ทั่วทุกแปลงที่ปลูกถั่วฝักยาว อาการคือใบจะด่าง สีเหลืองสลับเขียวอ่อนและขาวซีด จะเห็นได้ชัดเจนโรคนี้จะแพร่กระจายโดยติดไปกับเมล็ดพันธุ์หรือแมลงปากดูดถ้า เป็นกับต้นถั่วที่ยังเล็ก จะไม่ให้ผลผลิต
การป้องกันกำจัด
ยังไม่มีคำแนะนำในเรื่องการใช้สารเคมี แต่มีแนวทางป้องกันโดยเริ่มจากการคัดเลือกเมล็ดพันธุ์จากต้นที่แข็งแรง สมบูรณ์ไว้ทำพันธุ์ กำจัดต้นที่เป็นโรคทิ้งไป และพ่นสารเคมีป้องกันแมลงปากดูดเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของโรคนี้

ที่มา ฝ่ายส่งเสริมการเกษตร สำนักวิจัยและส่งเสริมวิชาการการเกษตร มหาวิทยาลัยแม่โจ้ เชียงใหม่
ข้อมูลการเกษตรที่เกี่ยวข้อง ที่อาจสนใจ

 ที่มา http://www.kasetorganic.com

วันพุธที่ 5 ธันวาคม พ.ศ. 2555

โรคพืชที่เกิดจากไส้เดือนฝอย (Plant disease caused by Nematode)




          ไส้เดือนฝอย อยู่ใน Phylum Nematoda : Nematode มาจากภาษากรีกคำว่า Nema(แปลว่า เส้นด้าย)+oid (เหมือนหรือคล้าย)  ดังนั้น Nematode จึงหมายถึง สัตว์ที่มีรูปร่างเหมือนเส้นด้าย (round-worm,thread-word) ไส้เดือนฝอยไม่มีระบบหายใจและระบบหมุนเวียนโลหิต
          ไส้เดือนฝอยที่พบมี 4 ชนิดได้แก่
          1. Marine nematode (ไส้เดือนฝอยน้ำเค็ม) มีประมาณ 50% ของไส้เดือนฝอยทั้งหมด
          2. Soil and fresh-water nematode(ไส้เดือนฝอยในดินและน้ำจืด) เป็นอิสระอยู่ตามธรรมชาติ ไม่เป็นศัตรูพืชและเป็นประโยชน์ต่อระบบนิเวศน์โดยเป็น อาหารให้กับสัตว์อื่นมีประมาณ 25% ของไส้เดือนฝอยทั้งหมด
          3. Animal parasite nematode(ไส้เดือนฝอยปรสิตของสัตว์) เช่น พยาธิต่างๆ มีประมาณ 15% ของไส้เดือนฝอยทั้งหมด
          4. Plant parasite nematode (ไส้เดือนฝอยที่เป็นศัตรูพืช) มีประมาณ 10% ของไส้เดือนฝอยทั้งหมด



หัวข้อ
รูปร่างลักษณะของไส้เดือนฝอย
         1. เป็นสัตว์หลายเซลล์ ไม่มีกระดูกสันหลัง(Hydrostatic skeleton)ดำรงสภาพด้วยแรงดันของเหลวในตัวมันเองทำให้คงรูปร่างอยู่ได้
          2. รูปร่างสมสาตร(Bilateral symmetry,cylindrical,filiform)
          3. Sexual dimorphism ตัวเมียเต็มวัยจะมีขนาดใหญ่กว่าตัวผู้
          4. เจริญเป็นตัวเต็มวัยได้โดยการลอกคราบ จะลอกคราบทั้งหมด 4 ครั้ง
          5. มี Spear หรือ Stylet ช่วยในการเจาะเข้าทำลายเนื้อเยื่อพืช

การสืบพันธุ์
         1. Amphimixis เพศแยกกัน ผสมพันธุ์โดยอาศัยน้ำเชื้อจากตัวผู้กับไข่ของตัวเมีย
          2. Parthenogenesis ตัวเมียสามารถวางไข่และออกลูกได้โดยไม่ต้องใช้น้ำเชื้อจากตัวผู้ ทำให้ขยายพันธุ์ได้ง่ายและรวดเร็ว เช่น Meloidogyne incognita ไส้เดือนฝอยรากปม
          3. Hermaphrodism ตัวเต็มวัยจะผลิตน้ำเชื้อ เองได้แล้วเก็บไว้ เมื่อไข่สุกก็จะปล่อยน้ำเชื้อออกมาผสม

