วันศุกร์ที่ 25 เมษายน พ.ศ. 2557

เลือกประเภทของปั๊มน้ำให้ถูกกับลักษณะการใช้งานทางการเกษตรเพื่อลดต้นทุน



ว่ากันด้วยเรื่องของปั๊มน้ำกันต่อเลยดีกว่าเพราะเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่จะช่วยลดปัญหาเรื่องแรงงานการให้น้ำพืชและก็อยากจะเริ่มด้วยปั๊มน้ำแบบใช้ไฟฟ้าเพราะหากคิดเป็นอัตราต่อหน่วยแล้วค่าใช้จ่ายจะถูกกว่าปั๊มน้ำแบบที่ใช้น้ำมันทั้งราคาอุปกรณ์หรือตัวปั๊มน้ำก็ยังถูกกว่าอีกด้วย ซึ่งจริงๆแล้วปั๊มน้ำมีหลายชนิดและหลายประเภทมากและก็ขึ้นอยู่กับสภาพภูมิประเทศและสภาพพื้นที่ด้วยว่าควรใช้ปั๊มน้ำประเภทไหนถึงจะเหมาะสม ถึงแม้ว่าปั๊มน้ำไฟฟ้าจะมีหลายแบบแต่ที่เห็นกันอยู่บ่อยๆ ในปัจจุบันนี้ก็มีอยู่ไม่กี่แบบ เช่น
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) เป็นปั๊มที่เห็นได้ทั่วไปตามท้องตลาดเพราะเป็นที่นิยมอย่างแพร่หลายใช้งานได้เกือบทุกสภาวะพื้นที่และการทำงานของปั๊มชนิดนี้ก็เรียบง่ายซึ่งโดยส่วนใหญ่จะมีตัวหอยโข่งติดมากับปั๊มน้ำเลย หรือมีบางรุ่นที่แยกขายเฉพาะตัวหอยโข่งเพื่อนำไปดัดแปลงหรือประยุกต์ใช้งานกับตัวขับเคลื่อนชนิดอื่น ข้อเสียของปั๊มน้ำนี้ก็คือกำลังดึงที่น้อยคือไม่เหมาะกับการดึงน้ำจากที่ลึกมากๆ โดยส่วนใหญ่จะใช้ดึงน้ำจากแหล่งน้ำบริเวณผิวดินหรือความลึกประมาณ 4 – 8 เมตรซึ่งก็แล้วแต่กำลังขับเคลื่อนของมอร์เตอร์ ข้อดีคือการซ่อมแซมบำรุงรักษาที่ง่ายเพราะปั๊มน้ำแบบหอยโขงเป็นระบบการทำงานที่เรียบง่ายที่มากับความแรงและปริมาณของน้ำที่ตัวปั๊มสามารถผลักดันออกไปได้มาก เช่น
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 1 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 200 – 300 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 500 – 600 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 900 – 1,100 ลิตรต่อนาที
IMG_2554
ปั๊มน้ำแบบจุ่มหรือไดโว่ (submersible pump) ข้อดีคือความสะดวกเหมาะสำหรับพื้นที่จำกัด ตัวปั๊มจะต้องอยู่ในน้ำแล้วส่งน้ำขึ้นไปยังพื้นที่ที่ต้องการผ่านสายยางหรือท่อน้ำที่ต่อไว้ ส่วนข้อเสียนั้นก็ไม่พ้นเรื่องแรงดันน้ำที่ได้ค่อนข้างน้อย (เมื่อเทียบแรงม้ากับปั๊มน้ำชนิดอื่น) และระยะทางที่ค่อนข้างสั้นแต่ในบางสถานการณ์ปั๊มน้ำแบบนี้ก็เป็นพระเอกได้เหมือนกันซึ่งทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับสภาพพื้นที่ที่จะใช้งาน
Water Pump 004
*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***
ปั๊มน้ำแบบสูบชักหรือปั๊มน้ำแบบชัก ปั๊มน้ำประเภทนี้จะประกอบด้วย 2 ส่วน คือตัวมอเตอร์ที่เป็นตัวขับเคลื่อนและตัวปั๊มที่ทำหน้าที่สูบดึงน้ำ ข้อดีของปั๊มชนิดนี้คือมีกำลังในการดึงสูงหรือเหมาะสมกับการดึงน้ำจากที่ต่ำขึ้นที่สูงหรือบ่อน้ำที่มีความลึกมาก (ประมาณ 8 – 12 เมตรจากระดับพื้นดินซึ่งก็ขึ้นอยู่กับขนาดของมอเตอร์และขนาดของก้านสูบ) ส่วนกำลังหรือแรงม้านั้นก็แล้วแต่มอเตอร์ที่ท่านใส่เข้าไป อิอิอิ ประมาณว่าอยากได้แรงก็ซื้อมอเตอร์ตัวใหญ่ๆ ว่างั้นเถอะ ข้อเสียก็เป็นเรื่องของอัตราการสึกหรอที่มากกว่าปั๊มน้ำแบบหอยโข่งซึ่งต้องการดูแลบำรุงรักษาหรืออัดน้ำมันหล่อลื่นเป็นพักๆ
Water Pump 002
*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***
ปั๊มน้ำแบบแรงดันหรืออัตโนมัติแบบที่ใช้กันอยู่ทั่วๆ ไปตามบ้านเรือนและที่พักอาศัย ถึงแม้ว่าจะไม่เหมาะสมกับการเกษตรหรือการใช้งานที่ต้องการความแรงนักเพราะถังเก็บความดันเองจะเป็นตัวลดความแรง
ของน้ำ แต่ก็มีบางท่านดัดแปลงหรือเลือกซื้อปั๊มอัตโนมัติที่มีแรงม้าสูงๆ มาใช้ในการเกษตรซึ่งก้ได้ผลอยู่มนระดับหนึ่งแต่ข้อเสียอันใหญ่หลวงของปั๊มน้ำอัตโนมัติก็คือราคาแพงและยิ่งแรงวัตต์สูงหรือกำลังสูงๆ ก็ยิ่งแพงขึ้นไปอีก -__-!!!
Water Pump 003
*** ขอขอบพระคุณรูปภาพจากอินเตอร์เนตและเวปเพื่อนบ้านครับ ที่เอื้อเฟื้อรูปภาพและขอรับรองว่ารูปดังกล่าวไม่ได้ถูกใช้เพื่อจุดประสงค์ทางการค้าแต่อย่างใดครับ ***
แต่ละประเภทแต่ละแบบก็มีข้อดีในตัว ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับลักษณะการใช้งานและสภาพพื้นที่แต่ถ้าถามถึงความชอบส่วนตัวแล้วผู้เขียนชอบปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง (Centrifugal pump) มากที่สุดเพราะดูแลรักษาค่อนข้างง่ายเพราะการทำงานไม่สลับซับซ้อน การเลือกใช้ปั๊มให้ถูกต้องตามลักษณะพื้นที่จึงเป็นอีกหนึ่งวิธีที่ลดต้นทุนในด้านแรงงานสำหรับการเกษตร เพราะระบบน้ำถือเป็นอีกระบบหนึ่งที่สำคัญมากๆ สำหรับการเกษตร