ชีพจักรของไส้เดือนฝอยรากปม ไส้เดือนฝอยรากปมมีการเจริญเติบโตเป็นลำดับขั้นตอน ดังต่อไปนี้
          ระยะไข่ ไข่ไส้เดือนฝอยรากปมมีลักษณะกลมรี ผิวเรียบ ใส
          ตัวอ่อนระยะที่ 1 ตัวอ่อนระยะนี้จะเกิดในไข่มีการลอกคราบภายในไข่ 1 ครั้ง กลายเป็นตัวอ่อนระยะที่ 2
          ตัวอ่อนระยะที่ 2 ตัวอ่อนระยะนี้จะออกจากไข่แล้วอยู่ในดิน ระยะนี้เป็นระยะเดียวที่จะเข้าทำลายพืชได้ ตัวอ่อนเมื่อเข้าไปอยู่ในรากพืชจะเพิ่มขนาด และมีรูปร่างคล้ายไส้กรอก ไส้เดือนฝอยจะดูดกินน้ำเลี้ยงและสร้างน้ำลายไปกระตุ้นเซลล์พืชบริเวณนั้นให้ มีขนาดโตขึ้น ทำให้ส่วนของพืชค่อย ๆ โตจนมีลักษณะ เป็นปุ่มปม สุดท้ายมีการลอกคราบครั้งที่ 2 กลายเป็นตัวอ่อนระยะที่ 3
          ตัวอ่อนระยะที่ 3 ไส้เดือนฝอยระยะนี้จะมีขนาดโตขึ้น และเซลล์พืชจะโตกว่าเดิม และจะมีการลอกคราบครั้งที่ 3 กลายเป็นตัวอ่อนระยะที่ 4
          ตัวอ่อนระยะที่ 4 ตัวอ่อนระยะนี้เริ่มมีความแตกต่างระหว่างเพศผู้ และเพศเมีย ไส้เดือนฝอยเพศผู้จะมีลักษณะขดงอคล้ายพยาธิ ในขณะที่เพศเมีย มีลักษณะอ้วนป้อมกว่าเพศผู้
          ตัวเต็มวัย ไส้เดือนฝอยเพศผู้จะลอกคราบครั้งที่ 4 กลายเป็นตัวเต็มวัยมีลักษณะเป็นเส้นยาว และออกจากรากพืชมีชีวิตอยู่อย่างอิสระ ส่วนไส้เดือนฝอย เพศเมียจะลอกคราบครั้งที่ 4 กลายเป็นตัวเต็มวัยที่มีลักษณะ อ้วนกลมคล้ายลูกแพร์ ตัวจะค่อย ๆ พองเพิ่มขึ้นเนื่องจากมีไข่เต็มท้อง ไข่จะถูกวางออกมานอก ลำตัวโดยมีเมือกห่อหุ้ม ไข่อาจจะผ่านการผสมจากเพศผู้หรือไม่ก็ได้ ตัวเต็มวัยเพศผู้มีขนาด 1.2-1.5 มม. X 30-60 ไมครอน เพศเมียมีขนาด 0.40-1.30 x 0.27-0.75มม.ชีพจักรของไส้เดือนฝอยรากปมอาจจะสั้นหรือยาวขึ้นอยู่กับสภาพแวด ล้อมปกติถ้าสภาพแวดล้อมเหมาะสม(อุณหภูมิในดินประมาณ 27 องศาเซลเซียส) ไส้เดือนฝอยจะใช้เวลา 17-25 วัน แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำเพียง 15 องศาเซลเซียส อาจจะต้องใช้เวลาถึง 57 วัน จึงจะครบชีพจักร



พืชอาศัย
          1. ธัญพืช เช่น ข้าว ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวสาลี
          2. พืชตระกูลถั่ว เช่น ถั่วเหลือง ถั่วเขียว ถั่วลิสง
          3. พืชเส้นใย เช่น ฝ้าย ปอ หม่อน
          4. ไม้ดอกไม้ประดับ เช่น เยอบีรา เบญจมาศ กุหลาบ
          5. ไม้ผล เช่น ส้ม กล้วย องุ่น มะละกอ ฝรั่ง
          6. พืชหัว เช่น มันฝรั่ง มันเทศ เผือก
          7. พืชผัก เช่น ผักคะน้า กระเทียม ผักกาดหอม มะเขือเทศ