ทดสอบปั๊มน้ำขนาด 3 แรงม้าสำหรับการเกษตร



อาทิตย์นี้เหงื่อตกอีกตามเคยเพราะเพื่อนชาวเกษตรด้วยกันท่านหนึ่งได้ซื้อปั๊มน้ำหอยโข่งยี่ห้อไม่ติดตลาดขนาด 3 แรงม้า ท่อขนาด 3 นิ้วมาทดสอบ แต่…. ไม่รู้จะทดสอบยังไงก็เลยส่งมาให้ผู้เขียนทดสอบดู -__-!!! เอาว่ะ กล้าส่งก็กล้าใช้
ถ้าพูดถึงเรื่องการเกษตรนั้นก็ต้องนึกถึงน้ำเป็นอันดับแรกเพราะพืชทุกชนิดต้องการน้ำและความชื้นเพื่อให้รากดูดซึมและแผ่ขยายไปได้ ส่วนจะต้องการมากน้อยนั้นก็ขึ้นอยู่กับประเภทและพันธุ์พืช
แต่ดั้งเดิมนั้นการเกษตรในบ้านเราเป็นแบบเพื่อการดำรงชีพหรือกึ่งดำรงชีพกึ่งการค้าเพราะด้านการตลาดยังไม่เชื่อมต่อกันมากนัก ด้านการค้าก็เป็นเพียงในชุมชนบริเวณหนึ่งเท่านั้นและแรงงานก็หาง่ายทำให้การจัดการด้านทรัพยาการน้ำเป็นไปอย่างเรียบง่ายโดยการใช้แรงงานในครอบครัวหรือทำได้ด้วยตนเองอีกทั้งทรัพยากรธรรมชาติก็ยังจัดอยู่ในขั้นอุดมสมบูรณ์จึงง่ายต่อการคาดคะเนและใช้ประโยชน์จากฤดูฝนช่วยในการเพาะปลูกต่างๆ ได้ แต่ปัจจุบันนี้สถานการณ์ต่างๆ ทั้งด้านสภาพแวดล้อมที่เสื่อมถอยลงไป ด้านสังคมภาคแรงงานที่หายากขึ้น และด้านการตลาดที่ชักนำการเกษตรในบ้านเราพัฒนาเข้าสู่เชิงการค้ามากขึ้นหรือบางรายก็เป็นพืชเชิงเดี่ยวเชิงการค้าเต็มตัว จึงเป็นเหตุผลให้การจัดการด้านต่างๆ ต้องเป็นระบบมากขึ้นเพื่อการลดต้นทุนและเพิ่มผลกำไรต่อหน่วยให้มากที่สุดเท่าที่ทำได้ รวทั้งการจัดการด้านทรัพยาการน้ำด้วยเช่นกันที่ต้องพัฒนามาเป็นการใช้เครื่องจักรในการทำงานเพราะแรงงานนั้นราคาแพงและหายากในปัจจุบัน แถมการใช้คนงานจัดการเรื่องน้ำในไร่สวนขนาดใหญ่ก็ทำได้ลำบากจึงเป็นการดีกว่าที่จะใช้เครื่องจักรทำงาน
อ้อมไปไกลสุดท้ายก็เข้าเรื่องจนได้ -__-!!! ปั๊มน้ำในปัจจุบันแบ่งใหญ่ๆ ได้ 2 ประเภทคือปั๊มน้ำที่ใช้น้ำมันเป็นเชื้อเพลิงและใช้ไฟฟ้า ซึ่งข้อดีและข้อเสียก็แตกต่างกันออกไปซึ่งก็แล้วแต่สภาพแวดล้อมจะเอื้ออำนวย แต่หากจะให้แนะนำแล้วการใช้ไฟฟ้าจะมีต้นทุนที่ถูกกว่ามาก แถมตัวปั๊มน้ำที่ใช้ไฟฟ้ายังมีราคาถูกกว่าเมื่อเทียบขนาดแรงม้าหรือกำลังเครื่องเท่ากัน และการซ่อมบำรุงก็เรียบง่ายกว่ามากเพราะเป็นเรื่องของขดลวดทองแดงที่พันกันเป็นรอบๆ แต่เครื่องยนต์นี่สิ อาการล้านแปดอย่าง -__-!!! และหากจะแยกย่อยไปอีกทีสำหรับปั๊มน้ำแบบใช้ไฟฟ้านั้นก็จะแตกแขนงได้ เช่น ปั๊มน้ำแบบชัก ปั๊มน้ำแบบหอยโข่ง ปั๊มน้ำแบบจุ่ม (Submersible Pump) ซึ่งลักษณะการใช้งานก็แตกต่างกันออกไปเพราะปั๊มน้ำแต่ละแบบมีลักษณะเด่นหรือข้อดีที่แตกต่างกัน
แต่วันนี้มาว่ากันด้วยเรื่องของปั๊มน้ำแบบหอยโข่งเพราะว่ามีคนส่งมาให้ทดสอบใช้งานดู ซึ่งโดยส่วนตัวแล้วก็ชอบปั๊มน้ำแบบหอยโข่งเป็นที่สุดเพราะแรงดันและอัตราการไหลของน้ำดีแถมซ่อมบำรุงง่าย โดยหัวข้อเรื่องปั๊มน้ำประเภทอื่นๆ ก็ขอยกไปตอนต่อไปในเรื่องของการเลือกใช้ปั๊มให้ถูกประเภทของการใช้งานทางการเกษตร
IMG_2554
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 1 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 200 – 300 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 2 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 500 – 600 ลิตรต่อนาที
ปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าสูบน้ำได้ประมาณ 1,000 – 1,100 ลิตรต่อนาที
ปั๊มที่ใช้ทดสอบวันนี้เป็นปั๊มน้ำแบบหอยโข่งขนาด 3 แรงม้าโดยใช้ท่อส่งน้ำขนาด 3 นิ้ว ส่วนแรงดันน้ำก็ประมาณ 1,100 ลิตรต่อนาที
ที่มา http://www.mygreengardens.com

การแบ่งประเภทของปั๊ม (Classification of Pumps)


แต่เดิมนั้นประเภทของปั๊ม (Classification of Pumps) ซึ่งใช้หลักการทางวิชาการทางฟิสิกส์  ปั๊มจึงถูกแบ่งออกเป็น 2 ประเภท คือ  ปั๊มประเภทพลวัต (Dynamic Pumps)  และ ปั๊มประเภทแทนที่บวก (Positive Displacement Pumps)

จาก www.pumps.org/   โดยทาง ANSI/HI (American National Standards Institute/ Hydraulic Institute) ได้กำหนดมาตรฐานของปั๊มต่างๆที่ใช้ในการอ้างอิงทั่วโลก โดยใช้รูปร่างลักษณะของการใช้งานนำมาประกอบกัน แบ่งได้เป็น 6 ประเภทลักษณะ ดังนี้ :-

-       Kinetic Pump Types (ANSI/HI 1.1 - 1.2)
-       Vertical Pump Types (ANSI/HI 2.1 - 2.2)
-       Rotary Pump Types (ANSI/HI 3.1 - 3.5)
-       Sealless Centrifugal Pump Type (ANSI/HI 5.1 - 5.6)
-       Reciprocating Power Pump Type (ANSI/HI 6.1 - 6.5)
-       Direct Acting (Steam) Pump Type (ANSI/HI 8.1 - 8.5)


เนื่องจากเป็นการกำหนดในระดับสากล  จึงมีความซับซ้อนและมีรายละเอียดมาก  ดังนั้นจึงขอสรุปโดยใช้หลักการทางฟิสิกส์ ลักษณะโครงสร้าง และเพื่อความกระชับในการใช้งาน  จึงขอจัดแบ่งประเภทของปั๊มเป็น 3 ประเภทลักษณะ คือ 1. ปั๊มประเภทจลน์ (Kinetic pumps)  2. ปั๊มประเภทโรตารี่ (Rotary Pumps) และ 3. ปั๊มประเภทสูบชัก (Reciprocating Pumps) ตามแผนภูมิข้างล่าง 

1.  ปั๊มประเภทจลน์  (Kinetic pump)

ทำงานโดยการโดยใช้นำพลังงานที่ได้จากการหมุน ให้ไปเพิ่มพลังงานให้กับของเหลว โดยการหมุน ของครีบของใบพัด  เมื่อของเหลว เกิดการเคลื่อนผ่านช่องระหว่างครีบของใบพัด ก็จะเกิดการยกตัวของโมเมนตัมของของเหลวให้สูงขึ้นกลายเป็นความเร็ว หรือเกิดเป็นพลังงานจลน์ขึ้น หรือเรียกว่า หัวความเร็ว (Velocity head) เมื่อของเหลวไหลออกจากใบพัดของปั๊ม  พลังงานนี้จะถูกแปลงไปเป็น หัวความดัน (Pressure head)  ปั๊มประเภทจลน์  แบ่งออกได้เป็น กลุ่ม คือ aปั๊มกลุ่มแรงเหวี่ยง (Centrifugal), b. ปั๊มกลุ่มรีเยนเนอเรทีฟเทอร์ไบน์ (Regenerative turbine), c. ปั๊มกลุ่มใช้ผลกระทบพิเศษ (Special Effect) ตามแผนภูมิข้างล่าง

a.  ปั๊มกลุ่มแรงเหวี่ยง (Centrifugal)


ประกอบด้วยชนิด ไหลตามแนวแกน (Axial flow)ไหลแบบรวม (Mixed flow) และ ไหลตามแนวรัศมี(Radial flow) ตามแผนภูมิข้างล่าง


b.   ปั๊มกลุ่มรีเยนเนอรีเยนเนอร์เรทีฟเทอร์ไบน์ (Regenerative turbine)

ประกอบด้วย ปั๊มไหลรอบแนวขอบผิว (Peripheral Flow)ปั๊มไหลในช่องด้านข้าง (Side channel pump)  ตามแผนภูมิข้างล่าง

c.    ปั๊มกลุ่มใช้ผลกระทบพิเศษ (Special Effect) 

ประกอบด้วยปั๊ม  แบบหัวฉีด (Jet Eductor), แบบท่อปิโต (Pitot tube), แบบเจ็ทสกี (Jet-skis), แบบก๊าซยกตัว (Gas Lift), แบบไฮดรอลิกแรม (Hydraulic ram), แบบวอร์เทกซ์ (Induced vortex),  แบบปล่อยออกบางส่วน (Partial emission),แบบลากหนืด (Viscous drag) และ แบบแม่เหล็กไฟฟ้า (Electromagnetic) ตามแผนภูมิข้างล่าง
2.   ปั๊มประเภทโรตารี่ (Rotary pump)

ปั๊มประเภทโรตารี่ จะประกอบด้วย ครีบใบ, โรเตอร์ และเสื้อด้านใน โดยโรเตอร์จะเป็นตัวหมุนและพาครีบใบหมุนตามไปด้วย  ดังนั้นจะทำให้เกิดโพรง (Cavity) หรือช่องว่างระหว่าง 3 สิ่งที่กล่าวแล้วข้างต้น เกิดความดันเป็นลบ (Negative) หรือเกิดความดันต่ำกว่าบรรยากาศ ทำให้ของเหลวไหลเข้ามาแทนที่ในช่องว่างนั้น  ทำให้ความดันกลายเป็นบวก (Positive) จากนั้นของเหลวก็จะถูกปิดผนึก และถูกทำการเคลื่อนย้าย (ที่ปริมาตรคงที่) จนกระทั่งปริมาตรของของเหลวดังกล่าวถูกผลักออกจากไปครีบใบ ผ่านทางออกของปั๊มสู่แหล่งที่มีความดันสูงกว่าต่อไป  

ปั๊มแบบโรตารี่ถูกแบ่งตามรูปร่างลักษณะได้เป็น ชนิด คือ 
a..ใบกวาด (Vane), b. ลูกสูบ (Piston), c. วัสดุยืดหยุ่น (Flexible Member), d. ลอนกลีบ (Lobes), e. เกียร์ (Gears), f. ลูกสูบหมุนตามเส้นรอบวง (Circumferential Pistons) และ g. สกรู (Screw)


3.   ปั๊มประเภทสูบชัก (Reciprocating Pumps)

ปั๊มแบบสูบชัก เป็นกลุ่มหนึ่งของปั๊มประเภทแทนที่บวก (Positive Displacement Pumps) เช่นเดียวกับปั๊มแบบโรตารี่ และเป็นประเภทของปั๊มที่นำมาใช้งานมาก  โดยใช้การเคลื่อนที่ของลูกสูบ  จะทำให้ภายในห้องสูบมีแรงดันต่ำกว่าบรรยากาศภายนอก  เกิดแรง"ดูด" ทำให้ความดันบรรยากาศภายนอกผลักดันน้ำขึ้นผ่านเช๊ควาล์วเข้ามาในห้องสูบ และเกิดการผลักออกไปจากปั๊มที่ความดันสูงกว่า สามารถแบ่งออกได้เป็น 3 ลักษณะ ดังนี้ 

a. ปั๊มแบบลูกสูบ (Piston pump), b. ปั๊มแบบท่อนสูบ (Plunger pump), c. ปั๊มแบบไดอะแฟรม (Diaphragm pump)     
ดังนั้นถ้าสรุปประเภทของปั๊ม (Classification of Pumps) ทั้งหมด 3 ประเภท คือ 1. ปั๊มประเภทจลน์ (Kinetic pumps)  2. ปั๊มประเภทหมุน (Rotary Pumps) และ 3. ปั๊มประเภทสูบชัก (Reciprocating Pumps) สามารถสรุปได้ตามแผนภูมิข้างล่าง

ที่มา http://industrialpumps-tsy.blogspot.com/2013/06/classifications-of-pumps.html


วันจันทร์ที่ 31 มีนาคม พ.ศ. 2557

แผนการปฏิบัติงานสำหรับสวนส้มปลูกใหม่



1. การเตรียมแปลงปลูกและดินสำ หรับการปลูก

1. หากที่ดินแปลงปลูกมีขนาดใหญ่ ควรเริ่มปรับพื้นที่หรือเตรียมดินในฤดูแล้ง
2. ไถดินเพื่อปรับสภาพแปลงปลูก รื้อสิ่งกรีดขวางออก เพื่อพื้นที่มีสภาพโล่ง
3. วัดแนวเขตพ้นที่ (กว้าง-ยาว) และทำแผนที่ของดินแปลงที่ปลูก
4. คำนวณจำนวนต้นส้มและเลือกระยะปลูกตามความต้องการ โดยยึดหลักดังนี้
4.1ควรวาง แถวของต้นส้ม อยู่ในแนวทิศเหนือ-ใต้
4.2 มาตรฐานของการปลูก ระยะต้นส้ม*ระยะแถว คือ 4*4 5*5 3.5*7 4*8 เมตร
4.3 คำนวณจำนวนกิ่งพันธุ์หรือต้นพันธุ์ส้มที่ต้องการใช้ในการปลูก (ควร + เพิ่ม 2%)
4.4 กำหนดจำนวนแถว วางแนวและตำแหน่งของต้นส้มที่จะปลูกในพื้นที่จริง
5. ไถพรวนดิน ยกแนวปลูกให้เป็นร่องลูกฟูก หรือ ฟันดินพูนเป็นโขด (กะทะควํ่า)ร่องลูกฟูกหรือโขดควรสูงจากพื้นดินเดิมอย่างน้อยประมาณ 50-75 ซม.
6. ย่อยดินตรงบริเวณที่จะปลูกต้นส้มให้ละเอียดเหมาะสมต่อการปลูกพืช
7. ปรับปรุงสภาพดินของแนวร่องปลูกหรือบริเวณโขดที่จะปลูกด้วยปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกเก่า
8. ปักไม้รวก (ยาวประมาณ 50-60 ซม.) ตรงบริเวณจุดกำหนดหรือโขดที่จะปลูกต้นส้มให้แต่ละจุดที่จะปลูกต้นส้มในแต่ละแถวปลูก อยู่ในแนวที่ตรงกัน
9. หากดินที่จะปลูกต้นส้มเป็นดินร่วนปนทราย ควรจัดเตรียมเศษพืชหรือฟางเพื่อการคลุมดินรักษาความชื้น
10.เก็บตัวอย่างดินบริเวณที่จะปลูกต้นส้ม ส่งหน่วยงานเพื่อวิเคราะห์ความเป็นกรดเป็นด่างโครงสร้างของดิน ปริมาณอินทรีย์วัตถุและธาตุอาหารที่จำเป็น

2. การเตรียมต้นพันธุ์ส้ม 
1. หากเลือกใช้ต้นพันธุ์ส้มเป็นกิ่งตอน ควรพิจารณาดังนี้
1.1 เป็นกิ่งตอนจากแหล่งหรือผู้ขายที่เชื่อถือได้
1.2 ต้นส้มต้นแม่ต้องแข็งแรง ไม่เป็นโรคกรีนนิ่งและโรคทริสเตซ่า หรือโรคไวรัสอื่นๆ และมี
ลักษณะที่ดีตรงตามสานพันธุ์
1.3 ต้นส้มต้นแม่ควรมีอายุมากกว่า 7-8 ปีขึ้นไป
1.4 กิ่งตอนควรเป็นกิ่งที่ตั้งหรือตั้งตรงทีมีอายุ 1-1.5 ปี กิ่งแข็งแรง กลม -ไม่มีหนาม สีเขียวอมนํ้าตาลหรือสีนํ้าตาลอมเขียว มีรากออกโดยรอบขวั้น
1.5 ความสูงของกิ่งตอน 45-55 ซม. (ไม่ควรเกิน 60 ซม.)
1.6 กิ่งตอนไม่ควรเพาะชำ อยู่ในถุงนานเกิน 6 เดือน
2. หากเลือกใช้ต้นพันธุ์ส้มเป็นต้นตอที่ติดตาหรือเสียบยอด ควรเลือกที่มีลักษณะดังนี้
2.1 ต้นพันธุ์สม้ จากแหล่งหรือผู้ขายท่เีชื่อถือได้หรือได้ผ่านการรับรองการปลอดโรค
2.2 ต้นพันธุ์ส้มแข็งแรงไม่เป็นโรคกรีนนิ่งและโรคทริสเตซ่าหรือโรคไวรัสอื่นๆ และมีลักษณะที่ดีตรงตามสายพันธุ์
2.3 ต้นพันธุ์ส้มไม่ควรปลูกอยู่ในถุงเพาะชำ ภายหลังการติดตาหรือเสียบยอดเกินกว่า 1 ปี
2.4 เลือกใช้ชนิดของต้นตอส้มให้เหมาะสมกับพันธุ์ส้มและสภาพของดินที่ปลูก
2.5 พื้นที่ที่จะปลูกต้นส้มปลอดโรค ควรหากไกลจากแหล่งปลูกเดิม
2.6 ต้องระมัดระวังการติดโรคภายหลังจากการปลูก