ลักษณะอาการของโรค          1. อาการเหนือดิน(Above ground symptoms)
               - แคระแกรน โตช้า ลำต้นเหี่ยว
               - ใบเปลี่ยนสี ใบผิดปกติ บิดเบี้ยว
               - ตาดอกหรือจุดงอกของเมล็ดตาย ไส้เดือนฝอยทำลายตาได้แก่ Aphelenchoides besseyi กินตา กล้วยไม้ สตรอเบอรี่ ทำให้ตาดอกและจุดงอก เสียไป
               - เมล็ดบิดเบี้ยวหรือพองบวมผิดปกติ (Seed gall) ส่วนมากมักจะเป็นกับเมล็ดธัญญพืช โดยที่พวกไส้เดือนฝอยเข้าไปอาศัยกินอยู่และออกลูกภาย ในเมล็ด ทำให้เมล็ดบวม พองโตผิดปกติ ไส้เดือนฝอยที่ทำให้เกิดอาการชนิดนี้ เช่น Anguina tritici
          2. อาการใต้ดิน (Below ground symptoms)
               - รากเป็นจุดหรือแผลสีน้ำตาล ( Root lesions ) อาการนี้เกิดขึ้นได้เนื่องจากเนื้อเยื่อพืชที่ส่วนรากถูกไส้เดือนฝอยดูดกิน น้ำเลี้ยง ทำให้เกิดแผลได้ทั้ง ขนาดเล็ก จนถึงแผลขนาดใหญ่ซึ่งเกิดโดยรอบของรากได้ ไส้เดือนฝอยที่ทำให้เกิดอาการนี้ได้แก่ Pratylenchus spp.
               - รากเป็นปุ่มปม (Root knots or gall) อาการนี้นับเป็นอาการของโรคที่พบมากที่สุด รากพืชถูกไส้เดือนฝอยเข้าไปดูดกินน้ำเลี้ยงจะพองโตเป็นปุ่ม เป็นปม ไส้เดือนฝอยที่ทำให้เกิดอาการปุ่มปมเช่น Meloidogyne spp., Heterodera spp. เป็นต้น
               - รากเน่า (Root rot) นอกจากไส้เดือนฝอยจะเข้าทำลายที่รากพืชแล้วยังมีเชื้อราและแบคทีเรีย ทั้งที่เป็นสาเหตุของโรคและเป็นแซโพรไฟต์ (saprophyte) เข้าทำลายซ้ำทำให้เกิดอาการรากเน่าได้
               - รากกุด( Stubby root) ไส้เดือนฝอยจะเข้าทำลายโดยการดูดกินที่ปลายรากทำให้ปลายรากชงักการเจริญเติบโต กุดและสั้น
ที่มา http://guru.sanook.com

วันพฤหัสบดีที่ 29 พฤศจิกายน พ.ศ. 2555

โรงเรือนระบบปิด (evaporative cooling system)




อันนี้น่าสนใจครับ สำหรับคนที่สนใจใช้ระบบนี้ ไปดูรายละเอียดของการทำระบบ เพื่อฟาร์มเลี้ยงไก่ครับ แล้วค่อยตัดสินใจว่าจะใช้ไหมครับ แล้วผมจะหารายละเอียดการคำนวณมาเพิ่มครับ

http://www.nsru.ac.th/e-learning/animals/lesson5_4.php

1.4 แผ่นรังผึ้ง แผ่นรังผึ้งเป็นส่วนสำคัญที่ปรับให้อุณหภูมิในโรงเรือนลดลง ซึ่งทำด้วยกระดาษสังเคราะห์พิเศษมีความทนทาน มีความหนา 2 ขนาด คือ ขนาดหนา 10 เซนติเมตร และ 15 เซนติเมตร ความสูงของแผ่นรังผึ้ง 180 เซนติเมตร ความยาวประมาณ 15 เมตร และ 21.6 เมตร ต่อโรงเรือน การติดแผ่นรังผึ้งจะติดด้านเดียวหรือ 2 ด้านก็ได้ แต่การติด 2 ด้านนั้น การไหลเวียนของอากาศจะทั่วถึงและสม่ำเสมอดีกว่าติดด้านเดียวและไม่ต้องติด พัดลมเสริมภายในอีก
ww
1.5 พัดลม พัดลมที่ใช้จะติดตั้งอยู่ในโรงเรือนด้านหลัง (ด้านท้าย) ตรงข้ามแผ่นรังผึ้ง มีขนาดเส้นผ่าศูนย์กลาง 48 นิ้ว
ww1.6 ระบบควบคุมอุณหภูมิในโรงเรือน การควบคุมอุณหภูมิภายในโรงเรือนนั้นใช้ พัดลมและแผ่นรังผึ้ง โดยมีตัวควบคุมอุณหภูมิ (thermostats) อยู่ ถ้าโรงเรือนมีพัดลม 10 เครื่อง จะมีตัวควบคุมอุณหภูมิอยู่ 11 ตัว เพราะอีก 1 ตัวนั้นสำหรับควบคุมอุณหภูมิ การปิดเปิด น้ำของเครื่องปั๊มน้ำในการปล่อยให้น้ำไหลผ่านแผ่นรังผึ้ง โดยในสภาพที่อุณหภูมิทั่วไปพัดลมจะเปิดทำงาน 1 เครื่อง อยู่ตลอดเวลาและพัดลมที่เหลืออีกจะทำงานเมื่ออุณหภูมิสูงกว่าที่เครื่องควบคุมอุณหภูมิ ดังต่อไปนี้
wwwwสูงกว่า 60o F พัดลมเครื่องที่ 2 จะทำงาน
wwwwสูงกว่า 72o F พัดลมเครื่องที่ 3 จะทำงาน
wwwwสูงกว่า 74o F พัดลมเครื่องที่ 4 จะทำงาน
wwwwสูงกว่า 76o F พัดลมเครื่องที่ 5 จะทำงาน
wwwwสูงกว่า 78o F พัดลมเครื่องที่ 6 จะทำงาน
wwwwสูงกว่า 80o F พัดลมเครื่องที่ 7 จะทำงาน
wwwwสูงกว่า 82o F พัดลมเครื่องที่ 8 จะทำงาน

มาด้วยวิธีการคำนวณ ใช้สำหรับอุปกรณ์ไฟฟ้าอื่น ๆ ก็ได้นะครับ เหมือนกัน

http://www.neofmi.com/index.php?option=com_content&view=article&id=32:evap-system

อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน

  • พัดลมดูดอากาศ
พัดลมดูดอากาศ  1 ตัว มอเตอร์ 1 แรงม้า
มอเตอร์ 1 ตัว                           = 750 W
V      =  (W x HP)/1000
=  (750 x 1)/1000
=  0.75 Unit /  Hr.