3. ระยะเวลาปลูกและวิธีการปลูกที่เหมาะสม
1. สามารถเลือกเวลาปลูกเมื่อใดก็ได้ ถ้าแปลงปลูกมีการติดตั้งระบบนํ้าชลประทาน
2. ควรปลูกในเดือนกรกฎาคม ถึง เดือนตุลาคม หากอาศัยนํ้าฝนโดยไม่มีแหล่งนํ้า
3. กิ่งหรือต้นพันธุ์ส้มที่จะนำ ลงปลูกควรเป็นระยะใบแก่ (ไม่ควรมีใบอ่อน) หากเป็นกิ่งตอนควรให้ปลายรากมีสีเหลืองหรือสีนวล
4. ต้นพันธุ์ส้มติดตาหรือเสียบยอด ควรปลูกโดยการจัดระบบราก
5. ต้นพันธุ์ส้มที่มีรากขดงอโดยเฉพาะรากใหญ่ หากไม่สามารถจัดระบบรากได้ ไม่ควรนำลงปลูก
6. อย่าปลูกต้นพันธุ์ส้มลึก ควรปลูกและกลบหน้าดินให้เสมอขั้วบนของกิ่งตอน หรือเสมอระดับหน้าดินเดิมของถุงเพาะชำ
7. ควรปลูกโดยจัดให้ลำ ต้นหลักของต้นพันธุ์ส้มตั้งตรง ปักหลักไม้รวกและผูกยึดต้นส้มให้แน่นระวังอย่าให้ต้นส้มโยกคลอน
8. ควรหาฟางข้าวหรือเศษพืชคลุมดินบริเวณโขดที่ปลูกต้นส้ม โดยเฉพาะในดินร่วนหรือดินปนทราย

4. การดูแลและการทำงาน (หลังปลูก - ต้นอายุ 1 ปี)
1. ผูกยึดต้นส้มให้แน่นกับหลักไม้รวกที่ปักไว้เพื่อป้องกันไม่ให้ต้นส้มโยกคลอน
2. ต้องให้นํ้าแก่ต้นส้มที่ปลูกใหม่อย่างสมํ่าเสมอและเพียงพอ ระวังอย่าให้ต้นส้มขาดนํ้า
3. หากต้องการให้ปุ๋ยทางดินแก่ต้นส้ม ควรเลือกใช้ปุ๋ยหมัก หรือปุ๋ยคอกเก่า หรือปุ๋ยเคมีสูตร 46-0-0 16-20-0 หรือ 20-20-0 50-55 วัน/ครั้ง ตั้งแต่อายุ 6-12 เดือนหลังปลูก
4. ควรให้ปุ๋ยทางใบสูตรเสมอแก่ต้นส้ม เช่น 30-20-10 19-20-20 เดือนละ 1-2 ครั้ง
5. ในฤดูแล้ง ควบคุมบริเวณทรงพุ่มด้วยเศษพืช ฟางข้าว ต้นถั่ว เปลือกถั่ว
6. ระวังการทำลายของเพลี้ยไฟและหนอนชอนใบในระยะยอดและใบอ่อน
7. ตั้งแต่ต้นส้มอายุ 8 เดือนขึ้นไป ควรตัดแต่งกิ่งกระโดง กิ่งแห้งและกิ่งเป็นโรค
8. อย่าฉีดพ่นสารป้องกันกำจัดวัชพืชใกล้บริเวณโคนต้นหรือทรงพุ่ม
9. ระวังการทำลายของโรคแคงเกอร์หรือโรคใบจุดที่ใบอ่อนในฤดูฝน
10.หากต้องการให้ต้นส้มเติบโตเร็วและแข็งแรง ควรใช้วัสดุปรับปรุงคุณภาพของดิน เช่น อินทรีย์วัตถุ ปูน ให้เหมาะสมกับชนิดของดิน
11.ปลูกซ่อมแซมต้นส้มที่ตายหรือไม่แข็งแรง โดยใช้พันธุ์ส้มที่สมบูรณ์แข็งแรง
12.หากแปลงปลูกอยู่ในสภาพที่โล่ง ใกล้นาข้าว ที่รกร้าง ควรรีบปลูกพืชล้อมที่หรือพืชกำบังลมภายหลังจากที่ปลูกต้นส้มแล้ว
13.หากต้องการปลูกต้นไม้อื่นเป็นพืชเสริมรายได้ ให้เลือกชนิดที่เหมาะสมกับส้มที่ปลูก

5. การดูแลและการทำงาน (ต้นอายุ 1-2 ปี)
1. ให้เริ่มสร้างทรงพุ่มโดยมีลำต้นหลักเพียงลำต้นเดียวและมีกิ่งใหญ่ 3-5 กิ่ง
2. ควบคุมให้แตกยอดอ่อนเป็นรุ่นหรือเป็นชุดพร้อม ๆ กันตั้งแต่ต้นส้มอายุ 1 ปี
3. บังคับการแตกยอดอ่อนให้มีการแตกตาข้างมากกว่าการแตกตายอด
4. การแตกยอดสามารถบังคับให้เกิดได้ทุกๆ 50-55 วันโดยอาศัยวิธีการให้นํ้าเป็นระยะ ๆ
5. ขนาดของใบส้มควรได้มาตรฐาน ใบหนา สีเขียวเข้ม ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหารหลักหรืออาหารรอง
6. การให้ปุ๋ยทางดินควรเริ่มปรับเป็นการให้ 60 วัน/ครั้ง และอาจให้สลับระหว่างปุ๋ยเคมี และ ปุ๋ยอินทรีย์ ปุ๋ยเคมีควรใช้สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16
7. เริ่ม "สอนดอก" เมื่อต้นส้มอายุประมาณ 20-24 เดือน โดย "เว้นนํ้า" หรือ "กักนํ้า" และให้เริ่มผลิยอดพร้อมตาดอกในส้มรุ่นที่ 1 หรือ รุ่น 2
8. หากต้นส้มมีขนาดของใบเล็กกว่าปกติ ให้ควบคุมขนาดของใบโดยการใช้ปุ๋ยทางใบที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) สูง เช่น สูตร 15-30-15 ก่อนการเว้นนํ้าหรือกักนํ้า
9. ในการบังคับการแตกยอดอ่อนพร้อมดอกรุ่นแรก อาจใช้วิธีการกักนํ้าให้ต้นส้มมีสภาพขาดนํ้าในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ ได้ จากนั้นจึง "ขึ้นนํ้า" โดยการรดนํ้าอย่างเพียงพอเพื่อให้ต้นส้มผลิยอดอ่อนชุดใหม่
10.ความสูงของต้นส้มที่เริ่มการบังคับให้ออกดอกและติดผล คือ 1 - 1.5 เมตร หรือเริ่มเก็บผลได้เมื่อต้นมีความสูงประมาณ 2-2.5 เมตร

6. การดูแลการทำงาน (ต้นอายุ 3 ปีขึ้นไป)
1. การตัดแต่งกิ่งต้นส้มให้ตัดแต่งกิ่งกระโดงที่ยาวและมีหนาม กิ่งบิดไขว้ กิ่งเป็นโรคหรือถูกแมลงทำลาย ควรเริ่มตัดแต่งได้เมื่อหมดฤดูฝน หรือในเดือนพฤศจิกายนหรือ เดือน ธันวาคม
2. หากต้นส้มแสดงอาการขาดธาตุอาหารรอง โดยเฉพาะธาตุแมกนีเซียมและธาตุสังกะสี ให้รีบแก้ไขโดยการให้ทางดินหรือการฉีดพ่นทางใบก่อนการบังคับการออกดอก
3. ก่อนการบังคับการออกดอก (ในระหว่างการเว้นให้นํ้าหรือการกักนํ้า) ประมาณ 2 เดือน ถ้าหากต้นส้มมีใบขนาดใหญ่มาก ใบหนาทึบ ให้ฉีดพ่นปุ๋ยทางใบสูตร 15-30-15 หรือ 10-52-17 หรือ 0-52-34 อัตรา 50-60 กรัมต่อนํ้า 20 ลิตร อย่างน้อย 3-4 ครั้ง
4. บังคับให้ต้นแตกยอดอ่อนเป็นชุดพร้อม ๆกัน ในเดือน ธันวาคม ถึงเดือน มกราคม โดยการไม่ให้นํ้าแก่ต้นส้ม "เว้นนํ้า" หรือ "กักนํ้า" ในเดือนตุลาคม ถึงเดือน พฤศจิกายน ให้ต้นส้มมีลักษณะใบแก่เต็มที่และแสดงอาการขาดนํ้าประมาณ 15-20 วัน จากนั้นจึง "ขึ้นนํ้า" โดยการรดนํ้าให้แก่ต้นส้มอย่างเพียงพอจนต้นส้มฟื้นจากอาการขาดนํ้า
5. การให้ปุ๋ยทางดินแก่ต้นส้ม ตั้งแต่อายุ 3 ปีเป็นต้นไป ควรพิจารณาความสมบูรณ์ของต้นส้มขนาดของใบ และผลของการวิเคราะห์ดินเป็นสำคัญ ในสภาพทั่ว ๆ ไปให้ใช้ปุ๋ยเคมี (สูตร 15-15-15 หรือ 16-16-16) สลับกับปุ๋ยอินทรีย์(ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก) ทุก ๆ 2 เดือน   ยกเว้นในฤดูฝนไม่ควรใช้ปุ๋ยคอกที่มีไนโตรเจน (N) สูง และหากใบส้มมีขนาดใหญ่มาก อาจมีความจำเป็นในการเลือกใช้ปุ๋ยที่มีธาตุฟอสฟอรัส (P) และธาตุโปรแตสเซียม (K) สูงสลับแทนบ้าง (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในดินที่เป็นกรด)
6. การขึ้นนํ้าหรือบังคับให้ต้นส้มผลิยอดอ่อนในปลายเดือนธันวาคม ถึง ต้นเดือนมกราคม   สามารถใช้ปุ๋ยเคมีหรือปุ๋ยอินทรีย์อย่างใดอย่างหนึ่งได้ ดอกส้มที่ได้ในเดือนนี้จะเป็นผลผลิต   "รุ่น 1" ที่เก็บได้ในเดือนตุลาคม หรือ พฤศจิกายน ในปีถัดไป

7. การผลิตส้มโชกุนรุ่นตรุษจีนและรุ่นสาร์ทจีน
1.ปัจจัยที่เกี่ยวข้องกับการติดผลของส้มโชกุน
1. อายุการเก็บเกี่ยวของผลส้มโชกุน(หรือ ส้มสายนํ้าผึ้ง) เฉลี่ย 10-11 เดือน
2. การผสมของดอกและผลของส้มโชกุนโดยธรรมชาติจะมีเปอร์เซ็นต์ค่อนข้างสูง
3. เพลี้ยไฟจัดเป็นศัตรูที่มีความสำ คัญมากที่สุด และมีผลต่อการติดผลอ่อนของส้มโชกุน(รวมทั้งส้มสายพันธ์อื่น)
4. การรบกวนการผสมเกสรของดอกส้มโชกุน (รวมทั้งส้มชนิดอื่นๆ) ในวันดอกส้มบานที่จัดเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ดอกส้มและผลอ่อน (ภายหลังจากดอกบาน) ร่วง ได้แก่
4.1ฝนตกในวันดอกส้มบาน (โดยเฉพาะอย่างยิ่งในเวลาเช้า)
4.2รดนํ้าหรือมีการให้นํ้า (อย่างมาก) แก่ต้นส้มในระยะดอกบาน
4.3ฉีดพ่นสารเคมีเกษตรแก่ต้นส้มในระยะดอกบาน
4.4อากาศร้อนจัด (อุณหภูมิสูงเกิน 37-38 C) และความชื้นสัมพัทธ์ตํ่ามาก
4.5ดอกส้มไม่สมบูรณ์แข็งแรง ขนาดดอกเล็ก กลีบสั้น สีขาวหม่นหรือคลํ้า
4.6การทำ ลายของเพลี้ยไฟโดยการดูดนํ้าเลี้ยงที่ดอกตูมและดอกบาน
5.ต้นส้มมีสภาพไม่สมบูรณ์เพราะเป็นโรคกรีนนิ่ง โรคทริสเตซ่า โรครากเน่าและโรคโคนเน่า โรคขาดธาตุอาหาร มักออกดอกจำนวนมาก แต่ติดผลน้อยหรือผลร่วงก่อนกำหนดง่าย
6. ต้นส้มที่ทรงพุ่มทึบมาก ใบมีขนาดใหญ่ผิดปกติ มีการแตกกิ่งก้านยาวและเป็นกิ่งกระโดง ลักษณะเป็นเหลี่ยม มีหนามมากจะออกดอกยากและจำนวนดอกต่อต้นน้อยผลส้มมักมีขนาดใหญ่เกินไป ผลมีนํ้าหนักเบา เปลือกหนา เนื้อน้อยและมีรสจืด
7. ต้นส้มที่ปลูกลึกและค่อนข้างลึก และมีระบบรากฝอยไม่สมบรูณ์ แข็งแรงจำนวนรากน้อย   หรืออยู่ค่อนข้างลึกจากผิวดิน มักแสดงอาการขาดธาตุอาหารได้ง่ายและบ่อยทำให้ต้นส้มอาจติดผลน้อยหรือผลส้มมีขนาดเล็กกว่าปกติ

2. วิธีการบังคับการออกดอกรุ่นตรุษจีน
1. ตัดแต่งกิ่งกระโดงภายในทรงพุ่ม กิ่งแห้ง กิ่งเป็นโรคหรือมีแมลงทำลายทันทีภายหลังจากการเก็บเกี่ยวเสร็จ ในเดือนมกราคม ถึง เดือนกุภาพันธุ์
2. ตัด/ดาย หรือควบคุมวัชพืช ให้เสร็จเรียบร้อย ภายในเดือน มกราคม-กุมภาพันธ์ โดยทำ   พร้อมๆ กับการ "เว้นนํ้า" หรือ "กักนํ้า" ต้นส้ม
3. ควรใส่ปุ๋ยอินทรีย์บริเวณรอบทรงพุ่มในปลายเดือดมีนาคม ถึงเดือนเมษายน
4. สภาพต้นส้ม ก่อนหรือระหว่างการกักนํ้า ควรมีใบแก่ 2 ชุด โดยไม่มีการผลิยอดอ่อนชุดใหม่จึงจะทำให้ต้นส้มมีการสะสมอาหารเพียงพอต่อการออกดอก
5. ต้นส้มที่ไม่มีผลส้ม (รุ่นร้อง)บนต้น ให้รดนํ้าแบบเว้นนํ้า คือ "ไม้เหี่ยวและไม่แตก" ส่วนต้นที่มีผลส้มบนต้น ให้ "กักนํ้า" โดยให้ต้นมีภาพต้นเหี่ยว
6. เมื่อต้นส้มมีใบแก่เต็มที่และ/หรือ แสดงอาการขาดนํ้า (เล็กน้อย) ให้ "ขึ้นนํ้า" โดยการใส่ปุ๋ยและรดนํ้าให้แก่ต้นส้มเพื่อบังคับให้ผลิยอดและใบอ่อน ภายในเดือนมีนาคม หรืออย่างช้า ไม่เกินเดือนพฤษภาคม
7. การ "ขึ้นนํ้า" อาจเลือกใส่ปุ๋ยเคมี (สูตรเสมอ) หรือปุ๋ยคอกให้แก่ต้นส้มและรดนํ้าให้อย่างเพียงพอสมํ่าเสมอดอกส้มจะบานในราวสัปดาห์ที่ 3-สัปดาห์ที่ 4ของการให้นํ้า
8. ดูแลรักษาใบส้มชุดนี้อย่าให้เกิดความเสียหายเนื่องจากการทำ ลายของเพลี้ยไฟ หนอนชอนใบและโรคแคงเกอร์ใบส้มชุดนี้ต้องสมบูรณ์ไม่แสดงอาการขาดธาตุาหาร
9. หากต้นส้มผลิยอดอ่อนพร้อมดอกส้มได้ในเดือนมีนาคม ถึง เดือน พฤษภาคม จะเป็นผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในปลายเดือนกุมภาพันธ์ ถึงต้นเดือนเมษายน ซึ่งตลาดมีความต้องการมาก และเป็นช่วงเวลาที่ไม่มีผลไม้ชนิดอื่น ๆ น้อย