  • ปั้มน้ำ
ปั้มน้ำ 1 ตัว ขนาด 1 แรงม้า
V      =  (W x HP)/1000
=  (750 x 1)/1000
=  0.75 Unit /  Hr.

อัตราสิ้นเปลืองพลังงาน

ตัวอย่างการคำนวณค่าไฟฟ้า
ในอาคารหนึ่งใช้ระบบปรับอากาศแบบอีแว๊ป มีพัดลมระบายอากาศ 48 นิ้ว 6 ตัว ปั้มน้ำ 1 แรงม้า 1 ตัว   จะมีอัตราสิ้นเปลืองพลังงานเท่าใด

  • พัดลมระบายอากาศ 48 นิ้ว
พัดลม  48 นิ้ว จำนวน 6 ตัว  ดังนั้นมีมอเตอร์ 6 ตัว เท่ากับ 6 แรงม้า
V         =  (W x HP x Hr.) / 1000
=  (750 x 6   x  1) / 1000
=   4.5 Unit / Hr.

  • ปั้มน้ำ
ปั้มน้ำ 1 ตัว ขนาด 1 แรงม้า
V         =  (W x HP x Hr) / 1000
=  (750 x 1 x 1) / 1000
=   0.75 Unit / Hr.

ดังนั้นถ้าเปิดระบบ 30 วัน ตลอด 24 ชั่วโมง  ที่ค่าไฟฟ้า 3 บาท ต่อหน่วย
ค่าไฟฟ้า       =      { 24 x (  4.5 + 0.75 ) } 3
1 วัน            =      378 บาท
30  วัน         =      11,340 บาท

*** หมายเหตุ การคำนวณนี้เป็นการคำนวณที่อุปกรณ์ทำงานที่ 100 เปอร์เซ็นต์      


ตัวอย่างการใช้ในบ้านนก ขนาด 1.8x1.8 เมตร ใช้พัดลมดูดอากาศ โดยเจาะช่อง 25 x25 เซนติเมตร

http://swiftletsupply.com/index.php/2010-08-09-08-10-17/view-postlist/forum-64/topic-64-.html





evaporative cooling คือการลดอุณหภูมิอากาศ โดยอาศัยการระเหยของน้ำเพื่อลดอุณหภูมิ อากาศประกอบด้วย ออกซิเจน 21 % ไนโตรเจน 78% คาร์บอนไดออกไซด์และแก๊สอื่นๆ เราเรียกส่วนนี้ว่าอากาศแห้ง ตัวที่ 2 คือไอน้ำในอากาศเราเรียกว่าอากาศเปียก การวัดค่าความชื้นทำโดยการวัดอุณหภูมิอากาศด้วยตุ้มแห้ง และตุ้มเปียก(พันกระเปาะด้วยสำลีจุ่มน้ำให้เปียก) แล้วเปิดกราฟก็จะทราบไอน้ำและความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นในอากาศ 100% หมายความว่า อุณหภูมิตุ้มแห้งและตุ้มเปียกจะอ่านได้เท่ากัน ประเทศไทยเป็นประเทศที่ร้อนชื้นตุ้มแห้งและตุ้มเปียกต่างกันไม่มาก หน้าร้อนจัดอุณหภูมิอากาศตุ้มแห้งวัดได้  41 C  ตุ้มเปียกวัดได้ 38 C RH ~ 60% ถ้าเอาน้ำสเปร์ใส่กระดาษลูกฟูก คูลลิ่งแพดตาม video น้ำระเหยอากาศ 41 วิ่งผ่านกระดาษลูกฟูกลดอุณหภูมิลง 38 C (ไม่มีทางที่จะต่ำกว่า 38  C) อากาศที่ออกจากพัดลมก็จะมีอุณหภูมิลดลง ข้อเสียของการปรับอากาศแบบนี้คือ
1 อุณหภูมิที่ได้ลดลงเพียง 3-5 องศา ประเทศที่มีความชื้นในอากาศต่ำจะลดได้มากกว่านี้
2 การลดอุณหภูมิแบบนี้จะสร้างความชื้นในเล้าไก่เกือบ 100%
3 เครื่องปรับอากาศที่ใช้ตามบ้านลด อุณหภูมิ และความชื้นพร้อมกันทำให้เย็นสบายและแห้ง
4 ระบบแบบนี้ค่าใช้จ่ายน้อยกว่าแบบที่ 3
5 การบำรุงรักษายุ่งยาก
6 ความชื้นมากเป็นที่มาของเชื้อราและเชื้อโรค
พัดลมที่ใช้กันงานนอกอาคารที่มีพ่นไอน้ำกับพัดลมหายไปจากวงการ หลังจากบูมอยู่พักเนื่องจากลดอุณหภุมิได้น้อยไม่สบายตัวอึดอัด


ที่มา 
http://myswiftlethouse.blogspot.com/2011/09/evaporative-cooling-system.html
http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=82241.0

วันอาทิตย์ที่ 28 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ทำเนียบพ่อพันธุ์โคเนื้อ

โคพันธุ์บราห์มันเทา
(Gray Brahman)
โคพันธุ์บราห์มันแดง
(Red Brahman)
โคพันธุ์ตาก
(Tak Beef Cattle)
โคพันธุ์กบินทร์บุรี
(Kabinburi Beff Cattle)
โคพันธุ์พื้นเมือง
(Native Cattle)
 


ที่มา http://www.dld.go.th/breeding/b/Ready/Sire_page.html

วันพุธที่ 24 ตุลาคม พ.ศ. 2555

การตรวจวัดค่าความเป็นกรด-เบสของดิน (Soil pH)

ความเป็นกรด-เบส หรือค่าพีเอชของดิน แต่ ละชั้นบอกถึงลักษณะดินต้นกำเนิด สารเคมีที่อยู่ในฝนหรือน้ำที่ไหลลงสู่ดิน การจัดการดิน และกิจกรรมของสิ่งมีชีวิตในดิน (พืช สัตว์ และจุลินทรีย์) เช่นเดียวกับพีเอชของน้ำ พีเอชของดินวัดโดยใช้ค่าล็อก pH ของดินเป็นตัวบ่งชี้สมบัติทางเคมีของดินและธาตุอาหารในดิน กิจกรรมของสารเคมีในดินส่งผลต่อพีเอช พืชแต่ละชนิดก็จะขึ้นได้ในดินที่มีพีเอชต่างกัน เกษตรกรจึงมักจะใส่สารลงไปในดินเพื่อเปลี่ยนค่าพีเอชให้เหมาะกับชนิดของพืช ที่จะปลูกพีเอชของดินยังมีผลต่อพีเอชของน้ำใต้ดินหรือแหล่งน้ำอื่นๆ ในบริเวณใกล้เคียง ดังเช่น แม่น้ำ หรือทะเลสาบ ค่าพีเอชของดินมีค่า 1 - 14 จำแนกเป็นค่าพิสัยได้ 10 ระดับ ดังนี้ (Soil Survey Division Staff, 1993)


ph
วิธีการตรวจวัด

การเตรียมตัวอย่างดินสำหรับห้องปฏิบัติการ


1. ใช้ตะแกรงร่อนดินเบอร์ 10 (ช่องตะแกรงขนาด 2 มิลลิเมตร) เหนือกระดาษ แล้วเทดินตัวอย่างลงในตะแกรง ใส่ถุงมือยางเพื่อกันไม่ให้กรดและเบสจากมือของผู้ปฏิบัติไปทำให้ค่าพีเอชของดิน ผิดไปจากความเป็นจริง
2. ค่อยๆ เขี่ยเบาๆ ทำให้ดินผ่านช่องตะแกรงลงไปบนกระดาษ อย่าดันจนตะแกรงลวดโก่งด้วยการกดดินแรงเกินไป หยิบเอาหินและสิ่งปะปนอื่นๆ ออกจากตะแกรงทิ้งไป เก็บรักษาตัวอย่างดินที่ร่อนแล้ว แต่ละชนิดไว้สำหรับการวิเคราะห์อื่นๆ

screen

3. นำดินตัวอย่างที่เอาหินออกแล้วจากกระดาษใต้ตะแกรงร่อนลงในถุงพลาสติกหรือ ภาชนะที่แห้งและสะอาด ปิดปากภาชนะ และเขียนฉลากไว้ที่ถุงเช่นเดียวกับที่เขียนไว้ที่ภาชนะที่ใช้เก็บดินภาคสนาม (เลขที่ชั้นดิน ระดับความลึกชั้นตัวอย่างดิน วันที่ ชื่อจุดศึกษา ตำแหน่งจุดศึกษา ฯลฯ) ตัวอย่างดินนี้สามารถนำไปใช้ในการวิเคราะห์อื่นๆ ในห้องปฏิบัติการบนฉลาก ให้เขียนชื่อจุดศึกษา เลขที่ตัวอย่างดิน เลขที่ชั้นดิน ความลึกระดับบนสุดจากผิวดิน ความลึกระดับล่างสุดจากผิวดิน วันที่ที่เก็บตัวอย่างดิน
4. เก็บรักษาตัวอย่างดินนี้ไว้ในที่ที่ปลอดภัย ในที่แห้งจนกว่าจะนำไปใช้


การตรวจวัดค่าความเป็นกรด-เบสของดิน
1. ชั่งตัวอย่างดินที่แห้งและร่อนแล้วมา 20 กรัม เทลงในบีกเกอร์ แล้วเติมน้ำกลั่น 20 หรือ 100 มิลลิลิตร เพื่อให้ได้อัตราส่วนดิน : น้ำ เท่ากับ 1 : 1 ในกรณีดินร่วนและดินทราย หรืออัตราส่วน 1 : 5 ในกรณีดินเหนียว (ดินในประเทศไทยส่วนใหญ่ใช้อัตราส่วน 1 : 5)
2. ใช้แท่งแก้วคนดินนานเวลา 30 วินาที แล้วพักทิ้งไว้ 3 นาที ทำอย่างนี้ 5 ครั้ง
3. เมื่อคนดินครบ 5 ครั้งแล้ว ตั้งทิ้งไว้จนดินในบีกเกอร์ตกตะกอน จะเห็นน้ำใสๆ อยู่บริเวณด้านบน
4. จุ่มกระดาษวัดค่าพีเอช หรือปากกาวัดค่าพีเอชที่ปรับค่ามาตรฐาน ลงไปในบริเวณน้ำใสๆ อย่าจุ่มลงไปให้โดนดินด้านล่าง (ภาพที่ 99) รอจนค่าหยุดนิ่ง แล้วอ่านค่าพีเอช
5. เมื่อวัดค่าพีเอชเสร็จแล้ว ใช้น้ำกลั่นล้างปากกาวัดค่าพีเอชบริเวณส่วนที่สัมผัสกับดินให้สะอาด แล้วใช้กระดาษทิชชูซับให้แห้ง


measure-ph


หมายเหตุ: ก่อนการใช้พีเอชมิเตอร์ต้องมีการเทียบมาตรฐานเครื่องมือ (ดูวิธีการเทียบมาตรฐานจากหลักวิธีการดำเนินการเรื่อง น้ำ)





 ที่มา http://www3.ipst.ac.th

วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตารางธาตอาหาร




ตารางเปรียบเทียบปริมาณ N P K จากวัสดุเกษตรต่างๆ จึงขอเอามาลงไว้ให้เปรียบเทียบเป็นข้อมูลครับ


ที่มา http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=66325.msg1479591#msg1479591

การควบคุมโรคของไม้ผลก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวโดยชีววิธี

โดย ...ดร. วีระณีย์ ทองศรี
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900 โทร. 025790113 ต่อ 1294

ในปัจจุบันการผลิตไม้ผลทั้งในและต่างประเทศได้มุ่งเน้นให้มีระบบการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตผลที่มีความปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ระบบการปลูกไม้ผลแบบปลอดสารพิษจึงถูกส่งเสริมให้มีการปฏิบัติในวงกว้าง ด้วยเหตุนี้การจัดการโรคพืชโดยชีววิธีจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการใช้สารเคมี ให้น้อยลงโดยใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์เป็นตัวควบคุมโรค (biocontrol agents)ซึ่งในปัจจุบันมีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการนำเชื้อจุลินทรีย์หลายๆ ชนิดมาใช้ควบคุมโรคทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวของไม้ผลอย่างกว้างขวาง แต่มีจุลินทรีย์เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค พืช และในหลายประเทศได้มีการพัฒนาจุลินทรีย์เหล่านี้ซึ่งมีทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และยีสต์ให้เป็นชีวผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชให้ดี ยิ่งขึ้น เช่น BiosaveTM (Pseudomonas syringae สหรัฐอเมริกา) ShemerTM (Metschnikowia fructicola แอนติกัว-บาร์บิวด้า) CandifruitTM (Candida sake CPA-1 สเปน) PantovitalTM (Pantoea agglomerans สเปน) SerenadeTM (Bacillus subtilis สหรัฐอเมริกา) BoniprotectTM (Aureobasidium pullulans เยอรมัน) และ TrisanTM (Trichoderma harzianum ไทย) ซึ่ง Canamas et al. (2011) กล่าวว่าการใช้ผลิตภัณฑ์จากเชื้อแบคทีเรีย Pantoea agglomerans ในแปลงปลูกส้มสามารถลดการเกิดโรคผลเน่า (green mold) ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อรา Penicillium digitatum ได้ดีกว่าการใช้เชื้อจุลินทรีย์สด โดยกลไกในการเข้าทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืชของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีหลายรูปแบบ ดังนี้คือ การเป็นปรสิต (parasitism) การสร้างสารปฏิชีวนะ (antibiosis) การผลิตเอนไซม์ย่อยผนังเซลล์ของเชื้อโรคพืช (production of cell wall degrading enzymes) การแข่งขันเพื่อครอบครองพื้นที่และอาหาร (competition for nutrients and space) และการชักนำให้พืชมีความต้านทานโรค (induction of disease resistance in plant) ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้มักมีหลายกลไกร่วมกันในการควบคุมโรคพืช
เชื้อจุลินทรีย์ที่นำมาใช้ในการควบคุมโรคของไม้ผลนี้ ส่วนมากนักวิจัยมุ่งคัดเลือกหาเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดโรคกับพืชจากบริเวณใน ส่วนผิวของผลทั้งในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวและขณะเก็บรักษา เนื่องจากจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้มักพบเป็นจำนวนมากในบริเวณผิว เปลือกของผล (Manso and Nunes, 2011) หรืออาจพบมากในบริเวณผิวใบ (Janisiewicz and Korsten, 2002) อย่างไรก็ตามการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคของไม้ผลมักจะต้องใช้จุลินทรีย์ที่มี ความเข้มข้นสูง แต่ประสิทธิภาพในการควบคุมโรคยังไม่ดีเท่ากับการใช้สารเคมีเมื่อมีการใช้ จุลินทรีย์เดี่ยวๆ (Cao et al., 2011) ดังนั้นการผลิตจุลินทรีย์ในการควบคุมโรคพืชจึงยังต้องมีการพัฒนาเพื่อให้มี รูปแบบที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้และเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมโรคให้สูง ขึ้น
การทดสอบเชื้อยีสต์
ภาพที่ 1
การทดสอบเชื้อยีสต์ 10 ชนิดในการเป็นจุลินทรีย์ปฏิปิกษ์ต่อการเจริญของเชื้อรา Colletotrichum musae สาเหตุโรคแอนแทรคโนสของกล้วยหอมทองบนจานอาหารเลี้ยงเชื้อ potato dextrose agar โดยวิธี dual culture ที่อายุ 7 วัน โดยที่ 1 = Candida guilliermondii 2 = Candida utilis 3 = Candida sake 4 = Saccharomycopsis fibuligera 5 = Pichia membranaefaciens 6 = Candida tropicalis 7 = Debaryomyces hanseni 8 = Cryptococcus humicola 9 = Aureobasidium pullulans 10 = Rodotorula glutinis 11 = Control

การควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวของไม้ผลจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ กับการจัดการโรคตั้งแต่ในแปลงปลูก โดยจุลินทรีย์ที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการโรคในสภาพไร่นี้ควรจะทำให้อยู่ในรูป แบบของผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยส่งเสริมการมีชีวิตรอดของจุลินทรีย์ที่เป็น ประโยชน์ให้ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ยาวนานขึ้น หรือถ้าหากเป็นเชื้อจุลินทรีย์สดก็มักมีการใช้ร่วมกับตัวควบคุมอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคให้ดียิ่งขึ้น เช่น การใช้เชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas solanacearum Pf1 ร่วมกับสารสกัดจากพืชควบคุมโรคเหี่ยวของกล้วยที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense (Akila et al., 2011) การใช้เชื้อรา Trichoderma harzianum ร่วมกับ mycorrhiza ช่วยลดการเกิดโรคเหี่ยวของแตงซึ่งเกิดจากเชื้อรา F. oxysporum f.sp. melonis (Martinez-Medina et al., 2011) และการใช้เชื้อยีสต์ Candida sake CPA-1 ร่วมกับสารเคลือบผิวฉีดพ่นแปลงองุ่นช่วยลดการเกิดโรคผลเน่า (gray mold) ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา Botrytis cinerea ภายหลังการเก็บเกี่ยวได้ดีกว่าการใช้เชื้อยีสต์อย่างเดียว ทั้งนี้เนื่องจากสารเคลือบผิวมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เชื้อยีสต์มีความคง ทนและมีชีวิตรอดได้นานขึ้น (Canamas et al., 2011) นอกจากนั้น Hasham and Abo-Elyousr (2011) ได้นำเชื้อจุลินทรีย์ ปฏิปักษ์หลายชนิดมาใช้ร่วมกันในการควบคุมโรครากปมจากไส้เดือนฝอย Meloidogyne incognita ของมะเขือเทศรับประทานสด ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas fluorescens เชื้อรา Paecilomyces lilacinus เชื้อยีสต์ Pichia guilliermondii และไซยาโนแบคทีเรีย Calothrix parietin พบว่าสามารถลดขนาดของปมให้เล็กลงกว่าการใช้จุลินทรีย์เพียงชนิดเดียว รวมทั้งจุลินทรีย์ดังกล่าวมีคุณสมบัติในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและ ชักนำให้พืชเกิดความต้านทานต่อโรค อย่างไรก็ตาม การใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชในแปลงปลูกจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมให้มีความ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และการขยายพันธุ์ของจุลินทรีย์เหล่านี้ โดยเฉพาะการหว่านลงดินจะต้องมีการปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ และควรมีการปรับความเป็นกรดด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ จุลินทรีย์ชนิดนั้นๆ
การใช้เซลล์แขวนลอยของเชื้อยีสต์
ภาพที่ 2
การใช้เซลล์แขวนลอยของเชื้อยีสต์ Candida sake C. utilis Debaryomyces hansenii และ Aureobasidium pullulans ในการควบคุมการเกิดโรคแอนแทรคโนสที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum musae บนกล้วยหอมโดยวิธีทำแผล

สำหรับการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคภายหลังการเก็บเกี่ยวของผลไม้ ส่วนมากนิยมใช้เชื้อยีสต์และแบคทีเรียเป็นตัวควบคุมโรคมากกว่าเชื้อรา เนื่องจากนักวิจัยส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นใจว่ามีเชื้อยีสต์หลายชนิดที่ไม่ ทำลายเนื้อเยื่อพืชหรือไม่ทำให้พืชเป็โรค (Lima et al. 1997) รวมทั้งไม่สร้างสารพิษและมีคุณสมบัติในการแก่งแย่งอาหารได้ดี ซึ่งเชื้อยีสต์ที่มีการนำมาใช้ในการควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลมี หลายชนิด ได้แก่ Candida spp. Cryptococcus spp. Debaryomyces spp. Endomycopsis spp. Pichia spp. Aureobasidium pullulans Saccharomycopsis fibuligera Rhodosporidium spp.และ Rhodotorula glutinis ส่วนเชื้อแบคทีเรียก็มีสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงที่ไม่ก่อให้เกิดโรคกับพืช พร้อมกับมีคุณสมบัติในการยับยั้งโรค ซึ่งส่วนมากจัดอยู่ในสกุล Pseudomonas และ Bacillus จึงค่อนข้างมีความปลอดภัยในการที่จะนำเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้มาใช้กับ ผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อรอการบริโภค จุลินทรีย์ที่นำมาใช้ควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวมักใช้ร่วมกับตัวควบคุมชนิด อื่นๆ หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการควบคุมโรคให้สูงขึ้น เช่น ใช้ร่วมกับการจุ่มน้ำร้อนหรือจุ่มในสารเคมีที่ระดับความเข้มข้นต่ำๆ โดยพบว่าการฉีดพ่นผลกล้วยด้วยเชื้อยีสต์แล้วตามด้วยการจุ่มในน้ำร้อนที่ อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 20 นาที หรือจุ่มในสารเคมีไธอะเบนดาโซล 150 ppm สามารถช่วยลดการเกิดโรคขั้วหวีเน่าได้อย่างสมบูรณ์ (Sangchote and Sangwanich, 2005) นอกจากนั้นการใช้จุลินทรีย์ร่วมกับการเก็บรักษาไว้ในสภาพบรรยากาศดัดแปลงก็ เป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคเช่นเดียวกัน ดังเช่นการเก็บผลท้อที่ผ่านการจุ่มในเซลล์แขวนลอยของเชื้อแบคทีเรีย Bacillus amyloliquefaciens ไว้ในถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส พบการเกิดโรคผลเน่าน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อแบคทีเรียอย่าง เดียว (Arrebola et al., 2010) หรือการใช้จุลินทรีย์ร่วมกับสารเติมแต่งอาหาร (food additives) ดังที่พบจากการใช์เชื้อยีสต์ Aureobasidium pullulans ร่วมกับแคลเซียมคลอไรด์หรือโซเดียมไบคาร์บอเนตช่วยลดการเกิดโรคผลเน่าของเชอรี่ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา B. cinerea ได้ดีที่สุด (Ippolito et al., 2005) ตลอดจนการใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ร่วมกับจุลินทรีย์ชนิดอื่น เช่น ยีสต์ Cryptococcus laurentii ใช้ร่วมกับเชื้อรา Lentinula edodes สามารถลดการเกิดโรคผลเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อรา Penicillium expansum บนผลแอปเปิลได้ดีกว่าการใช้เชื้อยีสต์อย่างเดียว (Tolaini et al. 2010) นอกจากนั้น เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ยังมีคุณสมบัติในการช่วยลดการปนเปื้อนของสารพิษใน ผลิตผล เช่นที่พบในผลแอปเปิลที่ถูกเข้าทำลายโดยเชื้อรา P. expansum เนื่องจากจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีกลไกในการยับยั้งการสร้างสารพิษของเชื้อราดังกล่าวได้ (Tolaini et al., 2010)
จะเห็นได้ว่าการควบคุมโรคของไม้ผลโดยใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อการควบคุม โรคทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว มักจะต้องใช้ร่วมกับกรรมวิธีอื่นๆ จึงจะทำให้การควบคุมโรคอยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ และจะต้องมีวิธีการใช้ที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์เหล่านี้ก็ยังไม่หยุดนิ่ง เนื่องจากนักวิจัยจะต้องสรรหาวิธีการเพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีความ คงทนต่อสภาพแวดล้อมและเพิ่มศักยภาพในการควบคุมโรคเพื่อให้เกิดประโยชน์สูง สุดจากการใช้จุลินทรีย์เหล่านี้

ที่มา http://www.phtnet.org/article/view-article.asp?aID=58