3. วิธีการบังคับการออกดอกรุ่นสาร์ทจีน
1. ต้นส้มที่สามารถบังคับการออกดอกรุ่นสาร์ทจันได้ ต้องมีผลส้มรุ่นที่ 1 (ส้มปี) อยู่จำนวนน้อยหรือไม่มีผลส้มรุ่น 1
2. ต้องเป็นต้นส้มที่มีการแตกยอดอ่อนจำ นวนมาก (หรือยอดอ่อนพร้อมดอก) เมื่อเดือน พฤษภาคม ถึง เดือน มิถุนายน
3. ต้องมีการบังคับให้ต้นส้มแตกยอดอ่อน ระหว่างปลายเดือน กรกฎาคมถึงปลายเดือนสิงหาคม
4. สภาพต้นส้ม ก่อนหรือระหว่างการกักนํ้า ควรมีใบแก่ 2 ชุด โดยไม่มีการผลิยอดอ่อนชุดใหม่จึงจะทำให้ต้นส้มมีการสะสมอาหารเพียงพอต่อการออกดอก
5. การควบคุมให้ต้นส้มแตกใบอ่อนจะใช้วิธีการ "กักนํ้า" และการฉีดพ่นปุ๋ยที่มีค่า P สูง
6. เมื่อต้นส้มมีใบแก่เต็มที่ และ/หรือ แสดงอาการขาดนํ้า (เล็กน้อย) ให้ "ขึ้นนํ้า" โดยการใส่ปุ๋ยและรดนํ้าให้แก่ต้นส้ม เพื่อบังคับให้ต้นส้มผลิยอดและดอก ภายในปลายเดือน กันยายน   หรืออย่างช้า ไม่เกินต้นเดือนพฤศจิกายน
7. การ "ขึ้นนํ้า" อาจเลือกใส่ปุ๋ยเคมี(สูตรเสมอหรือตัวท้ายสูง)ให้แกต้นส้มและรดนํ้าให้เพียงพออย่างสมํ่าเสมอดอกส้มจะบานในราวสัปดาห์ที่3-สัปดาห์ที่4ของการขึ้นนํ้า
8. ดูแลรักษาใบส้มชุดนี้อย่าให้เกิดความเสียหายเนื่องจากการทำ ลายของ เพลี้ยไฟ หนอนชอนใบ และโรคแคงเกอร์ ใบส้มชุดนี้ต้องสมบูรณ์ไม่แสดงอาการขาดธาตุอาหาร
9. หากต้นส้มผลิยอดอ่อนพร้อมดอกส้มได้ในเดือนตุลาคมถึงเดือนพฤศจิกายน จะเป็นผลผลิตที่สามารถเก็บเกี่ยวได้ในเดือนสิงหาคม ถึง ต้นเดือน กันยายน ซึ่งตลาดมีความต้องการมาก   เนื่องจากเป็นช่วงเวลาของเทศกาลสาร์ทจีนและไหว้พระจันทร์
ขอขอบคุณแหล่งความรู้จาก
  • สำนักส่งเสริมและฝึกอบรม  มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • รศ. อำไพวรรณ ภราดร์นุวัฒน์, รศ.ดร. นิพนธ์ ทวีชัย, ดร.ปราณี ฮัมเมอลิ้งค์ ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์
  • ศูนย์ข้อมูลทางการเกษตร
ที่มา http://www.oknation.net/blog/print.php?id=846391


วันอาทิตย์ที่ 2 มีนาคม พ.ศ. 2557

ความปลอดภัยของผักไร้ดิน(Hydroponics)


ทศวรรษนี้คนไทยเริ่มสนใจในเรื่องการดูแลสุขภาพของตนเองในเชิงป้องกัน “สร้าง นำ ซ่อม” เพิ่มขึ้น เพื่อหลีกเลี่ยงการตายผ่อนส่งจากอาหารที่ปนเปื้อนสารพิษ เช่น ไก่เร่งฮอร์โมน  หมูมีสารเร่งเนื้อแดง  ปลาชุบฟอร์มาลีน  นมปนสารปฏิชีวนะ  และผักผลไม้ปนเปื้อนสารฆ่าแมลง  แต่ด้วยวิถีชีวิตที่ถูกเร่งเร้าสู่สังคมการบริโภคตามแนวตะวันตก ทำให้การบริโภคต้องพึ่งพาผลิตภัณฑ์อาหารในเชิงพาณิชย์  จากร้านขายของชำใกล้บ้านสู่ซุปเปอร์มาเก็ต  จากร้านข้าวแกงริมฟุตปาธสู่ภัตตาคารหรู  ซึ่งสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้บริโภคตามระดับกำลังการซื้อและการบริการ นี่หรือคือดัชนีชี้วัดความปลอดภัยของผู้บริโภค  เช่นนั้นหรือ


ผักไฮโดรโปนิกส์มาแรง
                การปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์หรือเทคนิคการปลูกพืชโดยไม่ใช่ดิน ถูกนำเข้ามาเผยแพร่ในประเทศไทยมาเป็นระยะเวลาพอสมควรทว่า การตอบรับของตลาดยังอยู่ในวงแคบ เพราะมีราคาจำหน่ายที่ค่อนข้างแพงแถมไม่มีใครตระหนักถึงความปลอดภัยในการบริโภคพืชผักหรือผลไม้มากนัก
                กระทั่ง 2-3 ปี ที่ผ่านมาเมื่อกระแสโลกเริ่มมีการตอบรับในเรื่องสุขภาพมากขึ้น ได้ส่งผลให้ธุรกิจผักไฮโดรโปนิกส์เจริญเติบโตตามไปด้วย โดยเฉพาะตลาดในต่างประเทศ เช่น ออสเตรเลีย  นิวซีแลนด์ อเมริกา อังกฤษ เยอรมันนี ยอดสั่งซื้อในแต่ละปีสูงมาก ถึงขนาดมีต่างชาติเข้ามาใช้ไทยเป็นฐานการผลิตเพื่อส่งออก
                สำหรับประเทศไทยผักไฮโดรโปนิกส์ยังจำกัดอยู่ในกลุ่มคนรักสุขภาพหรือผู้สนใจปลูกผักเป็นงานอดิเรก เพราะแค่การปลูกทดลองเล่น ๆ บริโภคภายในครอบครัว จำนวน  1  โต๊ะ ก็ต้องใช้จ่ายเงินลงทุน ประมาณ 2,000-3,000 บาท  แต่ปรากฎการณ์ที่น่าสนใจคือ ขณะนี้โรงพยาบาลเซ็นต์หลุยส์  ได้ตัดสินใจทดลองปลูกผักไฮโดรโปนิกส์ปรุงอาหารให้กับผู้ป่วย  เกิดขึ้นภายใต้แนวความคิดที่ว่า อาหารถือเป็นปัจจัยสำคัญในการบำบัดรักษา  ซึ่งได้รับการตอบรับอย่างดีและมีผู้อุดหนุนเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ

ปุ๋ยน้ำในระบบไฮโดรโปนิกส์
                การปลูกพืชในสารละลายธาตุอาหารหรือปุ๋ยน้ำโดยให้รากแช่อยู่ในสารละลายโดยตรงหรือบนวัสดุอื่นที่ไม่ใช่ดินและรดด้วยน้ำปุ๋ย พืชผักจำเป็นต้องได้รับธาตุอาหารอย่างครบถ้วน ถ้าได้รับในปริมาณที่ไม่เหมาะสมพืชจะแสดงอาการขาดธาตุอาหาร
ตารางข้อมูลธาตุอาหารที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโตและสูตรธาตุอาหารพืช


สูตรปุ๋ยน้ำที่นำมาใช้ ผักจะได้รับธาตุอาหารอย่างต่อเนื่อง ซึ่งจะมีผลทำให้พืชผักเติบโตเร็วกว่าการปลูกในดิน 1 เท่าตัว  ซึ่งจะช่วยตัดวงจรการเกิดของแมลงศัตรูพืชไปพร้อมกัน  ประเด็นนี้ต้องยอมรับว่าปลอดสารกำจัดศัตรูพืช  แต่ก็อดที่จะหวั่น ๆ ไม่ได้ เมื่อจินตนาการถึงการทดลองในห้องวิทยาศาสตร์ที่มีผักเป็นอุปกรณ์และเรากำลังปรุงสารเคมีลงไปตามความชอบเพื่อให้ผลิตภัณฑ์ของเรา ขาว ๆ อวบ ๆ สดน่ารับประทาน

ปลอดภัยจริงหรือ ?
                ถึงตรงนี้  เชื่ออย่างยิ่งว่า คำถามสำคัญซึ่งเป็นบทสรุปของเรื่องทั้งหมดก็คือ มีหลักประกันความปลอดภัยของพืชผักในระบบไฮโดรโปนิกส์หรือไม่  เพราะปฏิสัมพันธ์โดยตรงระหว่างสารเคมีกับพืช จะเหมือนกับ ไก่เร่งฮอร์โมน หมูมีสารเร่งเนื้อแดง หรือไม่  แม้สารเคมีที่ให้จะเป็นสารปกติที่พืชสมควรได้รับอยู่แล้ว  ไม่ได้เป็นสารเคมีแปลกปลอมไปกว่าปกติแต่อย่างใด  ความเป็นจริงคือ การที่ผักไฮโดรโปรนิกส์ได้รับสารอาหารสมบูรณ์เกินขนาดเช่นนี้  ทำให้มีการสะสมจนอาจทำให้เกิดอันตรายต่อผู้บริโภคได้
ตารางข้อมูลผลกระทบต่อร่างการจากสารอาหารในปริมาณสูง


สารที่ควรจะต้องให้ความสำคัญคือ เกลือไนเตรทและเกลือไนไตรท์ ซึ่งเป็นส่วนประกอบของปุ๋ยอนินทรีย์ โปรตัสเซียมไนเตรท และแคลเซียมไนเตรท  ในพืชผักต่าง ๆ ยิ่งมีการใช้ปุ๋ยพวกไนเตรทเพิ่มขึ้น ก็จะมีผลทำให้มีสารไนเตรทและไนไตรท์เพิ่มมากขึ้น  พืชที่พบว่ามีสารเหล่านี้มากจะเป็นพวกกินใบและกินหัว  โดยเฉพาะระยะที่พืชผักถูกเก็บไว้เพื่อรอการบริโภค          สารไนเตรทจะเปลี่ยนเป็นสารไนไตรท์ โดยแบคทีเรีย  ซึ่งผักบางชนิดอาจมีไนไตรท์สูงถึง 3.6 กรัมต่อผักแห้ง 1 กิโลกรัม
                ความเป็นพิษของไนเตรทและไนไตรท์ในเด็ก  เนื่องจากเม็ดเลือดแดงของเด็กไม่มีเอ็นไซม์ ชื่อ เอ็นเอดีเอช เมธฮีโมโกลบินรีดักเตส (NADH-methemoglobin reductase) เปลี่ยนเมธฮีโมโกบิน  ซึ่งถูกออกซิไดซ์ด้วยไนไตรท์ได้ดีและง่ายกว่า  ฉะนั้นการสะสมของเมธฮีโมโกบินจึงทำให้เด็กมีอาการขาดออกซิเจน ปวดศีรษะ  หายใจหอบ หัวใจเต้นแรง และเร็วกว่าปกติ


ความเป็นพิษของสารไนโตรซามีน  สารนี้เกิดจากเกลือไนไตรท์รวมตัวกับสารอามีน (amines) ซึ่งจะทำปฏิกิริยาได้ดีในสภาพความเป็นกรดสูงในกระเพาะอาหาร สารพิษไนโตซามีนสามารถถูกดูดซึมไปทั่วร่างกาย  ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่า เกลือไนเตรทเป็นสารตั้งต้นของสารก่อมะเร็ง   สารไนโตซามีนมี  4 ชนิดที่ได้รับการพิสูจน์ว่า เป็นสารก่อมะเร็งคือ ไดเมธิลไนโตซามีน (dimethylnitrosamine)  ทำให้เกิดมะเร็งตับ  ไดเอธิลไนโตรซามีน (diethylnitrosamine)  ทำให้เกิดมะเร็งในหลอดอาหาร  เมธิลและตับ  เบนซิลไนโตรซามีน (methylbenzylnitrosamine) และเมธิลเฟนิลไนโตรซามีน (methyphenylnitrosamine) ทำให้เกิดมะเร็งหลอดอาหาร ทั้งหมดนี้น่าจะเป็นสมมติฐาน ของการรับประกันถึงความปลอดภัยของผักไฮโดรโปนิกส์ เท่าที่ตรวจสอบได้

เหรียญสองด้านของการบริโภค
            นักบริโภคนิยมที่ชอบเสาะแสวงหาแหล่งกิน  ตรงไหนมีเปิบพิศดาร เป็นว่าต้องบากบั่นไปชิมให้ได้  สิ่งหนึ่งคือการตอบสนองต่อปุ่มรับรส แต่มุมมืดอีกด้านหนึ่งเป็นสิ่งที่เราก็รู้ ๆ กัน  อยู่เพียงว่าทำอย่างไรเราจึงจะเป็นนักบริโภคที่ฉลาดกิน ฉลาดเลือก  มีข้อมูลที่ค่อยสะกิดสะเกาใจ ไม่หลงไปตามกระแสเท่านั้นเอง  ตัวอย่างกระแสของพืช GMOs ขณะนี้มีการอนุญาตนำถั่วเหลือง GMOs เข้าประเทศได้ แต่ห้ามเพาะปลูก  คนรักสุขภาพและคนทำงานด้านสุขภาพทำได้เพียงรณรงค์ให้ติดฉลากผลิตภัณฑ์ประเภทนี้เท่านั้น  ซึ่งอาจเป็นเส้นทางของผักไฮโดรโปนิกส์ด้วย  แล้วทำไม่เราไม่หันไปกินพืชผักพื้นบ้านที่ให้คุณค่าทางเภสัชบำบัดและโภชนาการสูงกว่าเล่า ?

เอกสารอ้างอิง
กระบวน  วัฒนปรีชานนท์. คู่มือการปลูกพืชแบบไฮโดรโปนิกส์.  ภาควิชาพฤกษศาสตร์  คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย  แสงเทียนการพิมพ์  กรุงเทพมหานคร.2534.
จักรพันธุ์  ปัญจสวรรณ.  พิษภัยในอาหาร.  โอ.เอส.พริ้นติ้ง เฮ้าส์   กรุงเทพมหานคร .2542.
ไมตรี   สุทธจิตต์.  สารพิษรอบตัวเรา.  ภาควิชาชีวเคมี  คณะแพทยศาสตร์  มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ .2541.
วรนันท์   ศุภพิพัฒน์.  อาหาร โภชนาการ  และสารเป็นพิษ.  หน่วยโภชนศาสตร์เชิงทดลอง  คณะแพทย์ศาสตร์ รามาธิบดี  มหาวิทยาลัยมหิดล  กรุงเทพมหานคร  .2538.

วันพุธที่ 26 กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2557

ข้าวเปลือก หลังจากสีข้าวแล้ว ได้อะไร?




ข้าวเปลือกแห้งความชื้น 14.0-14.5% น้ำหนัก 100 กก.
นำมาแยกได้สิ่งสกปรก 1% ผ่านกระบวนการสีกะเทาะเปลือกข้าวออกได้แกลบ 20%
เหลือเป็นข้าวกล้องประมาณ 79% ของน้ำหนักข้าวทั้งหมด

ขบวนการแปรรูปขัดข้าว
รำข้าว 10%
ข้าวขาว 69% ของน้ำหนักข้าวทั้งหมด
ใน 69% จะได้ ข้าวท่อน 1/4 1/2 และ 3/4 ประมาณ 2% 5 % และ 8% ตามลำดับ
ที่เหลือได้ข้าวสารประมาณ 54%
หรือเทียบต่อข้าวเปลือก 1 เกวียน ก็ประมาณ 540 กิโลกรัมครับ

การสีข้าวให้ได้มาตรฐานต้องเริ่มจากคัดเลือกวัตถุดิบ (ข้าวเปลือกคุณภาพดี) ไม่ชื้นจนเป็นฟันหนู
หรือแห้งเกินต่ำกว่า 14% ทำให้ข้าวเปราะในระหว่างการสี
การเลือกซื้อข้าวเปลือกมีข้อตกลงให้พิจารณาการเลือกซื้อกว่า 13 รายการ เป็นข้อตกลงระหว่างชาวนาหรือพ่อค้ากับโรงสีต้องถี่ถ้วน
ข้อสำคัญต้องเลือกใช้ระบบการสีข้าวที่ออกแบบมาเพื่อการสีข้าวแต่ละชนิด เครื่องสีข้าวขาว ข้าวหอม
มะลิ ข้าวนึ่ง ระบบการสีใช้ลูกยางกะเทาะไม่เหมือนกัน รวมถึงการใช้ตะแกรงโยก ตะแกรงเหลี่ยม ตะแกรง
กลม ลูกหินขัดข้าวขาว การพอกกากเพชร เทคนิคการปล่อยข้าวของคนปล่อยข้าวบนร้านสีเพื่อให้ได้%
ข้าวขาวหรือข้าวต้นสูงสุด การตรวจสอบตะแกรงโยกไม่ให้มีข้าวกลับหลัง การใช้ตะแกรงเหลี่ยมคัด%ฯลฯ

นอกจากนี้มีเทคนิคการลดต้นทุน เพิ่มประสิทธิภาพบางอย่าง กรณีมีเครื่องอบลดความชื้นไม่ทันข้าวเปลือกต้นฤดู เอาข้าวเปลือกแห้งความชื้นต่ำ 14%ผสมกับข้าวเปลือกความชื้นระดับ 16-18% สีพร้อมกันช่วยให้ได้ข้าวสารมี%ที่ไม่แตกต่างจากการสีข้าวเปลือกที่ 14%
ทำให้ได้ข้าวต้นคงเดิม และการสีข้าวนึ่ง มี%ข้าวต้นมากกว่าการสีข้าวธรรมดาเนื่องจากข้าวเปลือกผ่านการทำให้สุกที่อุณหภูมิ 60-70 องศาเซลเซียส เวลา 2-3 ชม.
แป้งในเมล็ดข้าวจะแกร่งและเหนียว ไม่เปราะง่ายในระหว่างการสีแปรสภาพ %ข้าวต้นที่ได้จากการสีจึงไม่เท่ากัน
ขึ้นกับเจ้าของโรงสีมีเทคนิคการบริหารจัดการและวิธีการใช้เทคโนโลยีการสีแปรสภาพที่ไม่เหมือนกัน

ว่ากันว่าในกระบวนการแปรสภาพข้าวเปลือกแต่ละเมล็ดที่ผ่านไปตามตะแกรง พัดลมดูดและท่อต่างๆรวมกันยาวกว่า 1 กม.มันจะถูกการเสียดสีและให้ความร้อนไปในตัว ความชื้นข้าวเปลือกระดับ 17-18% มันก็ถูกทำให้ลดลงไปในตัว %ข้าวต้นที่สีได้ก็คุณภาพเหมือนเดิม เทคนิคนี้ไม่ได้ทำให้ข้าวเหลืองหรือทำเพื่อลดคุณภาพข้าว แต่ถ้ารับข้าวเปลือกต้นฤดูความชื้น 27-28%  มีข้าวเปลือกเข้าพร้อมๆกันจำนวนมาก เครื่องอบลดความชื้นข้าวเปลือกทำงานไม่ทันให้แห้งภายใน 2-3 วัน ข้าวมันก็เหลืองตั้งแต่ยังไม่สีแปรสภาพแล้วครับ

ข้าวที่ความชื้น25-30ลดลงมาที่17-18ง่ายครับลดได้เร็ว แต่จาก16-17จะให้ไปที่14มันลดช้ามาก
เคยเช็คเวลาตากในลาน เทข้าว 25-28ตอนเช้าบ่ายนี่จะเหลือ16-17แต่จะได้14นี่ต้องไปเก็บเย็นเลย
ถ้าผสมแล้วสีออกมาใช้เครื่องวัดจะไม่รู้ ที่มันจะเหลืองมันจะเหลืองเมล็ดที่ไม่แห้ง สีแล้วต้องไม่เก็บไว้ที่เรานาน
ถ้าเหลืองตอนข้าวเปลือกมันจะเหลืองเสมอ แต่วิธีนี้มันจะโดดเป็นบางเมล็ด










ที่มา http://pantip.com/topic/30569975

วันอาทิตย์ที่ 26 มกราคม พ.ศ. 2557

โรงเพาะเห็ดไฮเทค โกยรายได้ดี เห็ดงอกงามไม่ต้องแคร์ฟ้าฝน



   ผู้สื่อข่าวรายงานว่า  คุณประยูร จวงจันทร์ อาจารย์ประจำภาควิชาวิศวกรรมอิเล็กทรอนิกส์  คณะวิศวกรรมศาสตร์  ม.เทคโนโลยีมหานคร ประสบความสำเร็จในการคิดค้น โรงเพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์” รูปแบบใหม่ ที่เอื้อต่อการเจริญเติบโตของเห็ดได้ตลอดทั้งปี แถมมีรสชาดดีกว่าเห็ดที่ขึ้นตามธรรมชาติเสียอีก
          อาจารย์ประยูรกล่าวถึงที่มาของแนวคิดในการทำโรงเพาะเห็ดไฮเทคว่า  การเพาะเห็ดในปัจจุบันทำได้ยากขึ้นเนื่องจากการแปรปรวนของอากาศที่รวดเร็วในแต่ละวัน ทำให้การควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และแสง  ที่เหมาะสมสำหรับเห็ดแต่ละชนิดทำได้ลำบาก โดยส่วนใหญ่ผู้เพาะเห็ดจะต้องคอยตรวจสอบ อุณหภูมิ ความชื้น ในโรงเรือนอยู่บ่อยครั้ง และต้องคอยฉีดน้ำให้กับเห็ด เพื่อให้ได้อุณหภูมิและความชื้นอยู่ในช่วงที่เห็ดแต่ละชนิดต้องการ ทำให้ต้องใช้แรงงานในการดูแล และเกิดความผิดพลาดในเรื่องต่างๆ ได้ง่าย และบางเวลาไม่สามารถมาดูแลโรงเพาะเห็ดได้ ทำให้เกิดความเสียหายกับเห็ด เช่น ทำให้เชื้อในก้อนเห็ดไม่แข็งแรงสมบูรณ์ เกิดเชื้อรา และโรคเห็ดเข้าทำลายก้อนเห็ดได้ง่ายน้ำเข้าไปขังในก้อนเห็ด ทำให้ก้อนเห็ดเน่า
           นอกจากนี้การเข้าไปดูแลอาจนำพาเชื้อโรคหรือแมลงเข้าไปทำลายก้อนเห็ดกับทำให้ต้องขาดทุนในการผลิตดอกเห็ด และการเข้าไปดูแลในโรงเพาะเห็ดนานๆ หรือบ่อยครั้ง อาจมีผลทางด้านสุขภาพเนื่องจากสปอร์เห็ดที่กระจายอยู่ภายในโรงเรือน ดังนั้นภาควิชาวิศวกรมอิเล็กทรอนิกส์ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร จึงได้สร้างโรงเพาะเห็ดอิเล็กทรอนิกส์ ระบบ Evaporative (EVAP) หรือ ระบบการระเหยของไอน้ำ และระบบ Air EVAP แบบควบคุมอัตโนมัติขึ้นเพื่อช่วยแก้ไขปัญหาให้กับเกษตรกรผู้เพาะเห็ดขาย ช่วยเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และปลอดสารเคมีในการกำจัดโรค และแมลงปลอดภัยกับผู้บริโภคแล้ว ยังช่วยให้เห็ดมีรสชาติอร่อยเพิ่มมากขึ้นด้วย
          อาจารย์ประยูรอธิบายหลักการทำงานของ ระบบ Evaporative (EVAP) ว่า  จะควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และสเปร์ น้ำให้โรงเพาะเห็ดอัตโนมัติ ผ่านระบบควบคุมอุณหภูมิ ความชื้น และสเปรย์น้ำให้โรงเพาะเห็ดอัตโนมัติ ผ่านระบบควบคุมสมองกลอิเล็กทรอนิกส์ฝังตัว หรือกล่องควบคุมอัจฉริยะนั่นเอง มี 9 หน้าที่ในการสั่งงานตามสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงในโรงเรือนเพื่อปรับความชื้นและอุณหภูมิให้เหมาะสมกับเห็ดอยู่ตลอดและทันท่วงที ระบบสามารถตรวจสอบปริมาณก๊าซคาร์บอนไดอ๊อกไซน์ที่สะสมในโรงเรือนออกโดยอัตโนมัติ เพื่อให้เห็ดมีดอกที่สมบูรณ์ และออกดอกในปริมาณที่มากขึ้น สามารถปรับปริมาณแสงที่เหมาะสมซึ่งจะทำให้เห็ดมีดอกที่สวยงาม มีการออกดอกสม่ำเสมอ
          นอกจากนี้ระบบยังสามารถตั้งเวลาในการเปิดปิดทุกอุปกรณ์ในการควบคุมเองได้ เพื่อเข้าไปเก็บผลผลิตเห็ด ตามเวลาที่ผู้ใช้กำหนด หลังจากเก็บผลผลิตเสร็จระบบก็จะสั่งให้ทำการเปิดระบบควบคุมต่างๆ ใหม่เองโดยอัตโนมัติ ระบบควบคุมนี้ผู้ใช้สามารถที่จะตั้งค่า ช่วงของอุณหภูมิและความชื้นได้เอง ตามความเหมาะสมของเห็ดแต่ละชนิด 
         อาจารย์ประยูรกล่าวอีกว่า  ระบบนี้ สามารถนำไปเพาะเห็ดได้หลายชนิดไม่ว่าจะเป็นเห็ดเมืองหนาว เช่น เห็ดออเรนจิ เห็ดเข็มทอง เห็ดหอม เห็ดถั่งเฉ้า เห็ดเย็นชื้น เช่น เห็ดนางฟ้าภูฏาน เห็ดตระกูลนางรม เห็ดเป๋าฮื้อ เห็ดหลินจือ เห็ดร้อนชื้น เช่น เห็ดขอนขาว เห็ดฟาง เป็นต้น ซึ่งจะขึ้นอยู่กับอุปกรณ์เพิ่มเติมที่จะถูกควบคุม ช่วยลดแรงงาน ความเสี่ยงในการที่ก้อนเห็ดจะเสียหาย ความปลอดภัยจากสปอร์เห็ดของผู้ดูแล
         รวมทั้งช่วยประหยัดน้ำและพลังงาน ยืดอายุก้อนเห็ดให้เก็บได้นานขึ้น 10-25% เพราะเชื้อเห็ดจะแข็งแรง ลดการเสียของก้อนเห็ดได้ 20-30% ทำให้ได้ผลผลิตมากขึ้น 15-20% เห็ดมีคุณภาพ สด สะอาด รสอร่อย ปลอดสารเคมี เป็นที่ต้องการของตลาด ขายได้ราคาสูงขึ้น และสามารถคืนทุนได้ภายใน 6-8 เดือนเท่านั้น   สำหรับผู้สนใจสามารถแวะเยี่ยมชมโรงเพาะเห็ดแห่งนี้ได้ที่  ม.เทคโนโลยีมหานครได้ตั้งแต่บัดนี้เป็นต้นไป นอกจากนี้ ทางสถาบันฯยังพร้อมแบ่งปันหลักสูตรเพาะเห็ดเงินล้านแก่ผู้สนใจทุกท่าน โดยติดต่อ สอบถามข้อมูลเพิ่มเติมได้ที่เบอร์โทร. 02-9883655 ต่อ 1105-7 สำนักประชาสัมพันธ์และบริการวิชาการ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีมหานคร