วันอาทิตย์ที่ 23 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

มะฮอกกานีต้นไม้สู้พายุไต้ฝุ่น



ประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเห็นชาว ฟิลิปปินส์ปลูกไม้ต้นขนาดใหญ่ เช่น มะฮอกกานี เอาไว้ตามถนนหนทางทั้งในมะนิลาและเกซอนซิตี แต่ละต้นมีอายุไม่ใช่น้อย ลำต้นอ้วนขนาดคนโอบ

เขาปลูกกันตาม บาทวิถีแคบๆ หน้าอาคารที่ทำการ บริษัทและตึกแถวอย่างไม่ยี่หระต่อแรงลมพายุไต้ฝุ่น ซึ่งพัดกระหน่ำเข้าใส่เกาะลูซอนปีหนึ่งไม่ต่ำกว่า 10 ลูกทีเดียว

เรา ได้แต่ประหลาดใจว่ามะฮอกกานี มันมีดีอะไรหนอ ถึงได้ทนทานไม่โค่นล้มทั้งที่กิ่งก้านหักฉีก นี่ถ้าเป็นหน่วยงานกรมทางหลวงของบางประเทศคงตัดลำต้นจนไม่เหลือร่มเงาให้ชาว บ้านร้านตลาด หรือคนเดินถนนกันแล้ว

มะฮอกกานีนั้นมีขนาดค่อนข้างใหญ่ สูง 30-35 เมตรเป็นเรื่องธรรมดา ลำต้นมีเส้นผ่าศูนย์กลาง 50-120 เซนติเมตร ตามแต่อายุ และพื้นที่ของฟิลิปปินส์และอินโดนีเซีย ปลูกมะฮอกกานีกันมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งบริเวณพื้นที่ระดับ 700 เมตร โดยได้ปลูกต้นไม้ชนิดนี้ซึ่งเป็นญาติอันใกล้ชิดกับสะเดา ที่ได้กล่าวถึงในฉบับที่ผ่านมา แต่มะฮอกกานีมีใบใหญ่กว่ามาก ขอบใบเรียบ ไม่หยักหรือเป็นร่อง ผิวใบบนเป็นสีเขียวคล้ำ ใบแก่มักร่วงหล่นไปพร้อมแทงใบใหม่ ดูคล้ายกับไม่ผลัดใบ ใบอ่อนสีม่วงอ่อน และเปลี่ยนเป็นสีเขียวเข้มขึ้นตามอายุ

มะฮอกกานีออกดอกเป็นช่อสีขาว โดยแทงช่อออกปลายกิ่งก้านเมื่อผสมเกสรแล้วจึงพัฒนาไปเป็นผล ติดผลประมาณ 1-3 ผลต่อช่อ ผลมีขนาดใหญ่ สีน้ำตาล ผิวเรียบแข็งแรง แต่เมื่อแก่จัด เปลือกหุ้ม ผลจะแตกอ้า เมล็ดในจะแบน มีปีกยาว 5-8 เซนติเมตร ให้เก็บผลแกจัดมาตากแดดให้ผลแตกแ ละแคะเอาเมล็ดมาตัดปีกออก นำเมล็ดมาเพาะในกระบะและย้ายปลูกเมื่อมีใบจริง 1 คู่ เมื่อมีอายุได้ 6 เดือน จึงย้ายลงแปลงกลางแจ้ง โดยใช้ระยะห่าง 4x4 เมตร

การปลูกต้น มะฮอกกานีในเมืองไทยให้พบความสำเร็จ มีเทคนิคอยู่ที่ว่าควรปลูกสลับกับไม้ต้นสะเดาไทย ไม่ควรปลูกมะฮอกกานีเป็นสวนป่าชนิดเดียวกันโดยเด็ดขาด เทคนิคนี้ต้องยกเครดิตให้กับ คุณสมยศ กิจค้า นักวิชาการของศูนย์จัดการเมล็ดพันธุ์ ไม้ป่าอาเซียนแคนาดา สำนักงานวิชาการ ป่าไม้ กรมป่าไม้ คุณสมยศ ได้กล่าวไว้ในคู่มือการส่งเสริมปลูกป่าเอกชนว่า หากปลูกต้นสะเดาไทยแทรกไว้แถวเว้นแถว จะช่วยลดอัตราเสี่ยงต่อการเข้าทำลายของแมลงเจาะยอดหรือลำต้นได้มาก ที่เป็นเช่นนี้เพราะต้นสะเดาไทยมีสารอซาดิราชทิน Azadirachtin ซึ่งเป็นยาป้องกันปราบปรามศัตรูพืช ซึ่งปลอดภัยกับมนุษย์เป็นอย่างมาก

ต้น มะฮอกกานีนั้นอาจขยายพันธุ์ได้โดยการนำหน่อจากต้นแม่ที่ตัดโค่นลงหรือทำให้ บางส่วนแตกหน่อใหม่ แล้วจึงแยกหน่อเหล่านี้ (อายุ 2 เดือน) มาปักชำ โดยทาฮอร์โมนเร่งราก หน่อจะแตกรากได้ดี เมื่อมีอายุ 2 เดือน จึงย้ายลงปลูกในแปลงได้

เทคนิคดังกล่าวโดดเด่นเพราะต้นมะฮอกกานีที่ ได้จะถอดแบบมาจากต้นแม่ที่ดีเด่นนั้นทุกประการ เช่นต้นตรงทนต่อแมลงเจาะลำต้นหรือเจาะยอด และใช้แพร่พันธุ์มะฮอกกานีที่ดีออกไปได้

ต้นมะฮอกกานีมีอยู่ 3 ชนิด ทั้งหมดมาจากอเมริกาเขตร้อน เช่น เม็กซิโก ตอนกลาง อเมริกากลาง และเวสต์อินดีส์ นอกจากนี้ยังพบในอเมริกาใต้อีกด้วย แต่ในเอเชียนั้นประเทศที่รู้คุณค่าของมะฮอกกานี และปลูกกันแพร่หลายคงได้แก่ ฟิลิปปินส์ อินโดนีเซีย และมาเลเซีย

มะฮอกกานี ให้เนื้อไม้ที่ดีที่สุดในโลก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อใช้ในการทำเฟอร์นิเจอร์ราคาแพงใช้ตกแต่งบ้าน ที่นิยมกันมากเช่นนี้คงเป็นเพราะมีทั้งความงดงามของเนื้อไม้บวกกับความง่าย ในการแปรรูปเนื้อไม้นั่นเอง

คำว่ามะฮอกกานีนั้นใช้ ได้กับต้นไม้อีกสกุลหนึ่งคือ แอฟริกันมะฮอกกานี (Khaya) ซึ่งลักษณะคล้ายมะฮอกกานีแท้ๆ แต่คุณภาพเนื้อไม้จะต่ำกว่ามะฮอกกานีสกุล Swietenia

ในฟิลิปปินส์นั้นถ้าเอ่ยคำว่าฟิลิปปินส์มะฮอกกานีนั้น เขาหมายถึงเนื้อไม้ที่ตัดเลื่อยออกมาจากไม้ต้นสกุลยางนา เช่น สกุล Shorea และ Parashorea ซึ่งมีลักษณะใกล้เคียงกับไม้ต้นมะฮอกกานีแท้ๆ

จะ อย่างไรก็แล้วแต่ นอกจากมีเนื้อไม้สวยงามตกแต่งด้วยเลื่อยและกบได้ง่าย มีค่า ราคาแพงแล้ว ต้นมะฮอกกานีใบใหญ่ (S.macrophylla) นั้น ทนทานต่อลมพายุไต้ฝุ่นหรือไซโคลนในฟิลิปปินส์ได้อย่างเด็ดขาด หันมาปลูกมะฮอกกานีใบใหญ่เป็นไม้ต้นต้านพายุกันเถอะ




ขอบ คุณข้อมูลจากhttp://www.posttoday.com/

วันเสาร์ที่ 22 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

หลัก การออกแบบระบบให้น้ำแก่พืชแบบฉีดฝอย 3

การคำนวณหาขนาดท่อ และความดันสูญเสีย

เกณฑ์ที่ใช้กำหนดขนาดและความยาวของท่อ คือ เกณฑ์ 20 % ซึ่งกล่าวว่า การแปรผันของความดันในท่อแขนง ซึ่งประกอบด้วยความดันสูญเสียและความแตกต่างของระดับ จะต้องไม่เกิน 20 % ของความดันของหัวจ่ายที่เลือกใช้ ในกรณีที่เกิน 20 % ต้องกำหนดขนาดท่อให้ใหญ่ขึ้น หรือ ลดความยาวของท่อลง การที่ความดันของหัวสปริงเกอร์ต้องแตกต่างกันไม่เกิน 20 % ก็เพื่อทำให้อัตราการไหลของน้ำที่ออกจากหัวสปริงเกอร์ต้องแตกต่างกันไม่เกิน 10 % ซึ่งจะทำให้น้ำมึความสม่ำเสมอ

น้ำที่ไหลผ่านท่อจะเกิดการสูญเสียความดัน ความดันของน้ำต้นทางจะสูงกว่าปลายทางเสมอ ดังนั้น หัวสปริงเกอร์ที่อยู่ใกล้กับปากท่อก็จะมีความดันสูงกว่าปลายทาง ในกรณีที่มีหัวสปริงเกอร์หรือจุดที่น้ำออกมากกว่า 2 หัว มักจะใช้ตัวคูณ คูณกับความดันสูญเสียที่คำนวณได้ กล่าวคือ

ถ้ามีจุดที่น้ำออก 2 จุด ตัวคูณ = 0.5

ถ้ามีจุดที่น้ำออกมากกว่า 2 จุด ตัวคูณ = 0.4

สำหรับการคำนวณหาความดันสูญเสียนั้น มักจะใช้สูตรซึ่งขึ้นอยู่กับขนาดและชนิดของท่อ รวมทั้งอัตราของน้ำที่ไหลผ่านท่อ แต่เพื่อความสะดวกก็สามารถหาได้จาก ตารางต่อไปนี้

ตารางแสดง ความดันสูญเสียของน้ำที่ไหลในท่อพีวีซี ชั้น 8.5 ขนาด 1/2 , 3/4,1,1 1/4 นิ้ว

ตารางแสดง ความดันสูญเสียของน้ำที่ไหลในท่อแอลดีพีอี ชั้น 2.5 ขนาด 16, 20, 25 ม.ม.

ความเร็วของน้ำในท่อ ไม่ควรเกิน 2 เมตร/วินาที ถ้าเกินจะเป็นการไหลแบบอลหม่าน ซึ่งจะเกิดการสูญเสียความดันมาก ดังนั้น จึงกำหนดความเร็วสำหรับการคำนวณไว้ดังนี้

1.5 เมตร/วินาที สำหรับความยาวท่อไม่เกิน 1,000 ม.

1 เมตร/วินาที สำหรับความยาวเกิน 1,000 ม.

การคำนวณหาขนาดของท่อ และความดันสูญสีย จะต้องเริามจากหัวสปริงเกอร์หัวสุดท้ายที่อยู่ในแปลงที่ไกลที่สุด โดยการคำนวณหาขนาดท่อแขนง ท่อเขาควาย ท่อรองประธาน ท่อประธาน กลับไปสู่จุดติดตั้งเครื่องสูบน้ำ จึงจะสามารถกำหนดความดันและอัตราการไหลของเครื่องสูบน้ำที่ต้องการใช้ได้

โดยปกติ การสูญเสียความดันที่เกิดขึ้นจากท่อเนื่องจากน้ำไหลผ่าน จะมีความสำคัญมากกว่าการสูญเสียความดันเนื่องจากน้ำไหลผ่านอุปกรณ์ต่อท่อ ต่างๆ ดังนั้น ในการคำนวณจึงมักจะไม่คำนึงถึงการสูญเสียความดันในอุปกรณ์ต่อท่อ โดยมักจะตัดทิ้งไป แต่ถ้าหากว่าเป็นการไหลของน้ำในระบบท่อสั้นๆ และมีอุปกรณ์ต่อท่อมาก การสูญเสียความดันในอุปกรณ์ต่อท่อนี้จะมีความสำคัญขึ้นมา และเป็นตัวแปรที่จะต้องนำค่าเหล่านี้มาคำนวณ เพื่อหาการสูญเสียความดันทั้งหมดที่เกิดขึ้นของระบบท่อด้วย

ตัวอย่างที่ 2

สมมติว่าได้วางผังเดินท่อโดยแบ่งเป็น 4 โซล เท่าๆ กัน แต่ละโซนคุมด้วยประตูน้ำ 1 ตัว จงหาขนาดของท่อแขนง ก - ข ท่อเขาควาย ข - ค ท่อรองประธาน ค - ง ท่อประธาน ง - จ , จ - ฉ และความดันที่จุดต่างๆ โดยกำหนดให้พื้นที่ราบเรียบ ไม่มีความลาดเอียง

การหาขนาดท่อแขนง ก - ข

จากแผนผังในรูปที่ 3 อัตราไหลของน้ำในท่อแขนง ก - ข = 5 x 120 = 600 ลิตร / ซ.ม. = 0.6 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

ความยาวท่อแขนง ก - ข =(5x4) + 2 = 22 ม.

ถ้ากำหนดให้ความดันใช้งานของหัวสปริงเกอร์ 10 ม. และความดันของสปริงเกอร์ในแปลงแตกต่างกันไม่เกิน 20 % เพื่อทำให้อัตราให้น้ำมีความสม่ำเสมอ ซึ่งก็คือไม่ควรเกิน (10x20)/100 = 2 เมตร

เมื่ออัตราการไหล = 0.6 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม. ความยาวท่อ 22 เมตร

1. ถ้าเลือกใช้ท่อพีอี เส้นผ่าศูนย์กลาง 16 มิลลิเมตร จากตารางที่ 7 จะเกิดความดันสูญเสีย 15.2 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

ดัวนั้น ความดันสูญเสีย = (15.2 x 22) / 100 = 3.34 ม.

แต่มีจุดที่น้ำออกหรือหัวสปริงเกอร์มากกว่า 2 จุด ตัวคูณ = 0.4

ความดันสูญเสียที่เกิดจริง = 3.34 x 0.4 = 1.34 เมตร

2. ถ้าเลือกใช้ท่อพีอี เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 มิลลิเมตร จากตารางที่ 7 จะเกิดความดันสูญเสีย 4.8 % ความเร็ว 0.7 ม. / วินาที

ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.8x22) / 100 = 1.06 ม.

ความดันสูญเสียที่เกิดจริง = 1.06 x 0.4 = 0.42 ม.

ในกรณีที่ความดันสูญเสียไม่เกิน 2 เมตร และความเร็วของน้ำในท่อไม่เกิน 1.5 ม./วินาที ก็สามารถเลือกใช้ท่อได้ทั้ง 2 ขนาด ในที่นี้สมมติว่าเลือกใช้ ท่อแขนง ก - ข เป็นท่อพีอี เส้นผ่าศูนย์กลาง 20 มิลลิเมตร ความดันสูญเสีย = 0.42 ม.

การหาขนาดของท่อเขาควาย ข - ค

เมื่อท่อแขนง ก - ข สูญเสียความดันไปแล้ว 0.4 เมตร

ดังนั้น ท่อเขาควาย ข - ค ควรมีความดันสูญเสียไม่เกิน = 2 - 0.42 = 1.58 เมตร

จากแผนผังในรูปที่ 3 ความยาวท่อเขาควาย ข - ค = (3x5) + 2.5 = 17.5 ม. โดยส่งน้ำให้ท่อแขนง 4 ท่อ

ดังนั้น อัตราการไหลในท่อเขาควาย ข - ค = 0.6 x 4 = 2.4 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

1. ถ้าเลือกใช้ท่อ เป็น พีวีซี เส้าผ่าศูนย์กลาง 3/4 นิ้ว จากตารางที่ 6 ความดันสูญเสีย = 17.7 % ความเร็ว 1.8 ม./วินาที โดยมีจุดที่น้ำออกมากกว่า 2 จุด

ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (17.7 x 17.5) / 100 x 0.4 = 1.24 ม.

2. ถ้าเลือกท่อ เป็นพีวีซีเส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว จากตารางที่ 6 ความดันสูญเสีย = 3.9% ความเร็ว 0.9 ม./วินาที โดยมีจุที่น้ำออกมากกว่า 2 จุด

ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (3.9 x 17.5) / 100 x0.4 = 0.27 ม.

ดังนั้น จึงควรเลือกใช้ท่อ พีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว เพราะความดันสูญเสีย = 0.27 ม. ไม่เกิน 1.58 ม. และความเร็วไม่เกิน 1.5 ม./วินาที

ดังนั้น ความดันที่จุด ค. = ความดันของมินิสปริงเกอร์ที่ ก. + ความดันสูญเสียในท่อ ก - ข + ความดันสูญเสียในท่อ ข - ค

= 10 + 0.42 + 0.27

= 10.69 ม.

การหาขนาดของท่อรองประธาน ค - ง

จากแผนผังในรูปที่ 3 ท่อรองประธาน ค - ง ยาว 2 เมตร ส่งน้ำให้ท่อเขาควาย 2 ท่อ คือ ข - ค 1 ท่อ และด้านล่างอีก 1 ท่อ

ดังนั้น อัตราการไหล = 2400 x 2 = 4800 ลิตร / ซ.ม. = 4.8 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

1. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 14.1 % ความเร็ว 1.9 ม./วินาที

2. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี เส้นผ่าศูนย์กลาง 1 1/4 นิ้ว ความดันสูญเสีญ = 4.5 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

ในกรณีนี้ควรเลือกใช้ท่อ พีวีซี ขนาด 1 1/4 เพราะความเร็ว ไม่เกิน 1.5 ม. /วินาที

ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.5 x 2) / 100 = 0.09 ม.

การหาขนาดของท่อประธาน ง - จ

จากแผนผังในรูปที่ 3 ท่อ ง - จ ยาว 40 เมตร อัตราการไหล = 4.8 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

1. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี ขนาด 1นิ้ว ความดันสูญเสีย = 14.1 % ความเร็ว 1.9 ม. / วินาที

2. ถ้าเลือกใช้อท่อ พีวีซี ขนาด 1 1/4 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 4.5 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.5 x 40) / 100 = 1.8 ม.

ในกรณีนี้ ควรเลือกใช้ท่อพีวีซี ขนาด 1 1/4 นิ้ว เพราะความเร็ว ไม่เกิน 1.5 ม./ วินาที

ดังนั้น ความดันที่จุด จ = 10.69 + 0.09 + 1.8 = 12.58 ม.

การหาขนาดของท่อประธาน จ - ฉ

จากแผนผังในรูปที่ 3 ท่อ จ - ฉ ยาว 27.5 อัตราการไหล = 4.8 ลูกบาศก์ / ซ.ม.

1. ถ้าเลือกใช้ท่อพีวีซี ขนาด 1 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 14.1 % ความเร็ว 1.9 ม. / วินาที

2. ถ้าเลือกใช้ท่อ พีวีซี 1 1/4 นิ้ว ความดันสูญเสีย = 4.5 % ความเร็ว 1.2 ม. / วินาที

ดังนั้น ความดันสูญเสีย = (4.5 x 27.5) / 100 = 1.24 ม.

ในกรณีนี้ ควรเลือกใช้ท่อ พีวีซี ขนาด 1 1/4 นิ้ว เพราะความเร็ว ไม่เกิน 1.5 ม. / วินาที

ดังนั้น ความดันที่จุด ฉ = 12.58 + 1.24 = 13.82 ม.

สำหรับโซนอื่นๆ ที่เหลืออีก 3 โซนนั้น ท่อแขนง ท่อเขาควาย และท่อรองประธาน ก็จะมีขนาดเท่ากับท่อ ก - ข , ข - ค และ ค - ง

การเลือกใช้ เครื่องสูบน้ำ

การเลือกใช้เครื่องสูบน้ำต้องคำนึงถึงอัตรา การไหลสูงสุด และหัวน้ำสูงสุด เมื่อคำนวณหาอัตราหารไหลได้แล้ว ควรจะเพิ่มค่ามากขึ้นไปอีก 10% เพราะอัตราการไหลของน้ำที่ผ่านหัวจ่ายน้ำอาจจะมีความผันแปรเนื่องจากการผลิต สำหรับความดันสูงสุดนั้นคือผลรวมในหน่วย เมตร ของสิ่งต่างๆ ดังนี้

1. ระยะจากผิวน้ำถึงจุดที่สูงที่สุดของระบบให้น้ำ

2. ความดันของหัวจ่ายน้ำ

3. ความดันสูญเสียเนื่องจากความฝืดในท่อต่างๆ ได้แก่ ท่อแขนง ท่อเขาควาย ท่อรองประธาน และท่อประธานที่มีความสูญเสียมากที่สุด

4. ความดันสูญเสียของข้อต่อต่างๆ (ประมาณ 10 % ของความดันสูญเสียในข้อ 3

5. อุปกรณ์ควบคุมต้นทาง (ประมาณ 5 - 10 ม. ขึ้นอยู่กับจำนวนและขนาดของอุปกรณ์ที่ใช้) ซึ่งประกอบด้วยกรอง เครื่องฉีดปุ๋ย ประตูน้ำ มาตรวัดน้ำ มาตรวัดความดัน เป็นต้น

ดังนั้น ตัวอย่างที่ 2 และอาศัยหลักการเลือกใช้เครื่องสูบน้ำจึงสรุปได้ว่า

อัตราการไหลสูงสุดของน้ำในระบบ = 4.8 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม. + 10 %

= 5.28 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม.

สำหรับข้อ 1 นั้นได้จากการวัดในแนวดิ่งจากผิวน้ำถึงจุดที่สูงที่สุดของระบบน้ำ ซึ่งอาจจะเป็นส่วนปลายของหัวสปริงเกอร์ที่ติดตั้งอยู่บนท่อแขนงก็ได้

ข้อ 2 ความดันของหัวมินิสปริงเกอร์ = 10 ม.

ข้อ 3 ความดันสูญเสียที่เกิดจากน้ำที่ไหลผ่านท่อ ก - ฉ = 13.82 ม.

ข้อ 4 ความดันสูญเสียของข้อต่อต่างๆ = 13.82 x 10 % = 1.38 ม.

ข้อ 5 อุปกรณ์ควบคุมต้นทาง = 5 ม.

ดังนั้น ความดันสูงสุด = 8 + 10 + 13.82 +1.38 + 5

= 38.2 ม.

ดังนั้น การเลือกซื้อเครื่องสูบน้ำมาใช้ก็ควรจะตรวจสอบจากแคตตาล๊อกของบริษัทผู้ผลิต เครื่องสูบน้ำหลายๆ รายว่า ยี่ห้อไหน รุ่นไหน มีอัตราการไหล 5.28 ลูกบาศก์เมตร / ซ.ม. และความดันสูงสุด 38.2 ม. ตามความต้องการ ซึ่งในระบบน้ำมักเรียกว่าน้ำ 5.28 คิว และเฮด 38.2 ม. ถ้ามีซ้ำกันหลายยี่ห้อ หรือหลายรุ่นก็ควรจะเลือกใช้เครื่องสูบน้ำยี่ห้อมี่มีประสิทธิภาพสูงที่สุด อย่างไรก็ตามไม่ควรจะเลือกใช้เครื่องสูบน้ำที่มีประสิทธิภาพต่ำกว่า 50 % นอกจากนั้น สิ่งที่ควรนำมาพิจารณาในการเลือกใช้ด้วยก็คือ ยี่ และชื่อเสียงของบริษัทผู้ผลิต ซึ่งจะทำให้ผู้ซื้อมั่นใจได้ว่าจะได้รับบริการหลังการขายตลอดระยะเวลาใช้งาน ของเครื่องสูบน้ำนั้นๆ กล่าวคือถ้าเกิดมีปัญหาใดๆ ขึ้นมากับเครื่องสูบน้ำ ก็จะได้รับการดูแล ซ่อมแซมอย่างรวดเร็ว เพราะมีอะไหล่และช่างไว้พร้อม นอกจากนั้น เครื่องสูบน้ำที่ได้รับมาตรฐาน เช่น ISO ก็ให้ความมั่นใจในการเลือกใช้เพิ่มขึ้นอีก

ที่มา http://www.ku.ac.th/e-magazine/dec50/agri/water3.htm

หลัก การออกแบบระบบให้น้ำแก่พืชแบบฉีดฝอย 2

การแบ่งโซนให้น้ำ

การให้น้ำทีเดียวพร้อมกันทั้งแปลงเหมาะสำหรับแปลงปลูกพืชที่ มีขนาดเล็ก การแบ่งแปลงขนาดใหญ่ออกเป็นแปลงย่อยๆ เรียกว่าโซน แต่ละโซนควรจะมีขนาดใกล้เคียงกัน แล้วให้น้ำทีละโซนจะลดค่าใช้จ่ายในการลงทุนติดตั้งระบบให้น้ำได้มาก เนื่องจากขนาดท่อและอุปกรณ์ต่างๆ จะเล็กลงเป็นสัดส่วนโดยตรงกับจำนวนโซน แต่ก็มีข้อจำกัดอยู่ที่รอบเวรของการให้น้ำ ระยะเวลาในการให้น้ำ จำนวนชั่วโมงในการให้น้ำแต่ละวัน ซึ่งมีความสัมพันธ์กันดังนี้

จำนวนคาบการให้น้ำ ต่อวัน = จำนวนชั่วโมงในการให้น้ำแต่ละวัน / ระยะเวลาในการให้น้ำแต่ละรอบเวร

จำนวนโซนที่จะแบ่ง = จำนวนคาบการให้น้ำต่อวัน x รอบเวรของการให้น้ำ

โดยปกติมักจะให้น้ำวันละไม่เกิน 12 ช.ม. ในช่วงเช้ามืดถึงก่อนค่ำ เพื่อให้พืชมีโอกาสใช้น้ำในการสังเคราะห์แสง

ถ้ากำหนด 1 วัน มีเวลาให้น้ำ 8 ช.ม. ระยะเวลาในการให้น้ำแต่ละรอบเวรคือ 4 ช.ม.

ดังนั้น ใน 1 วัน มีเวลาให้น้ำ = 8 / 4 = 2 คาบ

ถ้ารอบเวรของการให้น้ำเท่ากับ 3 วันต่อครั้ง ดังนั้น จำนวนโซนของพื้นที่ที่จะแบ่งได้ = 2 x 3 = 6 โซน

เมื่อได้จำนวนโซนที่จะแบ่งแล้ว จะต้องพิจารณาถึงลำดับของการให้น้ำที่ทำให้ผู้ใช้มีความสะดวกในการปฏิบัติ งาน เช่น การเรียงลำดับประตูน้ำที่ควบคุมโซนให้อยู่ใกล้กัน ทำให้สามารถเปิดปิดได้ง่าย ไม่ต้องเสียเวลาเดินไปไกล นอกจากนั้นพื้นที่ ของแต่ละโซนควรจะมีความเหมือนกันมากที่สุด พื้นที่ที่แตกต่างออกไปมากควรแยกเป็นโซนพิเศษ ถ้าเป็นไปได้ควรจะแบ่งโซนให้มีรูปสมมาตรกัน เพื่อความสะดวกในการเดินท่อ และการติดตั้งอุปกรณ์ สำหรับข้อดีอีกประการหนึ่งที่สำคัญนั้น ก็คือเมื่อมีน้ำจำกัด แหล่งน้ำไม่สามารถผลิตน้ำในอัตราที่พอเพียงสำหรับการให้น้ำได้ครั้งเดียว ในโซนเดียว

ระบบให้น้ำแบบฉีดฝอยขนาดเล็ก

ระบบให้น้ำแบบฉีดฝอยขนาดเล็กเป็นการให้น้ำ แก่พืชเป็นวง หรือหลายวงบนผิวดินบริเวณเขตรากพืช โดยมีการควบคุมปริมาณน้ำตามความต้องการของพืช น้ำจะถูกพ่นออกจากหัวฉีดฝอยที่ติดตั้งอยู่บนท่อแขนง ซึ่งจะรับน้ำมาจากท่อประธานที่ต่อมาจากเครื่องสูบน้ำ การให้น้ำแบบนี้จึงไม่มีการสูญเสียน้ำระหว่างการส่งน้ำ การสูญเสียของน้ำที่ไหลเลยเขตรากพืช หรือไหลนองไปตามผิวดินก็มีน้อย นอกจากนั้นยังสามารถใส่ปุ๋ย หรือสารเคมีลงไปในน้ำระหว่างการให้น้ำพร้อมกันได้ จึงถือว่าเป็นการให้น้ำแก่พืชที่มีประสิทธิภาพระบบหนึ่ง

หัวฉีดฝอยขนาดเล็กมีให้เลือกใช้หลายชนิดขึ้นอยู่กับคุณสมบัติ ของการออกแบบให้พ่นน้ำออกมา

มิสสเปรย์ เป็นหัวฉีดที่ให้ละอองน้ำขนาดเล็กมาก ฟุ้งกระจายได้ง่าย จึงไม่เหมาะที่จะนำไปใช้ในที่โล่งแจ้ง และลมแรง

ไมโค รเจ๊ท หรือเจ็ทสเปรย์ หรือไมโครส เปรย์ มี รัศมีพ่นน้ำแคบเหมาะสำหรับพืชที่ปลูกระยะชิดหรือต้นไม้ที่ยังมีทรงพุ่มขนาด เล็ก

มินิสปริงเกอร์ หรือไมโครส ปริงเกอร์ เหมาะสำหรับต้นพืชที่มีทรงพุ่มกว้างและระยะปลูกห่าง โดยปกติ หัวสปริงเก อร์ ชนิดนี้จะพ่นน้ำออกมาสู่บริเวณรอบๆ หัวในปริมาณที่มาก และลดน้อยลงเมื่อระยะห่างออกไป

ส่วนการติดตั้งใช้งานระบบนี้นั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของการใช้งานโดยอาจจะเป็นแบบวางบนพื้น ที่ทั้งหัวฉีดและท่อแขนงอยู่บนพื้นดิน แบบเหนือต้นไม้ ที่หัวฉีดอยู่สูงกว่าต้นไม้ แบบแขวนที่หัวฉีดและท่อแขนงยึดติดอยู่กับเส้นลวดเหนือพื้นดิน หรือแบบฝังดินที่ท่อแขวนถูกฝังอยู่ในดิน แต่หัวฉีดฝอยอยู่บนพื้นดิน

ตัวอย่างที่ 1 ถ้าจะปลูกส้มที่กำแพงเพชร เดือนมีนาคม ควรจะให้น้ำเมื่อใด และจะต้องให้เท่าไร โดยกำหนดให้ดินที่ปลูกเป็นดินร่วนปนทราย

จากตารางที่ 2 ดินร่วนปนทราย มีน้ำที่พืชจะนำไปใช้ได้ 0.75 - 1.15 ม.ม . น้ำ/ซม.ดิน เฉลี่ย = 0.95 ม.ม. น้ำ/ซม.ดิน

จากตารางที่ 3 อัตราการระเหยน้ำวัดจากถาดวัดระเหยน้ำ = 5 ม.ม. / วัน

ค่าสัมประสิทธิ์ของถาดวัดการระเหย = 0.8

จากตารางที่ 4 ค่าสัมประสิทธิ์ของส้ม = 0.75

ดังนั้น ความต้องการใช้น้ำของพืช = 5 x 0.8 x 0.75 = 3 ม.ม. / วัน

จากตารางที่ 5 ส้มมีระบบรากลึก = 120 ซม. แต่พืชใช้น้ำส่วนใหญ่ 40 % จากเขตรากที่นับจากผิวดินลงไป โดยอาศัยรากพืชส่วนบนที่ยาว 1/4 ของความยาวทั้งหมด

สมมติว่าส้มทนแล้งหรือการตอบสนองต่อการเครียดน้ำพอสมควร ดังนั้น จึงกำหนดว่าจะยอมให้พืชเอาไปใช้ได้ 50 % ก่อนที่จะให้น้ำครั้งต่อไป

ดังนั้น ความชื้นที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ = 1/4 x 120 x 0.95 x 0.5 = 14.25 ม.ม.

ดังนั้น รอบเวรของการให้น้ำ = ความชื้นที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ / ความต้องการใช้น้ำของพืช = 14.25 / 3 = 4.75 หรือ 5 วัน

ทั้งนี้หมายความว่าจะต้องให้น้ำแก่ส้มทุก 5 วัน

ในกรณีนี้สมมติว่าเลือกมินิสปริงเกอร์ ซึ่งมีประสิทธิภาพ 80 % มาใช้งาน

การที่ได้รอบเวรของให้น้ำ 5 วันครั้ง และความต้องการใช้น้ำของส้ม 3 ม.ม ./ วัน

ดังนั้น ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวร = ( 5 x 3) / 80% = 18.75 ม.ม.

ถ้าระยะปลูกส้ม = 5 x 5 ม. โดยที่ควรจะให้น้ำครอบคลุมพื้นที่ 80 % ของต้น

ดังนั้น พื้นที่วงเปียก = ¶r 2 x 0.8

= 3.14 x 2.5 กำลัง 2 x 0.8

= 15.7 ตารางเมตร

ดังนั้น ปริมาณน้ำที่ต้องการให้ต่อรอบเวร = พื้นที่วงเปียก x ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวร

= 15.7 x 18.75

= 294.4 ลิตร

ดังนั้น รัศมีวงเปียกที่ครอบคลุมพื้นที่ 80% ของต้น = √ 15.7 / 3.14

= 2.2 ม.

หลังจากนั้นจึงตรวจสอบจาก แคตตาล็ อกของบริษัทผู้ผลิตจำหน่ายมินิสปริง เกอร์ ยี่ห้อต่างๆ สมมติว่าเลือกใช้มินิสปริง เกอร์ ยี่ห้อ ก. ที่มีอัตราการให้น้ำ 120 ลิตรต่อชั่วโมง รัศมีวงเปียก 2.2 ม. ความดันใช้งาน 1 บาร์ ( 1 บาร์ มีค่าเท่ากับ 10 ม. ) โดยที่อัตราการให้น้ำที่เลือกใช้นี้ ถ้าคำนวณให้เป็นหน่วย ม.ม. / ซม. ก็จะได้ดังนี้

อัตราการให้น้ำของมินิสปริง เกอร์ = 120 ลิตร / ซม. ÷ พื้นที่วงเปียก

= 0.12 ม 3 / ซม. ÷ 15.7 ม 2

= 7.6 ม.ม. / ซม.

อัตราการให้น้ำนี้มีค่าต่ำกว่าอัตราการซึมน้ำของดิน 10 ม.ม . / ซม. (ตารางที่ 1 ) ซึ่งแสดงว่าจะไม่เกิดน้ำไหลมาชะล้างหน้าดิน

ดังนั้น หลักการที่ได้ดำเนินมาถือว่าใช้ได้

ส่วนระยะเวลาในการให้น้ำ = 294.4 ÷ 120

= 2.45 ชม.

ทั้งนี้หมายความว่า เมื่อเลือกใช้มินิสปริง เกอร์ ยี่ห้อ ก แล้วจะต้องให้น้ำนาน 2.45 ชม. หรือประมาณ 2.5 ซ.ม. จึงจะได้น้ำ 294.4 ลิตร

ถ้ากำหนดให้ 1 วัน มีเวลาให้น้ำ 8 ช.ม.

ดังนั้น จำนวนคาบการให้น้ำต่อวัน = 8 ÷ 2.5 = 3.2 หรือ 3

ซึ่งกล่าวได้ว่าใน 1 วัน จะให้น้ำครบ (หรือ ครั้งๆ ) ละ 2.5 ชม. และจะมีการให้น้ำ ทุกๆ 5 วัน

ดังนั้น จำนวนโซนที่จะแบ่งได้ = 3 ครั้ง / วัน x 5 วัน / ครั้ง

= 15

การให้น้ำทุกๆ 5 วัน ให้ครบ 15 โซน หมายความว่าจะต้องมีการให้น้ำวันละ 15 ÷ 5 = 3 โซน

ถ้าสมมติว่าทีพื้นที่ปลูกส้ม 45 ไร่

ดังนั้น ขนาดของแปลงที่จะไห้น้ำต่อโซน = 45 / 15 = 3 ไร่

ดังนั้นจึงควรจะเริ่มต้นให้น้ำวันละ 3 โซน ๆ ละ 2.5 ช.ม. หรือ 3 ไร่ ทุกๆ 2.5 ช.ม. เป็นเช่นนี้ไปจนครบ 5 วัน ได้พื้นที่ 45 ไร่ แล้วก็จะวนกลับมาเริ่มต้นให้น้ำที่ 3 โซนแรก อีกครั้ง เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

การวางผังเดินท่อ

จำนวนโซนที่แบ่งได้จะเป็นแนวทางในการวางผัง เดินท่อ โดยปกติท่อประธานจะถูกวางอยู่ระหว่างกลางของทุกโซน แล้วต่อท่อรองประธานออกไปพร้อมกับติดตั้งประตูน้ำคุมโซนไว้ เพื่ออำนวยความสะดวกในการเปิดปิด ให้น้ำ ท่อประธานควรจะอยู่ในแนวตรงและสั้นที่สุด ส่วนท่อแขนงที่นำน้ำไปสู่พืชนั้นจะต้องถูกวางให้ตามแนวระดับของพื้นที่ ไม่ควรวางไปตามแนวลาดเอียงของพื้นที่ เพราะอาจจะทำให้ความดันของน้ำในท่อมีความแตกต่างกันมาก ทำให้ต้นพืชได้รับน้ำไม่เท่ากัน

สำหรับท่อ ที่ใช้ในการให้น้ำนั้น ปัจจุบันนิยมใช้ท่อ พีวีซี และท่อพีอี ซึ่งแต่ละชนิดต่างก็มีความเหมาะสมที่จะนำมาใช้งาน

ท่อพีวีซี มีราคาต่ำ หาซื้อง่าย น้ำหนักเบา เชื่อมต่อได้ง่ายโดยใช้กาวและข้อต่อเกลียว โดยสามารถต่อเชื่อมกับท่อชนิดอื่นได้ด้วย นอกจากนี้ยังไม่เป็นสนิม และทนต่อการกัดกร่อนของสารเคมี แต่มีข้อเสียที่แตกหักง่าย ถ้ามีน้ำหนักมากๆ กดทับ ท่อพีวีซี ผลิตขึ้นมายาวท่อละ 4 เมตร และมี 3 ระดับชั้นความดัน (หรือสามารถทนความดันได้) คือ ชั้น 5 , 8.5 , และ 13.5 เมกาพาสคัล ( 1 เมกาพาสคัล มีค่าเท่ากับ 10 ม. ) มีขนาด 1/2 นิ้ว – 16 นิ้ว ( 18 – 600 ม.ม. ) โดยปกติชนิดสีฟ้าเท่านั้นที่เหมาะสมสำหรับระบบให้น้ำ เพราะท่อสีอื่นมีความบางกว่า ทำให้ไม่สามารถทนความดันน้ำได้สูง

ข้อต่อพีวีซี ก็เป็นส่วนประกอบที่สำคัญของท่อ เพราะท่อที่ผลิตจะมีความยาวที่เหมาะสมแก่การขนส่ง เช่น 4 ม. ดังนั้น เมื่อจะต่อท่อให้เป็นท่อยาวๆ จึงต้องอาศัยข้อต่อมายึดเข้าด้วยกัน ข้อต่อดังกล่าวทีหลายแบบ เช่น สามตา หรือสามทาง สี่ทาง ข้องอ ข้อลด ข้อเพิ่ม ฝาอุดปลายท่อ

ท่อพีอี เป็นท่อสีดำที่ผลิตขึ้นมาเพื่อใช้ในการเกษตร โดยมีราคาถูกกว่าท่อ พีวีซี การตัดต่อทำได้ง่าย มีน้ำหนักเบา และสามารถขดเป็นม้วนได้ ทำให้สะดวกในการขนส่ง และเคลื่อนย้าย ตลอดจนการวางท่อ นอกจากนี้ยังผลิตให้มีความยาวถึง 50 หรือ 100 เมตร ทำให้จำนวนข้อต่อที่ใช้ลดลง และการรั่วที่เกิดจากข้อต่อก็จะลดลงตาม ข้อดีของท่อ พีอี คือมีความยืดหยุ่นตัวสูงกว่า สามารถรับน้ำหนักกดทับได้โดยไม่แตกหัก นอกจากนั้นผิวภายในท่อยังเรียบทำให้การเสียพลังงานเนื่องจากความฝืดมีค่าต่ำ ขนาดของท่อพีอีทีตั้งแต่ขนาด 16 ม.ม. ถึง 400 ม.ม. โดยมีชั้นความดัน 5 ชั้น ได้แก่ 2.5 , 4 , 6.3 , 10 และ 16 บาร์

เนื่องจากมาตรฐานการผลิตท่อพีอีแตกต่างกัน ข้อต่อพีอี จึงมีรูปแบบที่แตกต่างกัน ดังนั้น การเลือกใช้ท่อในระบบให้น้ำ จึงต้องพิจารณาเลือกใช้ท่อที่ทีข้อต่อที่สามารถต่อท่อทั้งสองชนิดเข้าด้วย กันได้ด้วย ความแตกต่างของข้อต่อเพียง 0.5 หรือ 1 ม.ม. สามารถทำให้น้ำรั่วได้ เพราะในท่อมีความดัน ดังนั้นในการเลือกใช้ท่อจึงจำเป็นต้องคำนึงถึงข้อต่อพิเศษ ซึ่งราคาอาจจะสูง หรือหากจะเปลี่ยนท่อใหม่ก็จะหาข้อต่อได้ยาก

การเลือกใช้ขนาดและชนิดของท่อนั้น บางครั้งก็อาจจะมรการติดตั้งใช้งานท่อทั้งสองชนิดร่วมกัน เช่น ท่อเมนซึ่งเป็นท่อที่มีความดันตลอดเวลาเป็นท่อพีวีซี ท่อแขนงเป็นท่อพีอีซึ่งมีความดันก็ต่อเมื่อมีการใช้น้ำ อย่างไรก็ตามก็ควรคำนึงความสะดวกในการหาซื้อท่อชนิดนั้นๆ และการซ่อมแซมในภายหลัง

สำหรับการเดินท่อนั้น ก็ควรจะอาศัยหลักการ ดังนี้

1 . เดินท่อในแนวตรงให้มากที่สุดเท่าที่จะเป็นไปได้

2. หลีกเลี่ยงการเดินท่อหัดมุม ซึ่งจะก่อให้เกิดแรงเสียดทานและสูญเสียความดัน โดยออกแบบให้มีการต่อท่อแขนงหลายๆ ท่อ ออกจากท่อประธาน

3. ถ้าเป็นไปได้ ควรหลีกเลี่ยงการเดินท่อผ่านทางเดิน หรือถนน

นอกจากข้อต่อแล้ว การเดินท่อยังต้องอาศัย อุปกรณ์ควบคุมต้นทาง ซึ่งเป็นอุปกรณ์ต่างๆ ที่ต่อจากท่อส่งของเครื่องสูบน้ำ ซึ่งช่วยให้การทำงานของระบบให้น้ำเป็นไปด้วยดี อุปกรณ์เหล่านี้ประกอบด้วย

วาล์วกันกลับ เป็นวาล์วที่จะปล่อยให้น้ำไหลไปในทิศทางที่ต้องการ ไม่มีการย้อนหลัง โดยทั่วไปมี 2 แบบคือ แบบสปริงและแบบบานเหวี่ยง ทำหน้าที่ป้องกันไม่ให้น้ำในท่อไหลย้อนกลับเมื่อหยุดเครื่องสูบน้ำ

ประตูน้ำ ใช้เปิดและปิดในขณะเริ่มและหยุดใช้งานเครื่องสูบน้ำ เพื่อลดการเกิดกระแทกของน้ำ ซึ่งจะทำความเสียหายแก่ท่อและอุปกรณ์ต่างๆ

กรอง ทำหน้าที่ดักสิ่งปลอมปนไม่ให้เข้าไปในระบบน้ำ จนเกิดอุดตันที่หัวฉีดฝอยหรือกีดขวางทางเดินของน้ำ

มาตรวัดน้ำ นอกจากจะใช้ในการบอกปริมาณน้ำที่ให้แต่ละครั้งและยังเป็นตัวบ่งชี้ได้ในกรณี มีท่อรั่วหรือแตกในที่ลับตา

มาตรวัดแรงดัน ใช้เป็นตัวชี้ว่าแรงดันที่ส่งน้ำออกไปสู่ระบบตรงกับที่คำนวณไว้หรือไม่ กรองอยู่ในสภาพปกติหรือจะต้องทำความสะอาด

วาล์วไล่ลม เป็นอุปกรณ์ที่ทำหน้าที่ระบายอากาศที่อยู่ในท่อก่อนจะเดินเครื่องสูบน้ำให้ ออกไปจากท่อเพื่อให้น้ำสามารถเข้ามาแทนที่ได้เต็ม ปราศจากฟองอากาศ ทำให้น้ำไหลสะดวก

ลิ้น หัวกะโหลก หรือฟุตวาล์ว เป็นวาล์วกันกลับที่ได้รับการออกแบบมาใช้สำหรับทางด้านดูดของเครื่องสูบน้ำ เพื่อป้องกันการไหลย้อนกลับ และทำให้มีน้ำป้อนทางท่อดูดตลอดเวลา โดยจะติดตั้งอยู่กับส่วนตอนปลายของท่อทางด้านดูดที่จุ่มน้ำอยู่ในน้ำ และมีกรองติดอยู่ด้วย เพื่อป้องกันเศษหญ้าหรือวัตถุแปลกปลอมต่างๆ ไม่ให้เข้าไปในระบบน้ำ

ที่มา http://www.ku.ac.th/e-magazine/nov50/agri/water2.htm

หลัก การออกแบบระบบให้น้ำแก่พืชแบบฉีดฝอย 1

ในกระบวนการสังเคราะห์แสงเพื่อการเจริญเติบโตนั้น พืชต้องอาศัยปัจจัยที่สำคัญคือก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์และน้ำ โดยที่ปากใบจะเปิดในเวลากลางวัน เพื่อให้พืชดูดก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์จากอากาศเข้าไปใช้ และคายน้ำออกมา เมื่อมีการสูญเสียน้ำอกไปจากพืช ก็จะเกิดแรงดูด ดึงน้ำจากดินผ่านรากและต้นขึ้นมาแทน น้ำที่อยู่ในดินก็ลดลงน้อยลง จนในที่สุดก็จะไม่เหลือพอให้พืชดูดไปใช้ พืชก็จะเหี่ยวแห้งตายไป

โดยปกติ ฝนที่ตกลงมาจำนวนพอเหมาะจะช่วยรักษาสมดุลของน้ำในดินไว้ แต่ปรากฏการณ์ดังกล่าวนี้ในธรรมชาติไม่มีฝนตกลงมาตลอดปี ดังนั้นการให้น้ำจึงเป็นสิ่งที่จำเป็นสำหรับพืช เพื่อชดเชยน้ำฝนในธรรมชาติที่ขาดหายไป หลักการให้น้ำแก่พืชที่สำคัญคือ ต้องมีความรู้ความเข้าใจเรื่องดิน น้ำ และพืช เพื่อกำหนดว่าจะให้น้ำปริมาณเท่าไร และเมื่อไรก่อน จึงจะนำข้อกำหนดต่างๆ เหล่านี้ไปออกแบบวางผังเดินท่อน้ำ ตลอดจรเลือกใช้หัวฉีดฝอยหรือหัวสปริงเกอร์ และเครื่องสูบน้ำได้อย่างถูกต้อง

ความสัมพันธ์ระหว่าง ดิน น้ำ และพืช

ดินเป็นฐานให้พืชใช้เป็นที่ยึดเกาะ เป็นแหล่งให้น้ำ ธาตุอาหาร และอากาศที่สำคัญของพืช โดยที่น้ำจะเป็นตัวละลายธาตุอาหารที่อยู่ในดิน ให้อยู่ในสภาพของสารละลาย ซึ่งพืชสามารถลำเลียงไปสร้างความเจริญเติบโตได้ ขบวนการเจริญเติบโตของพืชจึงมีความสัมพันธ์มากกับดิน และน้ำในดิน การเปลี่ยนแปลงใดๆ ที่เกิดขึ้นกับดิน และสภาวะของน้ำในดิน ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงกับการเจริญเติบโตของพืช ดังนั้น ถ้าเข้าใจความสัมพันธ์ของดิน น้ำและพืชเป็นอย่างดีก็สามารถให้น้ำแก่ดินได้ตรงกับความต้องการของพืชใน ปริมาณและจังหวะเวลาที่เหมาะสม

ดินมีคุณสมบัติหลายประการ แต่คุณสมบัติที่เกี่ยวข้องกับการให้น้ำคือ การซึมน้ำ ซึ่งเกิดจากการเคลื่อนที่ของน้ำจากผิวดิน เข้าไปในช่องว่างระหว่างเม็ดดินด้วยแรงดึงดูดของโลก และแรงเนื่องจากความกดดันของน้ำที่ขังอยู่บนผิวดิน ถ้ามีหน่วยต่อเวลา เช่น มม./ชม. ก็เรียกว่า อัตราการซึมน้ำของดิน อัตราการซึมน้ำนี้เป็นข้อมูลที่จะนำไปใช้มนการออกแบบระบบการให้น้ำ โดยเป็นตัวกำหนดอัตรา และระยะเวลาของการให้น้ำ เพื่อที่จะได้จัดส่งน้ำในอัตราและปริมาณที่เพียงพอกับความต้องการใช้น้ำของ พืช

ตาราง แสดงอัตราการซึมน้ำของดิน

ชนิดของดิน
อัตราการซึมน้ำของดิน(มม./ชม .)
ดินทราย
มากกว่า 20
ดินร่วนปนทราย
10 - 20
ดินร่วน
5 - 10
ดินเหนียว
1 - 5

น้ำหรือความชื้นในดิน ถ้ามีอยู่ในอัตราส่วนที่พอเหมาะก็จะเป็นประโยชน์ต่อพืช แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินไป ก็สามารถให้โทษต่อพืชที่ปลุกได้เช่นกัน ความชื้นในดินแบ่งออกได้เป็น 3 ระดับ คือ

1. ความชื้นที่จุดอิ่มตัว เป็นสภาวะที่น้ำเข้าไปแทนที่ช่องว่างระหว่างเม็ดดินเต็มทุกช่องว่าง จนไม่มีอากาศเหลืออยู่เลย หรืออาจจะมีอยู่บ้างในช่องว่างขนาดเล็กๆ แต่มีปริมาณน้อยมาก และน้ำที่อยู่ในช่องว่างทั้งหมดจะเป็นปริมาตรของน้ำสูงสุดที่ดินจะเก็บไว้ ได้ชั่วระยะเวลาหนึ่ง

2. ความชื้นชลประทาน เป็นระดับความชื้นที่ดินสามารถอุ้มไว้ได้ หลังจากน้ำถูกระบายออกไปหมดแล้ว โดยต้านทานกับแรงดึงดูดของโลก ในสภาวะนี้ปริมาณน้ำที่เหลืออยู่ในช่องว่างขนาดใหญ่ จะอยู่ได้ด้วยแรงดึงระหว่างโมเลกุลของน้ำกับเม้ดดิน ซึ่งมีค่ามากกว่าแรงดึงดูดของโลกที่ทำต่อโมเลกุลของน้ำ

ตาราง แสดงความสามารถในการอุ้มน้ำของดินชนิดต่างๆ

ชนิดของดิน
ความสามารถ ในการอุ้มน้ำของดิน (ม.ม. น้ำ/ซ.ม. ดิน)
รวมทั้งหมด
พืชนำไปใช้ ได้
พืชนำไปใช้ ไม่ได้
ดินทราย 0.65 - 1.50 0.35 - 0.85 0.30 - 0.65
ดินร่วนปนทราย 1.50 - 2.30 0.75 - 1.15 0.75 - 1.15
ดินร่วน 2.30 - 3.40 1.15 - 1.70 1.15 - 1.70
ดินร่วนปนตะกอนทราย 3.40 - 4.00 1.70 - 2.00 1.70 - 2.00
ดินร่วนปนดินเหนียว 3.60 - 4.15 1.50 - 1.80 2.10 - 2.35
ดินเหนียว 3.80 - 4.15 1.50 - 1.60 2.30 - 2.55

3. ความชื้นที่จุดเหี่ยวเฉาถาวร เป็นความชื้นในดินที่พืชไม่สามารถดูดไปใช้ให้เพียงพอต่อการคายน้ำได้อีกต่อ ไป พืชบางชนิดจะเกิดอาการเหี่ยวเฉาให้เห็นอย่างชัดเจนเมื่อความชื้นลดลงมาถึง จุดนี้

หลังจากการให้น้ำ น้ำที่อยู่ระหว่างความชื้นที่จุดอิ่มตัว และความชื้นชลประทาน จะไหลลงสู่เบื้องล่างอย่างรวดเร็วด้วยแรงดูดของโลก พืชสามารถนำไปใช้ได้เพียงเล็กน้อย

ปริมาณของน้ำที่อยู่ระหว่างความชื้นชลประทาน และความชื้นที่จุดเหี่ยวเฉาถาวร เป็นน้ำหรือความชื้นที่พืชสามารถดูดขึ้นไปใช้เพื่อการเจริญเติบโตได้ จนกว่าปริมาณของความชื้นในดินจะลดลงจนถึงจุดเหี่ยวเฉาถาวร น้ำดังกล่าวคือความชื้นที่พืชนำไปใช้ได้ทั้งหมด อย่างไรก็ตาม ในแง่ของการชลประทานหรือการให้น้ำแก่พืช ต้องให้น้ำแก่พืชก่อนที่ความชื้นในดินจะลดลงจนถึงจุดเหี่ยวเฉาถาวร หรือประมาณ 50 % ของความชื้นที่พืชนำไปใช้ได้ทั้งหมด ซึ่งก็ขึ้นอยู่กับชนิดของพืชที่อาจทนแล้งได้มากหรือน้อย

สำหรับพืชแต่ละชนิดนั้นมีความแตกต่างกัน เช่น ราก ทรงพุ่ม ความสามารถในการทนแล้ง ดังนั้น ความต้องการใช้น้ำของพืชในการเจริญเติบโตจึงแตกต่างกัน

ความต้องการใช้น้ำของพืช เกิดจาก 2 กระบวนการคือ กระบวนการคายน้ำ ซึ่งเป็นกระบวนการที่พืชใช้ในการเจริญเติบโต และกระบวนการระเหยน้ำซึ่งเป็นการแพร่กระจายของน้ำในรูปของไอน้ำ จากน้ำที่อยู่บนใบพืช และผิวดินบริเวณต้นพืชสู่บรรยายกาศในเวลากลางวัน ทั้งนี้เมื่อกระบวนการคายน้ำ รวมกับกระบวนการระเหยน้ำจะถูกเรียกว่า กระบวนการคายระเหย หรือความต้องการใช้น้ำของพืช โดยมีหน่วยที่ใช้วัดเป็น ม.ม./วัน

ปัจจัยที่มีผลกระทบต่อความต้องการใช้น้ำของ พืชมีอยู่ 4 อย่างด้วยกันคือ แสงแดด อุณหภูมิ ความชื้น และลม

ความต้องการใช้น้ำของพืชจะสูงเมื่อมีแดดจัด อุณหภูมิสูง ความชื้นต่ำ และลมแรง แต่เนื่องจากการวัดค่าของปัจจัยทางภูมิอากาศหลายๆ อย่างนั้นทำได้ยากและเสียเวลา นักวิทยาศาสตร์จึงได้คิดวิธีประเมินความต้องการใช้น้ำของพืช โดยอาศัยตัวแปรต่างๆ มาทำเป็นสูตรคำนวณ วิธีที่สะดวก และยอมรับกันทั่วไป คือวิธีประเมินเปรียบเทียบกับการระเหยจากถาดระเหยน้ำ ที่เรียกว่า ถาดวัดการระเหยน้ำ มาตรฐานเอ ซึ่งเป็นอุปกรณ์ที่ใช้ในสถานีอุตุนิยมวิทยาทั่วไป

ค่าความต้องการใช้น้ำของพืชจึงสามารถคำนวณ ได้จากสูตร

ความต้องการใช้น้ำของพืช = อัตราการระเหยน้ำวัดจากถาดวัดการระเหยน้ำ x ค่าสัมประสิทธิ์ของถาดวัดการระเหย x ค่าสัมปรัสิทธิ์ของพืช

ค่าสัมประสิทธิ์ของถาดวัดการระเหยจะขึ้นอยู่ กับสภาพแวดล้อมที่วางถาดซึ่งเกี่ยวข้องกับความเร็วลม ความชื้นสัมพัทธ์ของอากาศ ตลอดจนสถานที่วางถาดวัดการระเหยว่าเป็นที่ดินว่างเปล่าหรือมีหญ้าที่ตัดสั้น ล้อมรอบ โดยปกติจะมีค่าระหว่าง 0.35 - 0.85 ในกรณีที่ไม่ทราบค่าแน่นอนมักจะใช้ 0.8

ค่าสัมประสิทธิ์ของพืชจะแปรเปลี่ยนไปตามชนิด และช่วงระยะการเจริญเติบโตของพืช ซึ่งได้จากการทดลอง เช่น พืชตามตาราง ในกรณีที่ไม่ทราบค่าแน่นอนมักจะใช้ 0.8

ช่วงพัฒนาของพืช
ชนิดของไม้ ผล
ทุเรียน
เงาะ
มังคุด
ส้ม
อื่นๆ
การพัฒนาการทางด้านกิ่งก้าน
0.6
0.6
0.6
0.65
0.75
การชักนำการออกดอก
0.00
0.00 - 0.60 *
0.00
0.00 - 0.65*
0.00
การพัฒนาการของดอก
0.75
0.75
0.75
0.70
0.75
การติดผล
0.50
0.75
0.75
0.70
0.75
การพัฒนาการของผลอ่อน
0.60
0.80
0.80
0.70
0.75
การเจริญเติบโตของผล
0.85
0.85
0.85
0.75
0.80
การเริ่มสุกแก่
0.75
0.85
0.85
0.75
0.75

* ในช่วงการชักนำให้ออกดอกของเงาะและส้ม ต้องผ่านช่วงแล้งระยะหนึ่ง จากนั้นจึงเริ่มให้น้ำอย่างสม่ำเสมอ เพื่อกระตุ้นการออกดอก

สำหรับรากของพืชนั้น พืชแต่ละอย่างจะมีความยาวและลักษณะการกระจายไม่เหมือนกัน รากส่วนใหญ่หากินอยู่บริเวณผิวดิน แผ่ไปตามขนาดของทรงพุ่ม ถ้าหากแบ่งความลึกของรากออกเป็น 4 ส่วน พืชจะได้น้ำส่วนใหญ่จากดิน ตั้งแต่ผิวดินลงไปประมาณ 1/4 ของความลึกของระบบราก โดยใช้น้ำจากในดินส่วนนี้ถึง 40 % แต่ทั้งนี้มิได้หมายความว่า พืชใช้น้ำส่วนนี้ทั้งหมดก่อน แล้วจึงใช้น้ำส่วนที่ลึกลงไป การดูดน้ำไปใช้ของพืชจะเกิดขึ้นที่ทุกระดับความลึกพร้อมๆ กัน แต่ปริมาณน้ำในชั้นนี้สูญเสียไปมาก จะส่งผลกระทบต่อการเจริญเติบโตของพืชได้ การกำหนดเวลาการให้น้ำจึงอาศัยการติดตามระดับความชื้นในดินชั้นบนสุดเป็น เกณฑ์

ตาราง แสดงความลึกของรากพืชที่ใช้ในการดูดน้ำ

ชนิดไม้ผล
ความลึกของระบบราก (ซ.ม.)
ทุเรียน
10 - 30
เงาะ
30 - 60
มังคุด
90 - 120
ส้มต่างๆ
120 - 150
ไม้ผลอื่นๆ
100 - 200

การให้น้ำแก่พืชนั้นสามารถทำได้หลายระบบ ระบบให้น้ำที่เหมาะสมแก่การนำมาใช้งานนั้นจะถูกกำหนดคุณสมบัติด้วยข้อมูล ต่างๆ คือ ดิน และพืช ดังที่ได้กล่าวมาแล้ว เช่น อัตราการให้น้ำของระบบให้น้ำที่เลือก จะต้องต่ำกว่าอัตราการซึมน้ำของดิน สำหรับในส่วนของพืชนั้นการกระจายของราก การให้น้ำถูกใบได้หรือไม่เหล่านี้ เป็นต้น จะเป็นตัวบ่งชี้ว่า ควรจะนำระบบให้น้ำแบบใดมาใช้

สิ่งที่สำคัญที่สุดที่จะต้องทราบในการให้น้ำ แก่พืช คือ ต้องรู้ว่าพืชใช้น้ำไปเท่าไร ควรให้น้ำเมื่อใด และจะต้องให้เท่าไร จึงเหมาะสมกับข้อกำหนดของดินและพืช

การให้น้ำในอัตราเท่ากับค่าความต้องการใช้ น้ำของพืช ทุกวันย่อมเป็นไปไม่ได้ เพราะสิ้นเปลืองทั้งแรงงาน และเวลา จึงต้องหาช่วงเวลาที่เหมาะสมที่จะให้น้ำ โดยทั่วไป การ ให้น้ำจะเริ่มเมื่อความชื้นในเขตรากพืชถูกใช้ไปประมาณ 50 % หรือครึ่งหนึ่งความชื้นที่พืชนำไปใช้ทั้งหมด แต่ เปอร์เซ็นนี้อาจเปลี่ยนแปลงได้ ขึ้นอยู่กับการตอบสนองต่อการทนแล้งของพืช

ความชื้นในดินที่ยอมให้ พืชนำไปใช้ได้ = (1/4) x ความลึกของราก x น้ำที่ดินอุ้มไว้ให้พืชนำไปใช้ได้ x 0.5

เมื่อได้ค่าความชื้นในดินที่ยอมให้พืชนำไป ใช้ได้แล้ว ก็คำนวณว่าควรจะให้น้ำเมื่อไร หรือเรียกว่ารอบเวรของการให้น้ำ ซึ่งก็หมายความว่าเมื่อให้น้ำวันใดแล้ว เว้นไปอีกกี่วันจึงจะให้น้ำอีกครั้ง เป็นเช่นนี้เรื่อยไป

รอบเวรของการให้น้ำ = ความชื้นในดินที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ / ความต้องการใช้น้ำของพืช

การให้น้ำแต่ละครั้งนั้น ต้องทราบปริมาณของน้ำด้วย ซึ่งค่านี้ก็คือ

ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวร = ความชื้นในดินที่ยอมให้พืชนำไปใช้ได้ / (รอบเวรของการให้น้ำ x ความต้องการใช้น้ำของพืช)

ระบบให้น้ำแต่ละระบบไม่มีประสิทธิภาพในการ จ่ายน้ำให้แก่ดินได้ 100 % เต็ม ดังนั้น การให้น้ำจะต้องนำจำนวนเปอร์เซนต์ของน้ำส่วนที่ขาดไปมาเพิ่ม เพื่อให้น้ำได้คืนสู่ดินเท่ากับที่พืชใช้ไป โดยปกติ ระบบให้น้ำแบบสปริงเกอร์มีประสิทธิภาพ 70 - 80 % มินิสปริงเกอร์ 80 - 90 % และน้ำหยด 90 - 95 % ดังนั้น ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละรอบเวรที่แท้จริง คือ

ปริมาณน้ำที่จะให้ในแต่ละ รอบเวร = (รอบเวรของการให้น้ำ x ความต้องการใช้น้ำของพืช) / ประ สิทธิภาพของระบบให้น้ำ

เมื่อได้ค่าปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละรอบเวรที่ แท้จริงแล้ว ก็ต้องคำนวณว่าใช้เวลาในการให้น้ำเท่าไรจึงจะได้ค่านั้น โดยคำนวณจากสมการ

ระยะเวลาในการให้น้ำแต่ละ รอบเวร = ปริมาณน้ำที่ให้ในแต่ละรอบเวร / อัตราการให้น้ำของระบบให้น้ำที่เลือกใช้

ทั้งนี้ ต้องเลือกชนิดของหัวฉีดฝอยก่อน จึงจะทราบค่าอัตราการให้น้ำ รัศมีของการพ่น (รัศมีวงเปียก) และความดัน

ที่มา http://www.ku.ac.th/e-magazine/oct50/agri/water.htm

วันอาทิตย์ที่ 9 พฤษภาคม พ.ศ. 2553

ปั๊มน้ำ...เลือกไม่ยากอย่างที่คิด

ระบบน้ำประปาในบ้านเป็นเรื่องที่เราพูดกันอยู่เป็น ประจำ ที่ขาดเสียมิได้ก็คือ “ปั๊มน้ำ” ปัจจุบันปั๊มน้ำที่นิยมนำมาใช้งานภายในบ้านมีหลายชนิด อาทิ ปั๊มน้ำอัตโนมัติ ปั๊มน้ำแรงดันคงที่ ปั๊มหอยโข่ง ฯลฯ แต่ละชนิดก็มีคุณสมบัติเด่นด้อยแตกต่างกันไป ดังนั้นเราจึงควรเลือกใช้ให้เหมาะสมกับประเภทของงาน เพื่อจะได้ประโยชน์และประสิทธิภาพจากปั๊มน้ำอย่างเต็มที่

*ปั๊มน้ำอัตโนมัติ
“ราคาย่อมเยา”
รูป ร่างหน้าตาเป็นทรงกระบอก (มีถังความดันติดอยู่กับตัวปั๊ม) มีทั้งที่ทำจากเหล็กและสเตนเลส ภายในชุดหัวปั๊มจะมีใบพัดเป็นตัวสร้างความดันเพื่อขับให้น้ำไหลไปตามท่อน้ำ และมีสวิตช์อัตโนมัติเป็นตัวควบคุม เมื่อเราเปิดก๊อกน้ำหรือฝักบัว น้ำก็จะไหลออกจากเส้นท่อ ทำให้ความดันภายในท่อค่อยๆลดลง และเมื่อลดถึงระดับที่ตั้งไว้ชุดสวิตช์ก็จะสั่งให้ปั๊มน้ำทำงาน โดยมอเตอร์จะเดินๆหยุดๆสลับกันไปอย่างนี้ บางรุ่นก็ส่งเสียงดังให้รำคาญใจอยู่บ่อยๆ

ปั๊มน้ำอัตโนมัติมีให้เลือกหลายขนาดตั้งแต่ 100-400 วัตต์ ราคาของปั๊มน้ำชนิดนี้อยู่ระหว่างสี่พันกว่าบาทถึงหลักหมื่นต้นๆ

ควรเลือกปั๊มน้ำที่มีกำลังมอเตอร์ของปั๊มให้เหมาะกับขนาดของบ้านและ พฤติกรรมการใช้น้ำ ถ้าเป็นบ้านเดี่ยวชั้นเดียวให้เลือกขนาด 100-150 วัตต์ก็พอ เพราะสามารถใช้น้ำได้พร้อมกัน 2- 3 จุด หรือหากเป็นครอบครัวใหญ่ที่มีการใช้น้ำพร้อมกัน 3-4 จุด ต้องใช้ปั๊มน้ำขนาด 200 วัตต์ขึ้นไป

*ปั๊มน้ำอัตโนมัติแบบแรงดันคงที่
“เล็ก แต่แรง”
ต่างจากแบบแรกตรงที่มีขนาดกะทัดรัดกว่า ทรงเหลี่ยม ทำงานตามจังหวะการเปิด-ปิดก๊อกน้ำเช่นเดียวกับปั๊มน้ำอัตโนมัติ แต่ให้แรงดันน้ำที่สม่ำเสมอ เหมาะกับบ้านที่มีเครื่องทำน้ำร้อนเพื่อรักษาอุณหภูมิน้ำให้คงที่

ปั๊มชนิดนี้ทำงานโดยให้น้ำผ่านถังหรือห้องเพิ่มแรงดันซึ่งมีขนาดเล็กกว่า ปั๊มน้ำอัตโนมัติหลายเท่า ภายในถังจะบรรจุก๊าซไนโตรเจนซึ่งไม่เป็นอันตราย หรืออากาศธรรมดาเพื่อช่วยเพิ่มแรงดันให้คงที่ (แรงดันน้ำจึงไม่ตก) และเสียงก็เบากว่า แต่ปั๊มน้ำชนิดนี้ก็มีราคาสูงกว่าแบบแรกประมาณ 500-1,000 บาท เมื่อเทียบกับปั๊มน้ำอัตโนมัติที่แรงดันเท่ากัน

*ปั๊มน้ำอินเวอร์เตอร์ ( Inverter Pump)
“ราคา สูง แต่กินไฟน้อย”
เป็นปั๊มน้ำที่ควบคุมการทำงานด้วยไมโครโปรเซสเซอร์ สามารถป้อนแรงดันน้ำได้อย่างสม่ำเสมอและรวดเร็ว โดยเปลี่ยนความเร็วรอบในการหมุนของมอเตอร์ตามปริมาณการใช้น้ำจริง

ปั๊มชนิดนี้ยังมีระบบป้องกันมอเตอร์ร้อนจัด โดยระบบจะควบคุมกระแสไฟไม่ให้เกินค่าที่กำหนด ที่สำคัญกินไฟน้อย ช่วยประพลังงาน จึงเหมาะสำหรับที่พักอาศัยขนาดกลาง ตึกแถว หรืออาคารขนาดใหญ่ แต่ปั๊มน้ำอินเวอร์เตอร์ก็มีราคาสูงกว่าปั๊มน้ำอัตโนมัติ 3-4 เท่า(ประมาณสองหมื่นบาท)

*ปั๊มหอยโข่ง (Centrifugal Pump)
“ทน แรง แต่กินไฟ”
ปั๊มหอยโข่งที่นำมาใช้ในบ้านนั้นจะทำงานด้วยใบพัดทอง เหลืองหรือสเตนเลส โดยใช้กำลังเหวี่ยงออกจากศูนย์กลางเพื่อดันน้ำไปยังจุดจ่ายน้ำต่างๆ ตัวปั๊มทำด้วยเหล็กหล่อ มีความแข็งแรงและสามารถส่งน้ำได้ดีกว่าปั๊มน้ำอัตโนมัติ(ในขนาดวัตต์เท่า กัน) จึงเหมาะที่จะนำมาใช้กับบ้านหรืออาคารที่มีความสูงตั้งแต่สามชั้นขึ้นไป รวมถึงงานด้านเกษตรกรรม แต่มีข้อด้อยในเรื่องอัตราการสิ้นเปลืองพลังงานไฟฟ้า เพราะปั๊มจะทำงานทุกครั้งที่เราเปิดวาล์วน้ำ เพื่อช่วยรักษาระดับแรงดันภายในเส้นท่อให้คงที่หรือสม่ำเสมอตลอดเวลา ปั๊มน้ำชนิดนี้มีราคาอยู่ระหว่างสามพันกว่าบาทถึงหลักหมื่นขึ้นไป

การติดตั้งปั๊มน้ำเข้ากับถังเก็บน้ำเพื่อจ่ายน้ำไปตามจุดต่างๆของบ้านที่ นิยมใช้กันทั่วไปมีอยู่ 2 รูปแบบ คือ ระบบ UP FEED เป็นการใช้แรงดันของปั๊มน้ำโดยตรง ซึ่งจะปั๊มน้ำจากถังเก็บน้ำขึ้นสู่จุดต่างๆภายในบ้าน เหมาะกับบ้านพักอาศัยทั่วไป แต่ถ้าจำนวนคนในบ้านมีมากและมีปริมาณการใช้น้ำสูง อาจเลือกใช้วิธีการจ่ายน้ำจากข้างบนแทนก็ได้ ซึ่งเราเรียกการจ่ายน้ำรูปแบบนี้ว่า ระบบ DOWN FEED โดยเราต้องเพิ่มถังเก็บน้ำอีกหนึ่งถังไว้ชั้นดาดฟ้าของบ้าน แล้วต่อระบบลูกลอยเข้ากับสวิตช์อัตโนมัติของปั๊มน้ำ เมื่อน้ำในถังเก็บน้ำด้านบนพร่องไป ปั๊มก็จะสูบน้ำจากถังเก็บน้ำด้านล่างขึ้นมาเองโดยอัตโนมัติ

*ปั๊มจุ่ม (Submersible Pump)
“น้ำพุ น้ำตก”
ปั๊มจุ่มหรือปั๊มไดรโว่ เป็นเครื่องสูบน้ำชนิดที่วางแช่ในน้ำ ประกอบสำเร็จมาจากโรงงาน และใช้ไฟฟ้าเพื่อทำให้มอเตอร์ไปหมุนใบพัด นิยมใช้ในการทำน้ำพุน้ำตก การให้น้ำในสวน รวมถึงการใช้เพื่อดูดน้ำไปทิ้งนอกบ้าน

การเลือกปั๊มชนิดนี้มาใช้ให้พิจารณาจากอัตราการไหล ซึ่งบอกปริมาณน้ำ (Quantity - Q) ต่อหน่วยเวลา และแรงดันหรือแรงส่งน้ำ (Head - H) บอกความสูงเป็นเมตร และแรงของปั๊มน้ำนั้นๆ ซึ่งอาจบอกเป็นวัตต์ (W) กิโลวัตต์ (KW) หรือแรงม้า (HP) โดยดูได้จากป้ายแจ้งข้อมูลที่ตัวปั๊ม

หลักง่ายๆก็คือ ถ้าต้องการปริมาณน้ำมาก ควรเลือกเครื่องสูบน้ำที่บอกปริมาณน้ำ (Q) มาก ๆเข้าไว้ แต่ถ้าต้องการส่งน้ำไปไกล ๆ หรือส่งขึ้นที่สูงก็ต้องเลือกปั๊มที่บอกค่าแรงดัน (H) สูงๆ และให้สังเกตว่า ถ้าค่าของ Q มากค่าของ H จะต่ำ และถ้าค่า Q น้อย ค่าของ H ก็จะสูง สนนราคาของปั๊มชนิดนี้เริ่มต้นที่พันกว่าบาทถึงหลักหมื่นขึ้นไป

ขอขอบคุณ : ปั๊มน้ำมิตซูบิชิอีเล็คทริค กันยงวัฒนา, ปั๊มน้ำมิตซูบิชิ อีเล็คทริค ออโตเมชั่น (ประเทศไทย), ปั๊มน้ำกรุนด์ฟอส และปั๊มน้ำฟูจิก้า เอื้อเฟื้อภาพ

ที่มา http://www.baanlaesuan.com/shopping_preview.aspx?articleId=2542

คุณภาพน้ำเพื่อการเพาะ เลี้ยงสัตว์น้ำ(Water Qualities for Aquaculture)

แหล่งน้ำและคุณภาพน้ำเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีความสำคัญต่อการเจริญเติบโต สุขภาพ การดำรงชีพ การสืบพันธุ์และแพร่พันธุ์ของสัตว์น้ำ เนื่องจากสัตว์น้ำต้องอาศัยน้ำเป็นสื่อกลางในการหายใจ การหาอาหาร การรักษาสมดุลของร่างกาย กิจกรรมทางชีวเคมี การใช้อาหาร และการขับถ่าย ของเสีย ฉะนั้นน้ำจึงเปรียบเหมือนบ้านของสัตว์น้ำ หากคุณภาพน้ำที่เหมาะสมและดีแล้ว สัตว์น้ำก็จะเจริญเติบโต มีสุขภาพและมีคุณภาพที่ดี จึงสามารถจำหน่ายได้ในราคาที่สูง เมื่อมีการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่สามารถจัดการควบคุมคุณภาพน้ำได้ ก็จะช่วยให้การเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำประสบความสำเร็จได้ อย่างไรก็ตามคุณภาพน้ำที่ดี จะมีความสัมพันธ์กับชนิดและคุณภาพดิน แหล่งน้ำและคุณภาพน้ำ

ดินและคุณสมบัติของดิน
ในการเลี้ยง สัตว์น้ำในบ่อดิน ที่เหมาะสมควรเป็นดินเหนียวปนทราย มีเนื้อละเอียดมีสีดำที่มีส่วนประกอบของอินทรีย์วัตถุประมาณ 1.5-2 % แสดงถึงความอุดมสมบูรณ์ของดิน สามารถเก็บกักน้ำได้ และมีสภาพเป็นกลางหรือเป็นด่างเล็กน้อย และมีแร่ธาตุอาหารที่เหมาะ เช่น มีไนโตเจน 0.1 % มีฟอสฟอรัส และโปรตัสเซียม ประมาณ 50 mg/kg เป็นต้น และอยู่ในรูปที่สามารถนำมาใช้ประโยชน์ได้ และเหมาะสมต่อการเกิดอาหารธรรมชาติในบ่อเช่น แพลงค์ตอน สัตว์หน้าดินหรือสาหร่าย และในดินไม่ควรมีสารพิษสะสม เช่น ปรอท ตะกั่ว หรือ แก็สพิษสะสมเช่น แอมโมเนีย (NH4) ไฮโดรเจนซัลไฟด์ (H2S)
ผลของดินกรด ต่อสัตว์น้ำ
1. ต่อความเป็นกรดและด่างของน้ำ ดินเปรี้ยวจัดทำให้เกิดกรดกำมะถันซึงเป็นกรดแก่
และทำลายความเป็นด่างและ การรักษาสภาพสมดุลของน้ำ
2. ทำให้บ่อไม่ตอบสนองตอบต่อการใช้ปุ๋ย เนื่องจากความเป็นด่างต่ำ
3. ทำให้มีสารพิษเช่นโลหะหนักละลายในน้ำมากและเป็นพิษต่อปลา

การแก้ไข ดินกรดทำได้โดย
1. ระบายน้ำทิ้งเอาน้ำที่มีสภาพดีเข้าบ่อสลับกันหลายครั้ง
2. ใช้วัสดุปู ที่เกษตรกรนิยมใช้ทั่วไปเช่น
2.1 หินปู (CaCO3) และหินโดโลไมต์ซึงได้มาจากภูเขาและนำมาบดให้ละเอียด มีความบริสุทธิ์ประมาณ 75-90 %
2.2 ปูนขาว (Ca(OH)2 ;Mg(OH)2 เป็นปูนที่ได้จากการเผาหินปูนที่อุณหภูมิสูง มีปฏิกิริยารุนแรง มีความบริสุทธิ์ประมาณ 95%
2.3 ปูเผา (CaO; MgO) ได้จากการเผาหินปูนโดโลไมต์หรือเปลือกหอยที่อุณหภูมิสูง มีความบริสุทธิ์ประมาณ 85-98 %
2.4 ปูนมารล์หรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) เกิดจากหินปูนผุสลายตัว มีความบริสุทธิ์ประมาณ 50-90 %
ความต้อง การวัสดุปูนของดินกรด
ปริมาณ CaCO3 ที่บริสุทธิ์ที่ต้องใส่ในดินเพื่อยกระดับพีเอชให้เป็นกลาง เรียกว่าความต้องการปูน โดยเปรียบเทียบว่าถ้าปูนแต่ละชนิดหนัก 100 กรัม จะมีอำนาจการทำให้เป็นกลางเท่ากับ CaCO3 กี่กรัม เรียกว่า Lime equivalent หรือ Carbonate equivalent มีค่า CaCO3 =100; MgC3=119; CaO=179; MgO=248;Ca(OH)2=136; Mg(OH)2=172
ตัวอย่าง อัตราการใช้ปูนขาวในดินและระดับความเป็นกรดที่ต่างกัน
pH ดิน ดินเหนียว (กก./ไร่) ดินปนทราย (กก./ไร่) ดินทราย (กก./ไร่)
<4 640 320 200
5 240 160 80
ตัวอย่าง การคำนวณดินเหนียว pH 5 มีความต้องการปูนขาวเท่ากับ 240 กก./ไร่ เกษตรกรซื้อปูนที่มีปูนCa(OH)2 อยู่ 80 % และมี Mg(OH)2 อยู่ 15 % จะต้องใช้ปูนขาวชนิดนี้เท่าไร
อำนาจ การทำให้เป็นกลางของปูนขาวชนิดนี้ = (136x.8)+(172x.15)
= 108.8+25.8 = 134.6
ถ้าใช้ CaCO3 134.6 กก. ต้องใช้ปูนขาวชนิดนี้ = 100 กก./ไร่
ต้อง การ 240 กก.---------,,-------------- = 100x240/134.6=178.3 กก./ไร่

แหล่ง น้ำที่สำคัญ
1. แหล่งน้ำจากธรรมชาติ อาทิเช่น จากอ่างเก็บน้ำ หนอง บึง แม่น้ำ ลำคลอง หรือน้ำฝน แหล่งน้ำประเภทนี้หากในธรรมชาติปราศจากการปนเปื้อนหรือการทิ้งของเสียจาก บ้านเรือน หรือโรงงานอุตสาหกรรมจะเป็นแหล่งน้ำที่เป็นประโยชน์และเหมาะสมต่อการเพาะ เลี้ยงมาก เนื่องจากต้นทุนต่ำ แต่ปัญหาที่พบปัจจุบันแหล่งน้ำประเภทนี้บางครั้งในฤดูแล้งน้ำจะขาดและมีความ ขุ่น อนุภาคดินและสารแขวนลอยสูง สำหรับในบางพื้นที่ความเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำมักจะ มีการปนเปื้อนของเสียจากบ้านเรือน อุตสาหกรรม ดังนั้นบริเวณตอนล่างของ แม่น้ำ ลำคลองต่าง ๆ จะพบว่ามีคุณภาพไม่เหมาะสมต่อการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำโดยทั่วไป เพราะจะมีของเสียสะสมเพิ่มมากขึ้นเป็นลำดับ ตามระยะทางที่น้ำไหลผ่าน ปัจจุบันจึงอาจกล่าวได้ว่าน้ำบริเวณต้นน้ำลำธารยังคงมีสภาพใกล้เคียงกับสภาพ ดั้งเดิมในธรรมชาติมากที่สุด ดังนั้นหากจำเป็นจะต้องใช้น้ำจากแหล่งน้ำธรรมชาติจึงควรจะมีการตรวจสอบ คุณภาพของน้ำเสียก่อน หรือกักเก็บน้ำไว้แล้ว ทำการปรับปรุงคุณภาพน้ำให้เหมาะสมจึงนำไปใช้เลี้ยง สำหรับน้ำฝนนั้นไม่เหมาะสมกับการเลี้ยงปลา เนื่องจากเป็นน้ำอ่อนและอาจมีสภาพเป็นกรดอ่อน โดยเฉพาะน้ำฝนจากบริเวณอุตสาหกรรม ดังนั้นจึงไม่ควรใช้น้ำฝนเลี้ยงปลาเพียงอย่างเดียวแต่จะต้องผสมกับน้ำอื่น ๆ โดยเฉพาะช่วงต้นฤดูฝนเป็นเวลานาน มีปลาบางชนิดวางไข่ เช่น ปลาตะเพียน ปลาเฉา และปลาดุกรัสเซีย (Breder and Rosen, 1966)

2. น้ำบาดาล น้ำบาดาลโดยทั่วไปจะไม่มีสารพิษปะปนมาเหมือนน้ำในแม่น้ำลำคลอง เนื่องจากผ่านการกรองตามธรรมชาติ แต่อย่างไรก็ตามน้ำบาดาลบางแห่งอาจมีคุณภาพไม่เหมาะสม
โดยเกิดจากลักษณะ ของชั้นดินในบริเวณดังกล่าว ลักษณะที่สำคัญของน้ำบาดาล คือ มีปริมาณออกซิเจนละลายอยู่ต่ำ และมีความกระด้างค่อนข้างสูง หรือบางแห่งจะมีโลหะบางชนิด เช่น เหล็ก (Fe) แมงกานีส (Mn) หรือแมงกานีส (Mg) ปะปนมาด้วยในปริมาณมาก ดังนั้นในการใช้น้ำบาดาลจะต้องนำน้ำมาพักไว้ในบ่อก่อนสักระยะหนึ่ง แล้วทำการเติมอากาศเพื่อให้โลหะเหล่านี้ตกตะกอน หรือผ่านเครื่องกรองน้ำเพื่อลดความกระด้างลง เป็นต้น ถ้าจะให้ดีควรทำการตรวจสอบคุณภาพ เสียก่อน จะเห็นได้ว่าการใช้น้ำบาดาลจะต้องพิจารณาเกี่ยวกับค่าใช้จ่ายต่าง ๆ ที่จะเกิดขึ้นด้วย เช่น ค่าไฟฟ้าในการสูบน้ำ การพักน้ำและการกรองน้ำ อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันได้มีผู้นิยมใช้น้ำบาดาลในการเลี้ยงปลาเพิ่มมากขึ้น

3. น้ำประปา สำหรับการเพาะเลี้ยงตามบ้านเรือนที่อาศัยในเมืองต่าง ๆ จะพบว่า น้ำประปาเป็นแหล่งน้ำที่มีความสะดวกมากที่สุด ปัญหาที่สำคัญของการใช้น้ำประปาก็คือ ปริมาณคลอรีนที่มีอยู่ในน้ำ ซึ่งคลอรีนเป็นสารพิษที่สามารถทำอันตรายต่อปลาได้ในระดับต่ำ ๆ จึงต้องกำจัดออกให้หมด การกำจัดคลอรีนจากน้ำประปาทำได้หลายวิธี แต่วิธีที่ง่ายที่สุดคือ การพักน้ำประปาในถังแล้วให้อากาศตลอดเวลา หรือตากแดดทิ้งไว้ประมาณ 1-2 วัน ปริมาณคลอรีนในน้ำประปาจะลดลงจนอยู่ในระดับที่ไม่เป็นอันตรายต่อปลา ส่วนวิธีอื่น ๆ ที่กำจัดได้รวดเร็วคือ การใช้สารเคมี เช่น โซเดียมไทโอซัลเฟต (Sodium Thiosulfate-Na2S2O3) โดยใช้ในประมาณไม่เกิน 3-4 กรัม/น้ำประปา 1 ตัน (1,000 ลิตร) ซึ่งปกติน้ำประปาจะมีคลอรีนอยู่ประมาณ 0.2-1.0 มิลลิกรัม/ลิตร อีกวิธีหนึ่งที่สามารถกำจัดคลอรีนในน้ำได้ คือ การใช้แสงอัลตราไวโอเลต (UV-Lamp) ซึ่งในบางแห่งมีการใช้กันอยู่และสามารถทำลายเชื้อโรคหรือบัคเตรีที่ปะปนมา กับน้ำได้ด้วย

คุณภาพน้ำที่เหมาะสม
การตรวจสอบคุณภาพน้ำ สามารถเก็บตัวอย่างของน้ำมาตรวจวิเคราะห์ หรือตรวจวิเคราะห์จากน้ำในบ่อโดยตรงขึ้นอยู่กับวิธีการและลักษณะเฉพาะของตัว เช่น

1. สีของน้ำ
การตรวจสีของน้ำในบางครั้งมักนิยม ปฏิบัติกันเนื่องจากสามารถแสดงให้เห็นอย่างคร่าว ๆ เกี่ยวกับกำลังผลิต (Productivity) สภาพแวดล้อมและสารแขวนลอยที่มีอยู่ในแหล่งน้ำนั้น ๆ สีของน้ำเกิดจากการสะท้อนของแสง ซึ่งจำแนกได้เป็น 2 ประเภท คือ
1.1 สีปรากฏ เป็นสีของน้ำที่ปรากฏให้เห็นแก่สายตาเป็นส่วนใหญ่ โดยเกิดจากการสะท้อนของสารแขวนลอยในน้ำ พื้นท้องน้ำ และจากท้องฟ้า
1.2 สีจริง เป็นสีของน้ำเกิดจากสารละลายชนิดต่าง ๆ โดยอาจเป็นสารอินทรีย์ เช่น โปรตีน ไขมัน คาร์โบไฮเดรต และธาตุอาหาร หรือสารอนินทรีย์ เช่น แร่ธาตุต่าง ๆ ซึ่งจะทำให้เกิดสีของน้ำต่าง ๆ กัน ขึ้นอยู่กับลักษณะและคุณสมบัติเฉพาะตัวของสารดังกล่าว
โดยปกติน้ำในแหล่ง น้ำธรรมชาติทั่วไป อาจจะมีสีแตกต่างไปตามสภาพแวดล้อม ชนิด ปริมาณ และความเข้มข้นของสารละลาย และสารแขวนลอย รวมทั้งคุณภาพของแสง ตัวอย่าง เช่น แหล่งน้ำที่มีหินปูนหรือแคลเซียมคาร์บอเนต (CaCO3) ปะปนอยู่มากจะมีสีเขียว แหล่งน้ำที่มีกำมะถันอยู่มาก อาจจะมีสีเขียวอมเหลืองหรือมีสีแดง หากมีเหล็กออกไซต์ปะปนอยู่ พวกสิ่งมีชีวิตขนาดเล็กและสารอินทรีย์ก็สามารถทำให้ปรากฏเป็นสีต่าง ๆ กันตั้งแต่สีเหลืองจนถึงสีเขียว เช่น ไดอะตอม (Diatom) ทำให้น้ำมีสีเหลืองหรือน้ำตาล สาหร่ายสีน้ำเงินแกมเขียว (Blue-Green Algae) ทำให้มีสีเขียวเข้ม (Dark Green) ซึ่งจะเหมาะสมกับสัตว์น้ำที่ชอบกินพืชเป็นหลัก, แพลงค์ตอนสัตว์ (Zooplankton) มักจะทำให้มีสีแดง ฮิวมัส หรือ Humic Acid จะทำให้เป็นสีน้ำตาลอมเหลือง ซึ่งเหมาะสมกับการเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำที่นิยมกินเนื้อ

2. ความขุ่นและความโปร่งใส (Turbidity and Transparency)
ความขุ่นหรือ ความโปร่งใสของน้ำเป็นตัวที่กำหนดกำลังผลิตของแหล่งน้ำได้ เนื่องจากความขุ่นของน้ำเกิดจากอนุภาคของสารแขวนลอยกับอนุภาคดิน สารอินทรีย์ อนินทรีย์ แร่ธาตุต่าง ๆ สิ่งที่มีชีวิตขนาดเล็ก เช่น แพลงค์ตอน แบคทีเรีย เป็นตัวที่ควบคุมให้ปริมาณแสงอาทิตย์ส่องผ่านลงสู่แหล่งน้ำนอกจากนี้ความ ขุ่นของน้ำจะมีผลต่อการหายใจของสัตว์น้ำ เนื่องจากอนุภาคสารแขวนลอย มีโอกาสอุดตามช่องเหงือก ทำให้ประสิทธิภาพการหายใจลดลง ผลต่ออัตราการ เจริญเติบโต การสร้างเซลล์สืบพันธุ์และอัตราการฟักไข่ลดลง ความขุ่นทำให้น้ำผิวบนดูดซับความร้อนได้ดีทำให้อุณหภูมิสูงขึ้น
ค่าของ ความขุ่นนิยมแสดงในรูปของหน่วย (Unit) ซึ่งหมายถึงระดับความลึกของน้ำที่สามารถมองเห็นแสงสว่างจากแสงเทียนมาตรฐาน น้ำที่ใสจะมีค่าความขุ่นไม่เกิน 25 หน่วย ส่วน น้ำขุ่นปานกลางจะมีค่าความขุ่นระหว่าง 25-100 หน่วย และน้ำขุ่นมากจะมีค่าความขุ่นเกิน 100 หน่วยขึ้นไป ความขุ่นที่เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำจนถึงแก่ชีวิตจะต้องมีมากกว่า 20,000 หน่วยขึ้นไป
สำหรับปริมาณสารแขวนลอย นิยมวัดเป็นน้ำหนักในรูปของมิลลิกรัมต่อลิตร (mg/L) แหล่งน้ำที่ให้ผลผลิตทางการประมงที่ดี ควรจะมีค่าปริมาณสารแขวนลอยอยู่ในช่วงระหว่าง 25-80 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่ถ้าอยู่ในช่วงระหว่าง 80-400 มิลลิกรัมต่อลิตรจะให้ผลผลิตลดลงและถ้ามากเกิน 400 มิลลิกรัมต่อลิตรขึ้น จะเลี้ยงปลาไม่ได้ผล
ความโปร่งใส (Transparency) วัดเป็นระยะความลึกของน้ำที่สามารถมองเห็นวัตถุโดยเป็นแผ่นวงกลม (Secchi Disc) (รูปที่ 3.1) ที่หย่อนลงไปในน้ำจนถึงความลึกของน้ำที่สามารถมองเห็นแผ่นวัตถุดังกล่าว หากแหล่งน้ำใดความโปร่งใสอยู่ระหว่าง 30-60 เซนติเมตร ทั้งนี้ต้องดูสีของน้ำประกอบด้วย นับว่ามีความเหมาะสมแก่การเจริญเติบโตของสัตว์น้ำ หากมีค่าต่ำกว่า 30 เซนติเมตร แสดงว่าน้ำมีความขุ่นมากเกินไป หรือมีปริมาณแพลงค์ตอนมากเกินไป ซึ่งอาจจะทำให้เกิดการขาดออกซิเจนได้ แต่ถ้าความโปร่งใสมีค่าสูงกว่า 60 เซนติเมตรขึ้นไป ก็แสดงว่าแหล่งน้ำนั้นไม่อุดมสมบูรณ์มีอาหารธรรมชาติอยู่น้อย



รูปที่ 3.1 แผ่นวงกลม (Secchi Disc) ใช้วัดความขุ่นใสของน้ำ (โกสินทร์, 2544)


3. อุณหภูมิ (Temperature) และช่วงแสง (Photoperiod)
อุณหภูมิของน้ำเป็นปัจจัย ที่สำคัญทั้งทางตรงและทางอ้อมต่อการดำรงชีพ การเจริญเติบโต การเจริญพันธุ์ให้ดีขึ้น (Stacey, 1983) ในปลาทองพบว่าถ้าอุณหภูมิน้ำต่ำกว่า 14 ํ C แม้มีไข่แต่จะไม่วาง จะวางไข่เมื่ออุณหภูมิเพิ่มขึ้นที่ 20 ํ C (Yamamoto และ Yamazaki, 1966) ปกติอุณหภูมิของน้ำตามธรรมชาติจะผันแปรกับอุณหภูมิอากาศ และเส้น Latitude กล่าวคือ อุณหภูมิจะสูงเมื่ออยู่ใกล้เส้นศูนย์สูตร และจะต่ำเมื่อใกล้ขั้วโลก สัตว์น้ำเป็นพวกสัตว์เลือดเย็น (Poikilotherma) จะปรับอุณหภูมิร่างกายตามอุณหภูมิน้ำจะทนได้ช่วงอุณหภูมิที่ต่ำหากอุณหภูมิ สูงและช่วงแสงมากกิจกรรมต่าง ๆ ในการดำรงชีพจะสูงตามและลดลงเมื่ออุณหภูมิต่ำตามกฎของ Van Hoff’s Law ขบวนการ เมตาโบลิซึมจะเพิ่มขึ้น 2-3 เท่า เมื่ออุณหภูมิน้ำเพิ่มขึ้น 10 ํC ขบวนการที่สำคัญได้แก่ การหายใจ การว่ายน้ำ การกินอาหาร การย่อยอาหารและขับถ่าย ปกติอุณหภูมิตัวปลาจะต่างจากอุณหภูมิของน้ำ 0.5-1 ํC เหงือกเป็นอวัยวะสำคัญที่รักษาอุณหภูมิ ปลาขนาดเล็กชนิดเดียวกันสามารถปรับและรักษาอุณหภูมิได้ดีกว่าปลาขนาดใหญ่ เนื่องจากสัดส่วนปริมาตรของเหงือกกับร่างกายมีมากว่า เพราะฉะนั้นการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิอย่างรวดเร็วจะเกิดอันตรายต่อ สัตว์น้ำ ทำให้ร่างกายอ่อนแอหรือช็อกตายได้ เช่น การขนส่งสัตว์น้ำในขณะที่อุณหภูมิสูง อุณหภูมิยังมีอิทธิพลต่อการควบคุมการถ่ายน้ำแร่ธาตุในร่างกาย ความหนาแน่นของน้ำ การละลายของออกซิเจนในแหล่งน้ำลดลง เมื่ออุณหภูมิสูงขึ้น การแบ่งชั้นของน้ำตามอุณหภูมิในแหล่งน้ำลึกมากกว่า 2.5 เมตร (Thermal Stratification) การเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิยังมีผลต่อการเจริญเติบโตของ พืชน้ำ แพลงค์ตอน ซึ่งเกี่ยวข้องกับกำลังผลิตเบื้องต้นของแหล่งน้ำ เช่น ไดอะตอม ของแหล่งน้ำที่อุณหภูมิต่ำ 15-25 ํC สาหร่ายสีเขียวชอบที่อุณหภูมิ 25-35 ํC สาหร่ายน้ำเงินแกมเขียว ที่อุณหภูมิมากกว่า 35 ํC ซึ่งไม่เป็นประโยชน์บางครั้งทำให้เกิดเน่าเสียเป็นพิษแก่สัตว์น้ำ อุณหภูมิสูงเกินไป ทำให้สารพิษประเภทต่าง ๆ เช่น ยากำจัดศัตรูพืชและแมลง มีพิษมากยิ่งขึ้น

4. น้ำใหม่และน้ำท่วม
ปัจจัยเหล่านี้มี ความสำคัญเป็นอย่างยิ่งในการกระตุ้นการวางไข่ของปลาเขตร้อน โดยมีอิทธิพลมากกว่าช่วงแสงและอุณหภูมิ (Stacey, 1983) ปลาเขตร้อนแทบทุกชนิดจะวางไข่ในฤดูน้ำหลากหรือที่เรียกว่า ฤดูน้ำแดง โดยเมื่อถึงหน้าฝน ระดับน้ำในแม่น้ำลำคลองจะสูงขึ้นจนล้นตลิ่งไหลเอ่อท่วมท้องนา หนองน้ำ ลำธารต่าง ๆ จนติดต่อกันหมด พ่อแม่ปลาที่มีความพร้อมที่จะผสมพันธุ์ก็พากันว่ายออกกจากห้วย หนอง คลอง บึง ไปวางไข่ตามท้องนาที่มีน้ำท่วมบ้างก็วางไข่ในแหล่งน้ำที่อาศัยอยู่เดิม เป็นไปได้ว่าน้ำเอ่อท่วมลูกปลาที่เกิดมาจะสามารถหาอาหารได้อุดมสมบูรณ์ น้ำใหม่มีคุณสมบัติบางประการดีกว่าเดิม เช่น ออกซิเจนละลายอยู่ในปริมาณสูง อุณหภูมิสูง หรือเป็นเพราะแร่ธาตุในดินที่ถูกพัดมากับน้ำ นอกจากนั้นยังเกิดจาก น้ำที่ท่วมผิวดินที่แห้ง ทำให้เกิดสารเพ็ตตริชอร์ (Pertrishor) ซึ่งสามารถกระตุ้นการวางไข่ของปลาเช่นเดียวกัน

5. กระแสน้ำ
นักวิทยาศาสตร์เชื่อกันว่ากระแสน้ำสามารถกระตุ้นการวางไข่ ของปลาบางชนิดได้ ทั้งนี้เนื่องจากการสังเกตในธรรมชาติพบว่าปลาบางชนิดต้องการไข่ที่มีน้ำไหล แรงเป็นพิเศษ เช่น ปลายี่สก Probarbus Julienni วางไข่ในบริเวณที่น้ำไหลแรงประมาณ 1.3 เมตร/วินาที

6. น้ำขึ้นน้ำลงและข้างขึ้นข้างแรม
ปัจจัยทั้งสองนี้มีความเกี่ยวข้อง กันอย่างใกล้ชิด ถึงแม้ยังไม่มีการทดลองยืนยันในเรื่องนี้ แต่ก็มีปรากฏการณ์ที่ทำให้เชื่อได้ว่าปัจจัยทั้งสองชนิดนี้ มีอิทธิพลต่อการวางไข่ของปลาบางชนิดจริง เช่น ตัวอย่างในปลากระพงขาว Lates calcariter นักวิชาการพบว่าปลากระพงขาวบริเวณทะเลสาบสงขลาวางไข่ในเดือนมิถุนายนถึง กันยายน โดยจะวางไข่ 2 ช่วง คือ ช่วงข้างขึ้น 4 ค่ำ จนถึงข้างแรม 6 ค่ำ และจากข้างแรม 14 ค่ำ จนถึงข้างขึ้น 6 ค่ำ ในช่วงนี้ปลาจะวางไข่ในเวลาที่ น้ำลงต่ำสุดทุกครั้ง ซึ่งผู้ศึกษาให้ข้อสันนิษฐานว่าการที่ปลาเลือกวางไข่เข้าไปสู่ทะเลสาบประมาณ 10 ชั่วโมง หลังจากนั้นน้ำจะลดระดับลง และพัดพาเอาไข่ที่กำลังจะฟักเป็นตัวอ่อนออกมาสู่ ปากร่องน้ำ ซึ่งเมื่อลูกปลาออกจากไข่ก็จะกระจายไปหากินอยู่ตามป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ ออกมาสู่ปากร่องน้ำ ซึ่งเมื่อลูกปลาออกจากไข่ก็จะกระจายไปหากินอยู่ตามป่าชายเลนอันอุดมสมบูรณ์ ต่อไป (กองประมงน้ำกร่อย, 2523) อย่างไรก็ตาม Stacey (1983) ได้ให้ความเห็นว่าการวางไข่ตามข้างขึ้นข้างแรมนี้น่าจะเกี่ยวกับวงจรการ เจริญของไข่มากกว่าจะเป็นการกระตุ้นของสิ่งแวดล้อม หมายความว่าวงจรการเจริญของไข่ปลาชนิดนั้น ๆ อยู่ในช่วงเวลาที่ไข่แก่พอดีในช่วงข้างขึ้นหรือข้างแรมพอดีปลาจึงวางไข่ โดยข้างขึ้นข้างแรมไม่ได้มีอิทธิพลในการกระตุ้นแต่อย่างใด

7. ปริมาณออกซิเจนในน้ำ (Dissolved Oxygen)

ออกซิเจนเป็นอีกปัจจัยหนึ่ง ที่มีความสำคัญมากในการดำรงชีพ เนื่องจากต้องใช้ออกซิเจนในขบวนการหายใจเพื่อการเจริญเติบโต ความสามารถละลายน้ำของออกซิเจนขึ้นกับความดันอากาศ อุณหภูมิ ปริมาณเกลือแร่ เช่นที่ อุณหภูมิศูนย์องศา การละลายของออกซิเจนอยู่ระหว่าง 114 มก./ลิตร และที่ 6-9 มก./ลิตร ที่ 35 ํC ที่ความดัน 1 บรรยากาศ เมื่ออุณหภูมิสูงทำให้เกิดกิจกรรมใช้ออกซิเจนมาก ทำให้ปริมาณลดลงอาจเกิดการขาดออกซิเจนได้ ด้านตรงข้ามการเกิดออกซิเจนละลายเกิดจุดอิ่มตัว เนื่องจากการผลิตออกซิเจนมากเกินไป จากขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชสีเขียว ก็เป็นอันตรายต่อสัตว์น้ำเช่นกัน เช่น ทำให้เกิดฟองอากาศในเลือด ปกติแล้วค่าออกซิเจนในน้ำที่เหมาะสมกับการดำรงชีพอยู่ระหว่าง 5-8 มก./ลิตร ปริมาณออกซิเจนในน้ำมีการเปลี่ยนแปลงในรอบวัน (รูปที่ 3.2)
7.1 แหล่งที่มาของออกซิเจนในน้ำ
ก. จากบรรยากาศโดยตรง เกิดแรงดันบรรยากาศมีมากกว่า กระแสลมพัดพาสู่ผิวน้ำ
ข. จากขบวนการสังเคราะห์แสงของพืชน้ำ โดยเฉพาะแพลงค์ตอนพืช แหล่งให้ออกซิเจนมาก
ค. เกิดจากขบวนการเคมีของแร่ธาตุอื่น ๆ ในน้ำ
7.2 สาเหตุที่ทำให้ออกซิเจนลดลงในน้ำ
ก. จากขบวนการหายใจของสิ่งมีชีวิต
ข. จากการเน่าสลายของอินทรีย์วัตถุต่าง ๆ
ค. จากขบวนการเคมีของแร่ธาตุสารประกอบต่าง ๆ
ง. เกิดจากการละลายผสมกับน้ำที่มีออกซิเจนต่ำกว่า



รูปที่ 3.2 ความสัมพันธ์ระหว่างปริมาณออกซิเจนละลายน้ำในรอบหนึ่งวัน (Boyd, 1981)

ปริมาณ ออกซิเจนละลายในน้ำมีความสัมพันธ์อยู่กับค่า Biochemical Oxygen Demand (BOD) กล่าวคือถ้าในน้ำมีอินทรีย์วัตถุมาก แบคทีเรียต้องใช้ออกซิเจนมากในการย่อยสลาย ทำให้น้ำมีโอกาสขาดออกซิเจน แต่ถ้ามีอินทรีย์วัตถุน้อย แบคทีเรียก็ใช้ออกซิเจนน้อย ปกติในบ่อปลาควรมีค่า BOD ไม่เกิน 0.5 mg/ลิตร /ชั่วโมง โดยทั่วไปปลาไม่สามารถทนอยู่ในน้ำที่มีค่า DO ต่ำกว่า 1 มก./ลิตร เป็นเวลานาน ค่า DO ที่สามารถทำให้ปลาตายได้มีค่าระหว่าง 0.1-2.4 มก./ลิตร ปริมาณออกซิเจนในน้ำโดยทั่วไปต้องควบคุมให้ได้ต่ำกว่า 3 มก./ลิตร และทำให้อัตราการฟักของไข่ต่ำ เจริญเติบโตช้า อ่อนแอ ติดเชื้อโรคได้ง่าย การแก้ไขการขาดออกซิเจน เช่น การควบคุมปริมาณ แพลงค์ตอนโดยการวัดความโปร่งใส การระบายน้ำและเติมน้ำใหม่ การให้อากาศซึ่งนิยมมากในการเลี้ยงกุ้ง เนื่องจากกุ้งเป็นสัตว์น้ำที่ส่วนใหญ่แล้วอาศัยอยู่ตามพื้นบ่อ เป็นบริเวณที่มักเกิดการขาดออกซิเจน และการสังเกตว่าสัตว์น้ำมีปริมาณออกซิเจนในน้ำปัจจุบันทำได้ 2 วิธี คือ กี่ไตเตรท (Titrate) และการใช้เครื่องวัดออกซิเจน (Oxygen Meter) ซึ่งค่อนข้างสะดวกและรวดเร็ว

8. ค่าเป็นกรด-ด่าง (pH)
ใน แหล่งน้ำค่าเป็นกรด-ด่าง ที่เหมาะสมควรมีค่าระหว่าง 6.5-8 น้ำเป็นกรดจะทำให้น้ำเชื้ออ่อนแอ สัตว์น้ำไม่สามารถเจริญได้ตามปกติในสภาพที่ไม่เหมาะสม มีฤทธิ์เป็นกรดเมื่อมีค่าน้อยกว่า 7 ถ้ามากกว่า 7-14 มีฤทธิ์เป็นด่างเมื่อมีค่ามาก การวัด pH ของน้ำเป็นการวัดปริมาณความเข้มข้นของไฮโดรเจนอิออน (H+)
pH = log 1/(H+)ในน้ำกลั่นบริสุทธิ์มี H+ = 0.000,000,1 mole/ลิตร
มีค่า pH = log x 1/0.000,000,1 = 7 ค่า H+ เพิ่มขึ้นทำให้มีค่า pH ต่ำ ซึ่งจะตรงข้ามกับค่าไฮครอกไซด์อิออน (OH-)
pH ของแหล่งน้ำทั่วไปมีค่า 5-9 ขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและภูมิประเทศ และจะผันแปรตาม pH ของดิน อิทธิพลของจุลินทรีย์และแพลงค์ตอนพืชก็สามารถทำให้ pH เปลี่ยนแปลง pH มีความสำคัญต่อการใช้ธาตุอาหารของสัตว์น้ำ พืชน้ำ ใช้ได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับ pH ในน้ำ ถ้า pH ต่ำกว่า 4.5 หรือสูงกว่า 11 ทำให้สัตว์น้ำไม่สามารถดำรงชีวิตหรือเจริญเติบโตได้ pH ระดับสูงทำให้แอมโมเนียมีค่ามากขึ้น ปกติแล้วในรอบวันค่า pH จะสูงขึ้นเรื่อยจนถึงช่วงบ่าย และลดลงในเวลากลางคืน การปรับค่า pH ของน้ำจากความเป็นกรดให้เป็นด่าง โดยมากใช้ปูนขาวที่นิยมมี 3 วิธี CaCO3 , Ca(OH)2 และ CaO ปริมาณมากน้อยขึ้นอยู่กับความรุนแรงของค่า pH และคุณภาพดิน ซึ่งปฏิกิริยาเคมี
CaCO3 + 2H+ ? Ca2+ + H2O + CO2
Ca(OH)2 + 2H+ ? Ca2+ + 2H2O
CaO + 2H+ ? Ca2+ + H2O
การวัดค่า pH ที่นิยมใช้สะดวก แต่ไม่ค่อยแน่นอน การใช้กระดาษลิสมัสถ้าน้ำเป็นกรดกระดาษจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ถ้าน้ำเป็นด่างจะเปลี่ยนเป็นสีม่วง หรือการใช้ pH Meter ซึ่งจะถูกต้องและสะดวกกว่า

9. ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ความเป็นด่าง (Alkalinity) และความเป็นกรด (Acidity)

เนื่องจาก ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ ความเป็นด่าง และความเป็นกรด จะมีความสัมพันธ์กันและมีบทบาทต่อขบวนการหายใจของสัตว์น้ำและความอุดม สมบูรณ์ของแหล่งน้ำ กล่าวคือ หากสภาพน้ำมีความเป็นกลางเป็นด่างเล็กน้อย โอกาสที่สัตว์น้ำหรือแพลงค์ตอนพืช พืชน้ำ จะใช้ธาตุอาหารได้มีประสิทธิภาพมากขึ้น การย่อยสลายของแบคทีเรีย สารอินทรีย์ ก็ดีขึ้นคาร์บอนไดออกไซด์อิสระ (CO2) มีผลทำให้ระบบการหายใจของสัตว์น้ำผิดปกติ คาร์บอนไดออกไซด์มากทำให้การแลกเปลี่ยนออกซิเจนลดลง แม้ว่าในน้ำมีออกซิเจนเพียงพอ เช่น ถ้าในน้ำมีคาร์บอนไดออกไซด์มาก 60 มก./ลิตร ทำให้ปลาหลายชนิดไม่สามารถแลกเปลี่ยนออกซิเจนและตายได้ ค่าคาร์บอนไดออกไซด์ที่เหมาะสมในน้ำควรมีค่าไม่เกิน 5 มก./ลิตร ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ในรอบวันจะมีความสัมพันธ์กับปริมาณออกซิเจน กล่าวคือ ในเวลากลางวัน จะมีน้อยมากและมีมากในเวลากลางคืน และเป็นด่างเล็กน้อยในเวลากลางวัน (ไมตรีและจารุวรรณ, 2528)
คาร์บอน ไดออกไซด์มีความสำคัญต่อแหล่งน้ำมาก เพราะเป็นสารประกอบที่พืชใช้ในการสังเคราะห์แสง เป็นตัวปรับอัตราส่วนระหว่างออกซิเจนกับคาร์บอนไดออกไซด์ในสัตว์ซึ่งทำให้ สัตว์ดำรงชีวิตอยู่ได้ คาร์บอนไดออกไซด์เป็นตัวการที่ทำให้เกิด Chemical Buffering นอกจากนี้คาร์บอนไดออกไซด์ มีธาตุคาร์บอน C เป็นธาตุที่มี Electron 4 ตัว อยู่ในวงนอกสุดทำให้มี Bonding Capacity สูง เช่นสามารถที่จะเป็นส่วนต่อโครงสร้างของโมเลกุลของอินทรีย์สารได้เป็นอย่าง ดี เช่น พวก Cellulose และไขมัน
คาร์บอนไดออกไซด์เป็นสารประกอบที่มีความ สามารถในการละลายสูงมาก ความสามารถในการละลายของคาร์บอนไดออกไซด์แปรผันเป็นสัดส่วนตรงข้ามกับ อุณหภูมิ ถ้าอุณหภูมิสูงละลายได้น้อย แต่ถ้าอุณหภูมิต่ำก็ละลายได้มาก เมื่อเปรียบเทียบความสามารถยกตัวอย่างเช่น ในอากาศมีคาร์บอนไดออกไซด์อยู่ประมาณ 0.03% โดยปริมาตร ซึ่งเมื่อเปรียบเทียบกับออกซิเจนซึ่งมีอยู่ประมาณ 21% โดยปริมาตร แต่ในน้ำมีอุณหภูมิ 20 ํC ความดัน 760 มิลลิเมตรปรอท และมีออกซิเจนละลายอยู่ประมาณ 6 มิลลิกรัม/ลิตร จะมีคาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่ถึง 4 มิลลิกรัม/ลิตร ถ้าคำนวณคาร์บอนไดออกไซด์ที่ถูกเก็บไว้ในพืชน้ำ และในสัตว์บนผิวโลกแล้ว จะเห็นว่าจำนวนมากกว่าที่มีอยู่ในอากาศ (เปี่ยมศักดิ์, 2525)
คาร์บอน ไดออกไซด์ในแหล่งน้ำตามธรรมชาติมีที่มาหลายแหล่งด้วยกัน เช่น จากการหายใจของพืชและสัตว์ การย่อยสลายซากพืชและสัตว์โดยแบคทีเรียก็ให้คาร์บอนไดออกไซด์แก่น้ำใต้ดินมี ปริมาณคาร์บอนไดออกไซด์ละลายอยู่มาก ทั้งนี้เพราะมีการย่อยสลายอินทรีย์สารในชั้นใต้ดิน ปฏิกิริยาเคมีระหว่างสารประกอบพวกคาร์บอเนตที่อยู่ในน้ำหรือดินกับกรดก็จะ ให้ผลลัพธ์เป็นคาร์บอนไดออกไซด์นอกจากนี้การที่มีฝนตกลงมา
ยังแหล่งน้ำก็ ยังนำคาร์บอนไดออกไซด์ที่ละลายในเม็ดฝนลงมาด้วย เมื่อฝนตกลงมายังพื้นดิน น้ำไหลซึมไปในดิน คาร์บอนไดออกไซด์ที่ได้จากการย่อยสลายของซากพืชและสัตว์จะทำปฏิกิริยากับน้ำ ดังสมการ
CO2 + H2O ===== H2CO3
ได้ Carbonic Acid ซึ่งเป็นกรดอ่อน เมื่อไหลไปถูกกับส่วนของดินหรือลงสู่แหล่งน้ำที่มีหินปูนก็จะทำให้ปฏิกิริยา เคมีละลายหินปูนเหล่านั้นให้อยู่ในรูปของ Ca(HCO3)2 หรือ Calcium Bicarbonate ซึ่งจะคงอยู่สภาพอยู่รวมกับ CO2 จำนวนหนึ่งซึ่งอยู่ในรูป H2CO3
H2CO3 ที่ถูกสร้างขึ้นมาอาจจะแตกตัวได้ HCO3- และ CO32- ดังสมการ
CO2 + H2O === H2CO3 === H+ + HCO3- === H+ + CO32-
ฉะนั้น CO2 ที่ลงสู่แหล่งน้ำจะวางตัวอยู่ได้สามรูปด้วยกัน คือ
1. CO2 และ H2CO3 เรียกว่า Free CO2
2. H2CO3- (Bicarbonate) เรียกว่า Half Bound CO2
3. CO32- (Carbonate) เรียกว่า Bound CO2
ที่เราเรียก HCO3 ว่าเป็น Half Bound CO2 เพราะว่าเราสามารถที่จะไล่ HCO3- ออกไป จากน้ำโดยการให้ความร้อนแก่น้ำ และการที่เราเรียก CO32- ว่าเป็น Bound CO2 ก็เพราะว่าตามปกติมันจะรวมกับธาตุที่มีประจุบวกเช่น Ca++ และ Mg ++ แล้วตกตะกอน
ที่ pH = 7 : 20% ของ CO2 จะอยู่ในรูป CO2 + H2CO3
80% ของ CO2 จะอยู่ในรูป HCO3-
ที่ pH = 5 : CO2 เกือบทั้งหมดจะอยู่ในรูป Undissociated H2CO3
ที่ pH = 8.5:เกือบทั้งหมดของ CO2 จะอยู่ในรูป HCO3-
ที่ pH = 10 : CO2 ประมาณ 24 % จะอยู่ในรูป CO3= ที่เหลือเป็น HCO3-
ความสำพันธ์ระหว่าง pH กับปริมาณ CO2 ทั้งในสามรูปสามารถแสดงเป็นรูปความสัมพันธ์ได้ตามรูปที่ 3.3



รูปที่ 3.3 การรักษาสภาพความเป็นกรด ด่าง ของน้ำในบ่อเลี้ยงสัตว์น้ำ (Boyd, 1981)

Chemical Buffering คือขบวนการเปลี่ยนแปลงทางเคมีของแหล่งน้ำเพื่อการปรับ pH ของน้ำให้อยู่ในสภาวะที่เป็นกลางอยู่เสมอ ขบวนการนี้เกิดขึ้นจากการเปลี่ยนแปลงระหว่าง CO2 ที่มีอยู่ ในน้ำทั้งสามรูปซึ่งจะต้องมีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมมาเกี่ยวข้องด้วย ดังที่กล่าวมาแล้วเมื่อตอนต้นว่าเมื่อมี H2CO3 ลงไปในแหล่งน้ำหรือเกิดขึ้นเองในแหล่งน้ำแล้วจะเกิดปฏิกิริยากับCaCO3 กลายเป็น Ca(HCO3)2 ซึ่งอยู่ในรูปของของเหลวและต้องมี CO2 จำนวนหนึ่งรวมอยู่ด้วยเสมอ สภาพแบบนี้จะทำให้มี pH ใกล้ 7 หรือมากกว่า 7 เล็กน้อย เป็นสภาพเป็นกลาง CO2 ที่รวมอยู่ด้วยนี้เราเรียกว่า Equilibrium CO2 ในตอนกลางวันการสังเคราะห์แสงโดยพืช ฉะนั้น Equilibrium CO2 จะถูกนำไปใช้และจะลดลงอย่างมากในตอนบ่าย pH ของน้ำจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ เช่น อาจจะเพิ่มจาก 7.2 เป็น 8 หรือ 9 เมื่อถึงขั้นนี้ Ca(HCO3)2 จะแตกตัวออก
Ca(HCO3)2 ? CaCO3 + CO2 + H2O
?
ตกตะกอน
ได้ CaCO3 ซึ่งตกตะกอนและ CO2 จำนวนหนึ่ง ทำให้การปรับ pH ให้คงที่และไม่สูงขึ้นไปมาก กว่านี้
ในเวลา กลางคืนซึ่งไม่มีการสังเคราะห์แสง CO2 จะเพิ่มปริมาณมากขึ้น เนื่องจากการหายใจของพืช ทำให้ pH ของน้ำมีค่าต่ำลง CO2 ที่เพิ่มขึ้นเกินค่า Equilibrium CO2 เราเรียก Aggressive CO2 ต่อมา Aggressive CO2 จะทำปฏิกิริยากับ CaCO3 ที่ตกตะกอนอยู่ในน้ำหรือที่แขวนลอยอยู่ในน้ำ ทำให้เกิด Ca(HCO3)2 มากขึ้น และมีผลทำให้ค่า pH ไม่ลดต่ำลงไปมากนัก
ขบวนการดังกล่าวนี้คือ Chemical Buffering ขบวนการดังกล่าวมีความสำคัญต่อความเป็นอยู่ของสิ่งมีชีวิตในน้ำมาก จะเห็นได้ว่าสัตว์น้ำ เช่น ปลา ดำรงชีวิตอยู่ได้อย่างปกติในพิสัยของ pH ที่ไม่เป็นกรดมากนักและไม่เป็นด่างมากนัก pH อยู่ระหว่าง 6.5 ถึง 8.5
ขบวน การปรับสภาพน้ำให้เป็นกลางจะเกิดขึ้นได้ดีในแหล่งน้ำที่มีน้ำชนิดกระด้าง (Hard Water) กล่าวคือ มีธาตุแคลเซียมและแมกนีเซียมรวมกันอยู่มากกว่า 22 มล.ก./ลิตร สำหรับน้ำที่มีปริมาณธาตุทั้งสองต่ำกว่า 5 มก.ก./ลิตร จัดว่าเป็นน้ำอ่อนจะมีค่า pH ต่ำกว่าปกติ ในบางครั้งอาจมี ค่า pH อยู่มนพิสัย 6-4 และมี CO2 อยู่มาก ในบางครั้งอาจมี CO2 ละลายอยู่ถึง 200 มล.ก./ลิตร แหล่งน้ำเหล่านี้จะมีสัตว์น้ำอาศัยอยู่น้อย โดยมากเป็นแหล่งน้ำที่เกิดขึ้นใหม่ ๆ การแก้ไขอาจทำได้โดยการเติมหินปูนหรือปูนขาว (CaO) ลงไป

10. ความเป็นด่าง (Alkalinity)

คือ ความสามารถของน้ำที่จะรับ Proton หรือ Hydrogen ion(H+) อย่างที่เราเข้าใจกันดีอยู่แล้วว่าเมื่อน้ำมีฤทธิ์เป็นกรดด้วยการที่มี คาร์บอนไดออกไซด์เพิ่มขึ้นนั้น หินปูนจะทำปฏิกิริยากับกรด (H2CO3) ได้แคลเซียมไบคาร์บอเนต แต่ถ้ามี Aggressive CO2 เพิ่มขึ้นมากอีกจนถึงจุด ๆ หนึ่งแล้วไบคาร์บอเนตก็จะแตกตัวออกเป็น CO2 และ H2CO3 ซึ่งทำให้ระบบเสียไป ปฏิกิริยาดังกล่าวนี้ถูกนำมาใช้วิเคราะห์หา Alkalinity การวิเคราะห์หา Alkalinity นั้น เราใช้กรดแก่เติมลงไปในน้ำเพื่อวิเคราะห์ว่ามี CO32- อยู่เท่าใดการทำปฏิกิริยาจะต้องถูกกระทำจนกว่าจะถึงจุดที่ได้คาร์บอน ไดออกไซด์ออกมาหมด Alkalinity นั้นไม่ใช่ว่าจะประกอบแต่เพียง CO32- และ HCO3- เท่านั้น แต่ยังมี OH- ซึ่งเป็นตัวที่ทำให้น้ำมีฤทธิ์เป็นด่างอย่างแรงร่วมอยู่ด้วย โดยทั่วไปแล้วเราจะวิเคราะห์หา Phenolphthalein Alkalinity และ Total Alkalinity ชนิดแรกเราใช้ Phenolphthalein เป็นเครื่องชี้ Phenolphthalein Alkalinity บอกเราได้ว่ามี OH- และ CO32- อยู่เท่าไร แต่ Total Alkalinity จะบอกเราว่ามี OH- ,CO32- และ HCO3- อยู่เท่าไร

11. ความเป็นกรด (Acidity)
คือความสามารถของน้ำที่จะให้ Proton หรือ Hydrogen (H+) แหล่งน้ำ ค่าของ Acidity จะสูงหรือต่ำขึ้นอยู่กับจำนวนของสารประกอบดังต่อไปนี้ที่ละลายในน้ำ เช่น Carbonic Acid , Tannic Acid, พวก Hydrolysed Salt หรือ Ferrous หรือ Aluminium Sulphate พวกกรดแก่ทำให้ Acidity มีค่าสูง และทำให้มีค่า pH ต่ำมาก การวิเคราะห์หา Acidity เราใช้ด่างแก่ทำให้ปฏิกิริยากับน้ำ Acidity มีประโยชน์ต่อเราที่ว่าสามารถบอกได้ว่าน้ำต้องเติมด่างหรือเกลือจำนวนเท่าใด มาทำปฏิกิริยา เพื่อให้ได้ pH เป็นกลาง การที่ Acidity เป็นผลเนื่องจากกรดอ่อนชนิดต่าง ๆ เราก็อาจใช้ CaCO3 เป็นตัวปรับ pH ได้

12. ความเค็ม (Salinity)
ความเค็มของน้ำ หมายถึง ปริมาณของแข็ง (Solid) หรือเกลือแร่ต่าง ๆ โดยเฉพาะโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ที่ละลายอยู่ในน้ำ โดยนิยมคิดเป็นหน่วยน้ำหนักของสารดังกล่าวเป็นกรัมต่อกิโลกรัมของน้ำ หรือส่วนในฟัน (Part Per Thousand , ppt) ทั้งนี้หลังจากที่พวกเกลือ คาร์บอเนต (Carbonate) ถูกเปลี่ยนเป็น Oxides และพวกเกลือโบไมด์ (Bromide) และไอโอไดด์ (Iodide) ถูกแทนที่โดยคลอไรด์ (Chloride) และอินทรีย์วัตถุ (Organic Matter) ถูกออกซิไดสไปทั้งหมดความเค็มของน้ำจะมีค่าแตกต่างกันไป แล้วแต่สถานที่และประเภทของดิน สำหรับน้ำจืดมีค่าความเค็มประมาณศูนย์ ส่วนน้ำทะเลมีค่าความเค็มโดยเฉลี่ยประมาณ 35 ส่วนในฟันในด้านการประมง ได้มีผู้แบ่งประเภทของน้ำออกตามระดับความเค็มดังนี้ คือ
น้ำจืด (Fresh Water) มีความเค็มระหว่าง 0.0.5 ส่วนในฟัน
น้ำกร่อย (Brackish Water) มีความเค็มระหว่าง 0.5-30.0 ส่วนในฟัน
น้ำเค็ม (Sea Water) มีค่าความเค็มมากกว่า 30 ส่วนในฟันขึ้นไป
ความเค็มของน้ำมีผลต่อการดำรง ชีวิตของสัตว์น้ำ โดยเฉพาะระบบการควบคุมปริมาณน้ำในร่างกาย (Water Regulatory System) ซึ่งมีผลมาจากความแตกต่างของแรงดัน Osmotic ระหว่างภายในตัวสัตว์น้ำและภายนอก สัตว์น้ำจืดจะมีแรงดัน Osmotic ภายในตัวสูงกว่าน้ำที่อยู่ภายนอก ดังนั้น น้ำภายนอกจึงสามารถแทรกซึมเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย สัตว์น้ำจืดจึงต้องพยายามจัดเอาน้ำส่วนเกินเหล่านี้ออกไป ในทางตรงกันข้าม สัตว์น้ำเค็มที่อาศัยอยู่ในทะเลจะมีแรงดัน Osmotic ต่ำกว่า น้ำทะเล ดังนั้น น้ำภายในตัวก็จะออกนอกร่างกายได้ง่าย สัตว์ทะเลจึงต้องพยายามเก็บรักษาปริมาณน้ำไว้ให้มาก สำหรับสัตว์น้ำบางชนิดโดยเฉพาะสัตว์น้ำกร่อยที่อาศัยอยู่บริเวณที่มีการ เปลี่ยนแปลงความเค็มไว้มาก จะมีความสามารถในการปรับตัวและทนทานต่อการเปลี่ยนแปลงของแรงดัน Osmotic ดังกล่าวได้ดี อย่างไรก็ตามสัตว์น้ำ ทั่วไปสามารถปรับตัวให้เข้ากับสภาพความเค็มของน้ำที่เปลี่ยนแปลงได้ แต่ทั้งนี้ต้องค่อยๆ เป็นไปอย่างช้าๆ โดยปกติสัตว์น้ำจืดจะมีเลือดที่มีความเข้มข้นสูงกว่าน้ำภายออกประมาณ 6 เท่าของแรงดัน Osmotic หรือเท่ากับความเข้มข้นประมาณ 7 ส่วนในพันของเกลือโซเดียมคลอไรด์ (NaCl) ดังนั้น สัตว์น้ำจืดโดยทั่วไปจะสามารถอยู่ในน้ำที่มีความเค็มประมาณ 7 pptได้ และบางชนิดจะอาศัยอยู่ในน้ำที่มีความเค็มสูงกว่านี้ได้ แต่ต้องให้เปลี่ยนแปลง ทีละน้อยดังที่กล่าวมาแล้ว ปัจจุบันเริ่มนิยมเลี้ยงปลานิลซึ่งเป็นปลาน้ำจืด ความเค็มระหว่าง 5-10 ppt ในน้ำกร่อย และการเลี้ยงปลากระพงขาวและกุ้งทะเลในน้ำจืดที่มีความเค็มน้อย ในเชิงพาณิชย์มากขึ้น
วิธีการวัดค่าความเค็มของน้ำอาจทำได้หลายวิธี เช่น วิธีว่าค่าการนำไฟฟ้าความถ่วงจำเพาะ การไตเตรทด้วยซิเวอร์ไนเตรท และที่นิยมสะดวก การวัดโดยเครื่องมือ Salinometer โดยอาศัยหลักสะท้อนแสง

13. ไนโตรเจน (Nitrogen) และ ฟอสฟอรัส (Phosphorus)

ก.ไนโตรเจนในแหล่ง น้ำมี 3 รูปแบบที่สำคัญ ได้แก่ แอมโมเนีย (NH3)ไนโตรน์ (NO-2) และ ไนเตรท (NO-23)
เนื่องจากไนโตรเจนเป็นสารประกอบหลักของโปรตีน (Protein) ซึ่งเป็นองค์ประกอบที่สำคัญของสิ่งมีชีวิต สำหรับพืชสามารถใช้สารประกอบพวกไนโตรเจนได้หลายรูปแบบมาทำการสังเคราะห์เป็น โปรตีน เช่น แบคทีเรียหรือสาหร่ายบางชนิดสามารถตรึงก๊าซไนโตรเจนจากอากาศได้ ดังสมการ
N2 + แบคทีเรียหรือสาหร่าย ? โปรตีน
พืชสีเขียวอาจใช้ ไนโตรเจนที่อยู่ในรูปของสารประกอบ เช่น แอมโมเนีย (NH3) หรือ ไนเตรท (NO-23) สำหรับใช้ในการสังเคราะห์แสงเพื่อสร้างโปรตีน เช่น
NH3 + CO2 + พืชสีเขียว + แสงสว่าง ? โปรตีน
สำหรับสัตว์ไม่สามารถใช้ไนโตรเจนจาก อากาศรวมทั้งสารอินทรีย์ไนโตรเจน (Inorganic Nitrogen) มาทำการสังเคราะห์โปรตีนเหมือนกับพืชดังที่กล่าวมาแล้ว ดังนั้นสัตว์จึงต้องอาศัยโปรตีนจากพืชหรือสัตว์อื่น ๆ ด้วยกันในรูปของสารอินทรีย์ไนโตรเจน (Organic Nitrogen) ในบางครั้งจึงจำเป็นต้องทำการวิเคราะห์ปริมาณไนโตรเจนทั้งหมด (Total Nitrogen) ซึ่งหมายรวมทั้ง อินทรีย์และอินทรีย์ไนโตรเจน
เมื่อสิ่งมี ชีวิตเหล่านี้ตายลง สารประกอบโปรตีนในร่างกายก็จะถูกย่อยสลายและเปลี่ยนไปเป็นสารประกอบอื่น ๆ นอกจากนี้ของเสียที่ถูกขับถ่ายออกมาโดยเฉพาะจากสัตว์จะมีสารประกอบพวกโปรตีน หรืออินทรีย์ไนโตรเจนที่ยังย่อยไม่หมด ดังนั้นสารเหล่านี้จะถูกแบคทีเรียย่อยสลายให้เป็นแอมโมเนีย (NH3) ดังสมการ ถ้าในสถานที่ขาดออกซิเจน NH3 จะทวีความรุนแรงขึ้น
สารประกอบโปรตีน (อินทรีย์ไนโตรเจน) + แบคทีเรีย ? NH3
แอมโมเนียที่เกิดขึ้นอาจถูกพืชนำ ไปใช้ประโยชน์ในการสร้างโปรตีนใหม่ ดังที่กล่าวมาแล้ว แต่ถ้ามีปริมาณมากก็จะถูกออกซิไดส์ โดยแบคทีเรียกลายเป็นสารประกอบพวกไนไตรท์ (NO2-) และ ไนไตรต (NO-23) ตามลำดับ
แบคทีเรีย
2NH3 + 3O2 ----------------------> 2N2 + 2H + 2H2O
แบคทีเรีย
2NO-2 + O2 ----------------------> 2NO-23
ไน ไตรท์จะถูกพืชนำไปใช้ประโยชน์ต่อไป และส่วนที่เหลือก็จะชะล้างลงไปสะสมอยู่ในน้ำไม่มีออกซิเจนไนเตรทอาจถูกทำ ปฏิกิริยา Reduction ซึ่งเรียกว่า Denitrification ให้กลับมาเป็น ไนไตรท์และแอมโมเนียได้เช่นกัน แต่จะเกิดแอมโมเนียน้อย เนื่องจากการเปลี่ยนไนไตรท์มาเป็นแอมโมเนียมีแบคทีเรียบางชนิดเท่านั้นที่ สามารถทำปฏิกิริยาดังกล่าวได้ และไนไตรท์มักถูกเปลี่ยนไปเป็นไนโตรเจนมากกว่า
แอมโมเนียโดยปกติเป็นพิษ ต่อปลา โดยเฉพาะในรูปของ Un-Ionized From หรือ NH3 ส่วน Ionized-From หรือ NH4+ ไม่มีพิษต่อสัตว์น้ำ เว้นแต่จะมีอยู่ในปริมาณสูงมาก ๆ การแตกตัวของแอมโมเนียขึ้นอยู่กับค่า pH และอุณหภูมิของน้ำ หาก pH ลดลง เปอร์เซ็นต์การแตกตัวก็จะมีมากขึ้น ทำให้ความเป็นพิษลดลง ดังนั้นในบ่อปลาที่มีการให้อาหารประเภทเนื้อสัตว์ที่มีโปรตีนสูง ของเสียที่เกิดขึ้น หรืออาหารที่เหลือก็จะทำให้ปริมาณแอมโมเนียสูงขึ้น และอาจเป็นอันตรายแก่ สัตว์น้ำเองได้ในที่สุด การวิเคราะห์ปริมาณแอมโมเนียในบ่อปลาบางครั้งจึงมีความจำเป็น ระดับความเข้มข้นของแอมโมเนียที่จะไม่เป็นอันตรายต่อปลาไม่ควรเกิน 0.02 มิลิกรัม/ลิตร ในรูปของ Un-Ionized From
ไนไตรท์ โดยปกติก็มีพิษต่อสัตว์น้ำได้ เช่นเดียวกันกับแอมโมเนีย แต่มักจะเกิดขึ้นในปริมาณไม่มากนักในแหล่งน้ำธรรมชาติ เว้นแต่ในบ่อเลี้ยงปลาที่มีการให้อาหารที่มีโปรตีนสูงดังที่กล่าวมาแล้ว ซึ่งจะถูกแบคทีเรียทำการ เปลี่ยนรูปไปเป็นไนไตรท์ ซึ่งไม่มีพิษต่อปลาแต่จะเป็นประโยชน์ต่อการเจริญเติบโตของพืชน้ำหรือสัตว์ น้ำเอง
ในการลดความเป็นพิษของแอมโมเนียและไนไตรท์ในบ่อเลี้ยงปลา จากผลการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าสารประกอบพวกคลอไรด์ (Chlorides) โดยเฉพาะเกลือแกง (NaCl) สามารถลดความเป็นพิษของสารประกอบดังกล่าวได้ โดยใส่ในอัตราประมาณ 500 มิลลิกรัมต่อลิตร หรือ ประมาณ 600-800 กิโลกรัม/ไร่ ซึ่งในทางปฏิบัติมักจะนิยมใส่ทีละน้อยในอัตราประมาณ 200-250 กิโลกรัม/ไร่ ทุก ๆ 1-2 อาทิตย์ หรือการเพิ่มอากาศและระบายลงในแหล่งน้ำ
ข. ฟอสฟอรัส มีความสำคัญเนื่องจากเป็นธาตุที่มีความจำเป็นต่อการดำรงชีวิตของสัตว์ และพืช ฟอสฟอรัสจะสะสมในดินและหินแร่หรือแหล่งสะสมอื่นๆ ซึ่งจะปลดปล่อยฟอสเฟตออกมาในรูปที่ละลายน้ำได้โดยการชะล้าง พืชและสัตว์ก็จะนำเอาไปใช้ในการเจริญเติบโตและสร้าง โปรโต-พลาสซึม (Protoplasm) เมื่อพืชและสัตว์เหล่านั้นตายลง ปริมาณฟอสฟอรัสที่มีอยู่ในร่างกายก็จะถูกย่อยสลายกลับสู่พื้นดินหรือทะเล และถูกพัดพาจมลงไปในที่สุด บางส่วนอาจถูกสิ่งมีชีวิตดึงกลับมาใช้ประโยชน์ แต่ปริมาณที่สูญเสียไปมีมากกว่าปริมาณที่ถูกนำมาใช้กลับคืน ดังนั้นมนุษย์เราจึงจำเป็นต้องเติมหรือเพิ่มปริมาณฟอสฟอรัสใช้ปุ๋ยทางการ เกษตร น้ำทิ้งจากการอุตสาหกรรม และน้ำทิ้งจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เป็นต้น ซึ่งของเสียเหล่านี้มีฟอสฟอรัสเป็นองค์ประกอบในปริมาณมากน้อยต่างกัน เนื่องจากฟอสฟอรัสเป็นธาตุอาหารที่จำเป็นต่อพืช ดังนั้นจึงสามารถทำให้พืชน้ำโดยเฉพาะแพลงค์ตอนพืชสามารถเจริญเติบโตได้อย่าง รวดเร็ว ซึ่งเป็นการเพิ่มความอุดมสมบูรณ์ของแหล่งน้ำ แต่ถ้ามีปริมาณมากเกินไปก็อาจทำให้เกิดสภาวะเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำ ซึ่งเกิดจากการเจริญเติบโตของพืชน้ำ หรือที่เรียกว่า Eutrophication ในที่สุด จากการศึกษาในต่างประเทศมี ผู้รายงานว่า หากแหล่งน้ำธรรมชาติมีปริมาณฟอสฟอรัสสูงเกินกว่า 0.01 mg/L จัดว่าแหล่งน้ำนั้นมีอาหารธรรมชาติมากเกินไป และแหล่งน้ำที่มีปัญหามลภาวะจะมีปริมาณฟอสฟอรัสสูงกว่า 0.6 mg/L อย่างไรก็ตามปริมาณฟอสฟอรัสในน้ำไม่ได้เป็นมลพิษที่จะทำอันตรายต่อสัตว์น้ำ เพียงแต่เป็นตัวการที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงของแหล่งน้ำ เนื่องจากการเจริญเติบโตของพืชน้ำ และเป็นเครื่องแสดงให้เห็นถึงความอุดมสมบูรณ์ของธาตุอาหารในแหล่งน้ำนั้น ในการควบคุมและป้องกันปัญหาเสื่อมโทรมของแหล่งน้ำจึงได้กำหนดมาตรฐานไว้โดย ไม่ควรมีปริมาณฟอสฟอรัสเกิน 0.03 mg/L
สารประกอบฟอสฟอรัสที่พบในแหล่งน้ำ มีอยู่ 2 แบบ คือ
1. สารประกอบพวกอินทรีย์ฟอสเฟต (Organic Phosphates) ได้แก่สารประกอบฟอสฟอรัสที่เกิดจากขบวนการทางชีวะ และฟอสฟอรัสที่รวมอยู่กับอินทรีย์ต่าง ๆ เช่น โปรตีน คาร์โบไฮเดรต เป็นต้น และรวมทั้งฟอสฟอรัสที่อยู่กับซากพืชหรือสัตว์
2. สารประกอบพวกอนินทรีย์ฟอสเฟต (Inorganic Phosphates) เป็นสารประกอบฟอสเฟต ที่พบในแหล่งน้ำทั่ว ๆ ไป ซึ่งได้รับมาจากน้ำทิ้งจากกิจกรรมต่าง ๆ แบ่งออกได้เป็นสารประกอบออ-โธฟอสเฟต (Ortho Phosphates) ได้แก่สารประกอบพวก PO4-3 HPO4-2 และ H2PO4-1 สารประกอบพวกนี้ละลายน้ำได้ดี และแพลงค์ตอนพืชสามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้ สารประกอบ ออโธฟอสเฟตนี้บางทีเรียก Soluble Reactive Phosphorus ซึ่งถือว่ามีความสำคัญทางด้านการประมง สารประกอบฟอสฟอรัสอีกอย่างหนึ่งคือ โพลีฟอสเฟต (Polyphosphates) พบในน้ำทิ้งจากบ้านเรือนที่อยู่อาศัย เนื่องจากเป็นส่วนผสมของผงซักฟอก (Detergent) ซึ่งมีการใช้กันอย่างแพร่หลายในปัจจุบัน สารประกอบพวกโพลีฟอสเฟตสามารถเปลี่ยนแปลงมาเป็นออโธฟอสเฟตได้โดยขบวนการ ไฮโดรไลซิส (Hydrolysis) เมื่ออยู่ในน้ำและถ้าอุณหภูมิเพิ่มขึ้นหรือ pH ลดลงก็จะช่วยเร่งปฏิกิริยาดังกล่าวให้เร็วขึ้น ซึ่งพวกออโธฟอสเฟตจะมีอิทธิพลต่อการแพร่พันธุ์เจริญเติบโตของพืชน้ำและแพ ลงค์ตอนพืช

การเพิ่มกำลังผลิตในบ่อปลาโดยการใส่ปุ๋ย

ปุ๋ย ช่วยก่อให้เกิดอาหารธรรมชาติที่อุดมด้วยคุณค่าและมีต้นทุนต่ำแต่ก็มีข้อ จำกัดและสิ่งที่ควรพิจารณาประกอบอันได้แก่ สามารถละลายน้ำได้ดีเป็นประโยชน์ต่อการเพิ่มปริมาณธาตุอาหารเช่นแพลงค์ตอน เช่นปุ๋ยไนโตรเจน เช่น แอมโมเนียมซัลเฟส และยูเรีย ที่มีไนโตรเจน 20 และ 46 %และฟอสเฟต เช่น ซุปเปอร์ฟอสเฟต มีอยู่ 16-18 % อัตราการใช้ในน้ำที่อุณหภูมิ 20 C0 ใช้ 5-10 กก.ต่อสัปดาห์/ไร่ การใช้ปุ๋ยอาจมีผลข้างเคียงเช่น ปริมาณออกซิเจนในน้ำเพิ่มขึ้น ลดปริมาณกลิ่นและสาหร่ายพิษเช่น Oscillatoria sp. และ Prymnosium sp เป็นต้น นอกจากนี้ปุ๋ยอินทรีย์ เช่น มูลวัวและไก่ที่ปราศจากเชื้อโรคก็นิยมใช้เพื่อเพิ่มผลผลิตในบ่อ ปริมาณที่ใช้ขึ้นอยู่กับ ออกซิเจนในน้ำ อุณหภูมิ และปริมาณออกซิเจนที่แบคทีเรียใช้ (BOD) โดยประมาณ 40-80 กก./สัปดาห์/ไร่

การ ปรับปรุงคุณภาพน้ำ
การที่จะควบคุมปรับปรุงได้ดีนั้นต้องอาศัยการ สังเกตและตรวจสอบคุณภาพน้ำ ซึ่งทำได้โดยการดูสี การวัดความขุ่นของน้ำโดยวิธีเบื้องต้น ใช้สายตาหรือเครื่องมือที่เกี่ยวข้องประกอบหรืออาจใช้วิธีการไตเตรทกับสาร เคมีก่อนทำการปรับปรุงจะได้ผลยิ่งขึ้น
1. การพักน้ำ ปกติโดยทั่วไปในฟาร์มเพาะเลี้ยงสัตว์น้ำจำเป็นต้องมีอ่างเก็บน้ำประมาณ 30-40 % ของพื้นที่ หรือฟาร์มเพาะลูกปลาจำเป็นต้องมีบ่อพักน้ำเสมอ เพื่อช่วยให้น้ำตกตะกอนมีสภาพที่ใสขึ้น และยังช่วยลดปริมาณก๊าซพิษจากการระเหย เช่น คลอรีน NH4, H2S การพักน้ำ เป็นการปรับปรุงคุณภาพน้ำขั้นต้น ซึ่งมีความจำเป็น
2. การกรองและการตกตะกอน การใช้ตัวกรองโดยมีวัสดุต่าง ๆ เช่น ทรายละเอียด ทรายหยาบ หิน กรวด และ ถ่าน เป็นการกำจัดความขุ่น กลิ่น แต่ไม่สามารถกำจัดสารอินทรีย์หรือเชื้อโรค จุลินทรีย์ แบคทีเรีย สารพิษที่ปะปนมากับน้ำได้ การตกตะกอนอาจใช้สารเคมีใส่ลงในน้ำ เช่น CUSO4 สารส้ม หรือปุ๋ยเคมี ช่วยลดความขุ่นและปริมาณของแพลงค์ตอนได้บ้าง การใส่ปูนขาวนอกจากช่วยลดความขุ่นแล้วยังช่วยปรับสภาพน้ำที่เป็นกรดได้และ ช่วยให้เกิดการตกตะกอนของสารแขวนลอยได้
3. การระบายและเติมน้ำใหม่ ปกติวิธการนี้นิยมในการเพาะเลี้ยงสัตว์แบบพัฒนาหรือมีการปล่อยสัตว์น้ำค่อน ข้างหนาแน่น และมีการให้อาหารเน้นโปรตีนสูง เช่น การเลี้ยงปลาดุก การเลี้ยงกุ้งทะเล จำเป็นต้องมีการระบายน้ำเก่าโดยบริเวณพื้นบ่อออกประมาณ 1 ใน 3 ส่วน แล้วเติมน้ำใหม่ปริมาณในการถ่ายเทน้ำ ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของคุณภาพน้ำเป็นเกณฑ์สำคัญ การถ่ายเทน้ำนอกจากได้น้ำใหม่แล้วยังช่วยให้คุณสมบัติบางตัวดีขึ้น เช่น ออกซิเจน อุณหภูมิ ความเป็นกรด-ด่าง ลดปริมาณก๊าซพิษเช่น NH4 H2S และสารพิษ
4. การเติมอากาศหรือออกซิเจนลงในบ่อน้ำ เป็นการช่วยทำให้สภาพน้ำดีขึ้น และนิยมมากในการเลี้ยงกุ้งในปัจจุบัน เนื่องจากกุ้งชอบอาศัยอยู่พื้นบ่อ และมีการให้อาหารที่มีโปรตีนสูง ในปริมาณที่มาก เป็นการช่วยลดปริมาณก๊าซพิษ เช่น แอมโมเนีย ไฮโดรเจนซัลไฟล์ สารพิษ และช่วยให้สุขภาพของสัตว์น้ำดีขึ้น ทำให้โอกาสเป็นโรคน้อยลง
5. การป้องกันและกำจัดเชื้อโรค การใช้สารเคมีที่นิยมใช้ เช่น คลอรีน ฟอร์มาลิน ด่างทับทิม ปูนขาว และการใช้แสง UV ในการฆ่าเชื้อ ควรคำนึงถึงผลของอุณหภูมิน้ำจะสูงขึ้น และ ค่าใช้จ่าย ปริมาณการใช้ขึ้นอยู่กับชนิดของสัตว์น้ำ ปริมาณ ชนิดของสารเคมี เชื้อโรค และระยะเวลาการใช้ รายละเอียดจะกล่าวถึงในเรื่องโรคของสัตว์น้ำ
6. ความลึกของน้ำในบ่อ จำเป็นต้องควบคุมให้ได้ระดับที่เหมาะสม มีค่าระหว่าง 1-1.5 เมตร หากน้ำมีความลึกมากเกินไป เช่น มากกว่า 2 เมตร จำทำให้ผลผลิตของแหล่งน้ำและปริมาณออกซิเจนพื้นบ่อลดลง เนื่องจากแสงแดดส่องลงไม่ถึงพื้นบ่อ และมีโอกาสเกิดแก๊สพิษบริเวณพื้นบ่อ เนื่องจากจุลินทรีย์ย่อยสลายสารอินทรีย์ในสภาพที่ขาดออกซิเจน นอกจากนี้อุณหภูมิของน้ำมีโอกาสเกิด Thermo Stratification จะมีการเปลี่ยนแปลงอุณหภูมิค่อนข้างมากระหว่างบริเวณกลางน้ำ มีผลกระทบต่อการเจริญเติบโตและดำรงชีวิตของสัตว์น้ำ หากน้ำมีความลึกน้อยไป เช่น น้อยกว่า 50 ซม. อุณหภูมิของน้ำจะสูง และโอกาสเกิดความขุ่นได้มากขึ้น ระดับน้ำลึกเกินไปทำให้มีการสูญเสียโอกาสในการกินอาหารของสัตว์น้ำ และค่าใช้จ่ายในการถ่ายเทน้ำ
7. การใช้ระบบหมุนเวียนน้ำในการเลี้ยงหรือการเลี้ยงระบบปิด ซึ่งนิยมมากในการเลี้ยงกุ้งกุลาดำ หรือการเลี้ยงแบบเข้มข้น ในบริเวณที่มีปัญหาแหล่งน้ำภายนอก หรือจากน้ำธรรมชาติไม่เหมาะสมหรือมีจำกัด กล่าวคือ น้ำทิ้งจากการเลี้ยงจะนำไป ตกตะกอนในบ่อฟัก เพื่อให้ตกตะกอนและให้อาหารที่เหลือเพื่อเลี้ยงปลานิลหรือปลากระพงได้ แล้วนำน้ำไปเลี้ยงในบ่อหอย แพลงค์ตอน หรือสาหร่าย ซึ่งจะทำให้น้ำใสขึ้น และให้แร่ธาตุอาหารที่เหลือออก จากนั้นนำน้ำไปเติมสารเคมี เช่น ฟอร์มาลิน หรือ คลอรีน และเติมอากาศ แล้วสามารถนำกลับไปใช้เลี้ยงกุ้งได้ใหม่

วิชาการ เพาะเลี้ยงสัตว์น้ำ
รศ.ดร. เกรียงศักดิ์ เม่งอำพัน
คณะเทคโนโลยีการ ประมงและทรัพยากรทางน้ำ มหาวิทยาลัยแม่โจ้

ที่มา http://aqua.c1ub.net/forum/index.php?topic=19106.0

วิธีการทำ ลูกแป้ง

ลูกแป้ง article

ลูกแป้งเป็นกล้าเชื้อ จุลินทรีย์ที่ใช้ใน การหมักข้าวหมาก อุ และสาโท และแม้แต่น้ำส้มสายชูและขนมถ้วยฟู ในลูกแป้งสำหรับการหมักสาโทจะมีเชื้อราและเชื้อยีสต์ผสมกันอยู่ ทำหน้าที่ในการหมักข้าวให้เป็นน้ำตาล และ เกิด แอลกอฮอล์ขึ้นตามลำดับ สูตรการทำลูกแป้ง เป็นสูตรที่ถ่ายทอดกันมาในครอบครัว และมักปิดเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ตีพิมพ์สูตรลูกแป้งไว้หลายแห่ง และรวบรวมไว้โดยศาสตราจารย์นภา โล่ห์ทอง ในหนังสือกล้าเชื้ออาหารหมัก

ความเชื่อที่ว่าสมุนไพรใน ลูกแป้ง เป็นสิ่งที่ทำให้เกิดกลิ่นรสของสาโทนั้น ไม่มีหลักฐานยืนยันทางวิทยาศาสตร์ อย่างไรก็ตาม การใช้เชื้อบริสุทธิ์ในการหมักสาโท ยังให้กลิ่นรสแตกต่างจากการใช้ลูกแป้ง ซึ่งอาจเกิดจากใช้เชื้อจุลินทรีย ์บริสุทธิ์เพียง 2 ชนิด คือ ราและยีสต์ แต่ในการหมักจากลูกแป้ง อาจมีจุลินทรีย์หลายชนิด มีส่วนร่วมในการหมักด้วย

ตัวอย่างสูตรลูกแป้ง

แป้งข้าวจ้าว

400

กรัม

กระเทียม

6

กรัม

ขิง

6

กรัม

ข่า

6

กรัม

ชะเอม

6

กรัม

พริกไทย

6

กรัม

ดีปลี

2

กรัม

ลูกแป้งเก่า 5 กรัม ต่อแป้ง 1 กิโลกรัม

สมุนไพร ที่ใช้ทำลูกแป้งเหล่านี้ สามารถยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้ แป้งบูดเสียแต่ไม่ทำลายยีสต์ และราที่ใช้ในการ หมัก สมุนไพรในสูตรนี้ เพียงพอแล้วในการยับยั้งแบคทีเรีย ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรสมุนไพรหลายชนิดเกินไป การทำลูกแป้งโดยผสมแป้งกับสมุนไพรให้เข้ากัน เติมน้ำให้ปั้นเป็นก้อนได้ (ประมาณ 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 100 กรัม) คือให้แป้งที่นวดมีความชื้นประมาณ 45 % เรียงลูกแป้งบนกระด้งหรือภาชนะก้นโปร่ง โรยผงลูกแป้ง 15 กรัมต่อแป้ง 1 กิโลกรัม คลุมด้วยผ้าขาวบาง บ่มประมาณ 48 ชั่วโมง นำไปตากแดดให้แห้ง

ตำรับลูกแป้ง article

ตัวอย่างตำรับ ลูกแป้งที่แสดง ณ ที่นี้เป็นเพียงบางตำรับ ผู้สนใจสามารถค้นคว้าเพิ่มเติมได้จากหนังสือกล้าเชื้ออาหารหมักและเทคโนโลยี การผลิต โดย ศ. นภา โล่ห์ทอง

ตำรับ ลูกแป้งข้าวหมาก

ขุนกฤษณามรวิสิฐ, 2494

องค์ประกอบ

ปริมาณ (กรัม)

ชะเอม

180

พริกไทย

60

ดีปลี

120

กระเทียม

420

ขิง

120

ข่า

60

ข้าวเจ้า

1200

ตำรับลูกแป้งเหล้า
วรชิน สถิตนิมานการ, 2493

องค์ประกอบ

ปริมาณ (กรัม)

กระเทียม

40

ขิง

40

ข่า

20

ชะเอม

40

พริกไทย

6

ดีปลี

6

หัวหอม

20

ข้าวเจ้า

2500

ที่มา http://www.surathai.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=64543&Ntype=4

การผลิตสุราพื้นบ้าน

การผลิตสุราพื้นบ้าน

โดย ดร. เจริญ เจริญชัย

สุราพื้นบ้าน เป็นเครื่องดื่มที่เกิดจากภูมิปัญญาไทยแต่โบราณ มีหลายชนิด และเรียกชื่อต่างๆ กัน เช่น อุ กะแช่ สาโท น้ำขาว น้ำแดง น้ำตาลเมา เป็นต้น พจนานุกรมฉบับราชบัณฑิตยสถาน พ.ศ. 2525 ได้ให้ความหมายของคำต่างๆ ไว้ดังนี้

กะแช่ น้ำตาลเมา น้ำเมาหมักแช่เชื้อ แต่ยังมิได้กลั่นเป็นสุรา
น้ำขาว น้ำเมาชนิดหนึ่ง ทำด้วยข้าวเหนียวนึ่งคลุกกับแป้งเหล้าซึ่งเป็นเชื้อ หมักไว้จนมีน้ำขุ่นขาว
น้ำจันฑ์ เหล้า
น้ำตาลเมา น้ำตาลมะพร้าว รองมาใหม่ๆ ยังไม่ได้เคี่ยว เรียกว่าน้ำตาลสด ถ้าต้มให้เดือด เรียกว่าน้ำตาลลวก
ถ้าใส่เปลือกตะเคียน มะเกลือ หรือเคี่ยมเป็นต้น หมักไว้ระยะหนึ่งจนมีแอลกอฮอล์ กินแล้วเมา
เรียก ว่าน้ำตาลเมา
น้ำเมา น้ำที่ดื่มแล้วทำให้มึนเมา ได้แก่สุราและเมรัยเป็นต้น
เมรัย เมรย น้ำเมาที่เกิดจากการหมักหรือแช่ น้ำเมาที่ไม่ได้กลั่น
สุรา น้ำเมาที่กลั่นแล้ว
สุราบาน น้ำเหล้า การดื่มเหล้า
สาโท น้ำขาว น้ำเมาที่ยังไม่ได้กลั่น
อุ น้ำเมาชนิดหนึ่ง ใช้ปลายข้าวและแกลบประสมกับแป้งเชื้อ

ความหมายของพจนานุกรมฯ สอดคล้องกับความหมายในเชิงการผลิตและเทคโนโลยีอย่างเหมาะสมแล้ว แม้ชื่อเหล่านี้ อาจมีการใช้ปะปนกันในบางท้องถิ่น เนื่องจากภูมิปัญญาไทยในเรื่องนี้ ได้ถูกจำกัดมาเป็นเวลานาน ทำให้เกิดความสับสน ดังนั้น เราจะแบ่งสุราพื้นบ้านออกเป็น 4 ชนิด ได้แก่ 1) สาโท หรือน้ำขาว 2) อุ 3) กะแช่หรือ น้ำตาลเมา และ 4) สุราหรือเหล้ากลั่น และรวมกันเรียกว่าสุราพื้นบ้าน ส่วนคำว่าเมรัย หมายความถึงสุราแช่ทุกชนิด รวมถึงไวน์ผลไม้ด้วย

สุราพื้นบ้านแต่ละชนิด มีกรรมวิธีการผลิตและวัตถุดิบที่แตกต่างกันจนสามารถแยกเป็นคนละประเภท ได้แก่สาโท หรือน้ำขาว น้ำแดง ซึ่งผลิตจากข้าวเหนียวนึ่ง คลุกกับลูกแป้ง หมักในภาชนะจนเกิดเป็นน้ำสุรา ส่วนอุนั้น ผลิตจากข้าวเหนียวเช่นกัน แต่มีส่วนผสมของแกลบด้วย และหมักในไห ปิดสนิท และมีวิธีดื่มที่แตกต่างจากสาโท คือต้องดูดจากไหด้วยหลอด สำหรับกะแช่ หรือน้ำตาลเมานั้น จะผลิตจากน้ำตาลจากจั่นมะพร้าวหรือต้นตาลโตนด นำมาใส่ไม้มะเกลือ เพื่อให้เกิดการหมักจนเกิดแอลกอฮอล์ และเหล้ากลั่นจะได้จากการนำน้ำสาโท มากลั่นจนได้เป็นเหล้าที่มีความแรงแอลกอฮอล์สูงกว่าสุราแช่ คือสูงกว่า 15 เปอร์เซ็นต์

สำหรับการผลิตสุราพื้นบ้าน จะยึดกระบวนการผลิตสาโทเป็นหลัก เนื่องจากเป็นผลิตภัณฑ์ที่แพร่หลาย ส่วนอุ มีการผลิตแบบพื้นบ้าน ที่ยังไม่มีการพัฒนาเป็นอุตสาหกรรม เนื่องจากต้องหมักในไห และจำหน่ายเป็นไห ไม่จำเป็นต้องมีการจัดการหลังการหมัก ส่วนกะแช่ มีวัตถุดิบและวิธีการหมักที่แตกต่างจากสาโท แต่มีการเตรียมน้ำสุราเพื่อการบรรจุเหมือนกันจึงจะกล่าวถึงในภายหลัง

1. กระบวนการผลิตสาโท

1.1 วัตถุดิบ

สาโท ผลิตจากข้าวเหนียว มีรายงานว่าหากใช้ข้าวเจ้าในการผลิต จะได้ผลไม่ดีเท่าข้าวเหนียว คือได้ปริมาณแอลกอฮอล์น้อยกว่า แต่มีปริมาณกรดมากกว่า แต่บ้างก็รายงานว่าสามารถใช้ข้าวทุกชนิดทำสาโทได้ ส่วนผู้ผลิตที่มีประสบการณ์ รายงานว่าหากใช้ข้าวเจ้า จะทำให้สาโทขุ่น ทำให้ตกตะกอนยาก และอาจเปรี้ยวได้ แต่ยังไม่มีผลการวิจัยที่ชัดเจน แต่ทั้งนี้อาจเป็นเพราะองค์ประกอบทางเคมีของข้าวแต่ละชนิดที่แตกต่างกัน อย่างไรก็ตามจากการทดลองในห้องปฏิบัติการ พบว่าสามารถใช้ข้าวเจ้าหมักสาโทได้

การขัดสีข้าว ก็อาจมีผลต่อคุณภาพและการหมักสาโท หากใช้ข้าวที่ยังมีรำข้าวเหลืออยู่บ้าง อาจช่วยให้การหมักดีขึ้น เนื่องจากมีสารอาหารให้จุลินทรีย์มากกว่าข้าวขัดขาว หรือทำให้สาโทมีกลิ่นหืนเนื่องจากไขมัน แต่ก็ยังไม่มีผลการวิจัยเพื่อยืนยัน ส่วนการใช้ปลายข้าว ผสมกับข้าวเต็มเมล็ดเพื่อลดต้นทุน จะมีผลต่อคุณภาพอย่างไร ก็ยังไม่มีรายงานวิจัย

1.2 การผลิตแบบพื้นบ้าน

กระบวนการผลิตสาโท ได้แสดงไว้ในแผนภูมิข้างล่างนี้ โดยเริ่มที่การนำข้าวเหนียว ไปนึ่ง นำมาผึ่งให้เย็น แล้วนำไปคลุกกับลูกแป้งที่บดให้เป็นผงแล้ว โดยผสมน้ำลงไปเพื่อให้คลุกเคล้าได้ดี และช่วยให้จุลินทรีย์เจริญได้ โดยผู้ผลิตบางรายใช้วิธีนำข้าวนึ่ง ไปล้างน้ำ 1 ครั้ง แล้วจึงผสมลูกแป้ง ตามความเชื่อเดิมว่าเป็นการล้างยางข้าวออก เมื่อคลุกลูกแป้งแล้ว จึงนำไปใส่ในโอ่งหรือภาชนะปากกว้าง ทั้งนี้เพื่อให้ข้าวและเชื้อ ได้รับอากาศเพียงพอ โดยใส่ข้าวลงเพียงประมาณ 1 ใน 3 หรือ 1 ใน 4 ของปริมาตรโอ่ง ปิดฝาหลวมๆ เช่นผ้าพลาสติก หรือเอาไม้ปิดไว้ และหมักไว้ 3 วัน

เมื่อเวลาการหมักผ่านไปประมาณ 3 วัน เชื้อราจากลูกแป้งจะเจริญ และย่อยแป้งให้กลายเป็นน้ำตาล และเกิดน้ำซึมออกมา เรียกว่า “น้ำต้อย” แล้วจึงเติมน้ำลงไปเพื่อละลายน้ำตาลที่เกิดขึ้น และสร้างสภาพที่ไม่มีอากาศ ซึ่งเหมาะสมกับยีสต์ และยีสต์ที่อยู่ในลูกแป้งก็จะหมักน้ำตาลให้กลายเป็นแอลกอฮอล์และกลิ่นรส ต่างๆ ต่อไป การเติมน้ำนี้เรียกว่า การ “ผ่าน้ำ” โดยปกติจะเติมเฉพาะน้ำ แต่บางรายอาจเติมน้ำตาลลงไปด้วย เพื่อเร่งการหมักแอลกอฮอล์ ให้ได้ดีกรีแรงๆ เมื่อผ่าน้ำแล้ว จึงหมักต่อไปในภาชนะเดิม จนกว่าจะได้ความแรงแอลกอฮอล์ตามต้องการ โดยทั่วไปใช้เวลา 1 – 2 สัปดาห์ หรืออาจหมักถึง 1 เดือน แล้วจึงนำไปบรรจุขวดจำหน่าย


1.3 การทำลูกแป้ง

ลูกแป้ง เป็นกล้าเชื้อจุลินทรีย์ที่ใช้ในการหมัก ข้าวหมาก อุ และสาโท และแม้แต่น้ำส้มสายชูและขนมถ้วยฟู ในลูกแป้งสำหรับการหมักสาโท จะมีเชื้อราและเชื้อยีสต์ผสมกันอยู่ ทำหน้าที่ในการหมักข้าวให้เป็นน้ำตาลและเกิดแอลกอฮอล์ขึ้นตามลำดับ สูตรการทำลูกแป้ง เป็นสูตรที่ถ่ายทอดกันมาในครอบครัว และมักปิดเป็นความลับ อย่างไรก็ตาม ได้มีผู้ตีพิมพ์สูตรลูกแป้งไว้หลายแห่ง และรวบรวมไว้โดยศาสตราจารย์นภา โล่ห์ทอง ในหนังสือกล้าเชื้ออาหารหมัก ดังตัวอย่างสูตรลูกแป้งต่อไปนี้

Link

สมุนไพรที่ใช้ทำลูกแป้งเหล่านี้ สามารถยับยั้งแบคทีเรียที่ทำให้แป้งบูดเสีย แต่ไม่ทำลายยีสต์และราที่ใช้ในการหมัก สมุนไพรในสูตรนี้ เพียงพอแล้วในการยับยั้งแบคทีเรีย ไม่จำเป็นต้องใช้สูตรสมุนไพรหลายชนิดเกินไป การทำลูกแป้งโดยผสมแป้งกับสมุนไพรให้เข้ากัน เติมน้ำให้ปั้นเป็นก้อนได้ (ประมาณ 80 มิลลิลิตรต่อน้ำ 100 กรัม) คือให้แป้งที่นวดมีความชื้นประมาณ 45 % เรียงลูกแป้งบนกระด้งหรือภาชนะก้นโปร่ง โรยผงลูกแป้ง 15 กรัมต่อแป้ง 1 กิโลกรัม คลุมด้วยผ้าขาวบาง บ่มประมาณ 48 ชั่วโมง นำไปตากแดดให้แห้ง

1.4 การทำกล้าเชื้อบริสุทธิ์

ในการผลิตสาโทระดับอุตสาหกรรม จำเป็นต้องมีการใช้กล้าเชื้อจุลินทรีย์บริสุทธิ์ เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความสม่ำเสมอ ลดความสูญเสียจากการปนเปื้อนจุลินทรีย์ที่ไม่ต้องการ และช่วยให้สามารถผลิตในปริมาณมากได้ ในปัจจุบัน ยังไม่มีผู้ผลิตกล้าเชื้อสาโทจำหน่าย แต่เราสามารถเตรียมกล้าเชื้อบริสุทธิ์ได้จากเชื้อรา และยีสต์ ที่แยกได้จากลูกแป้ง นำมาทำให้เป็นเชื้อบริสุทธิ์ และเพาะเลี้ยงตามหลักการเลี้ยงยีสต์และรา และเติมลงในข้าว เพื่อให้เกิดการหมักได้

วิธีเตรียมลูกแป้งด้วยเชื้อบริสุทธิ์

1.5 การผ่าน้ำ

ในการผ่าน้ำ เป็นการเติมน้ำลงไปในข้าวที่หมักกับลูกแป้งจนเกิดน้ำซึมออกมาแล้ว เพื่อไปละลายน้ำตาลออกจากข้าว ทำให้ยีสต์สามารถนำไปใช้หมักแอลกอฮอล์ได้ น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด ปราศจากเชื้อจุลินทรีย์ โดยอาจใช้น้ำต้ม หรือน้ำกรอง หากใช้น้ำที่ไม่สะอาด จะมีโอกาสที่จะทำให้สุราเปรี้ยวได้ การผ่าน้ำมีจุดประสงค์เพื่อเจือจางความเข้มข้นของน้ำตาลที่เกิดจากการหมัก ให้เหมาะสมกับการเจริญของยีสต์ โดยปรับให้มีความเข้มข้นประมาณ 20 องศาบริกส์ แต่ผู้ผลิตบางราย ต้องการลดต้นทุนค่าข้าว จึงเติมน้ำมากกว่าที่จำเป็นทำให้น้ำตาลเจือจางมากเกินไป จึงต้องเติมน้ำตาลลงไปเพิ่มเติม

1.6 การเตรียมน้ำสุราเพื่อบรรจุ

น้ำสาโท มีความแตกต่างจากไวน์ผลไม้ทั่วไป เนื่องจากมีเศษตะกอนข้าว และเชื้อยีสต์ปะปนจนทำให้สาโท มีลักษณะขุ่นขาว และเนื่องจากการผ่าน้ำ แต่งน้ำตาล ทำให้สาโทมีรสหวาน มีปริมาณน้ำตาลมาก ซึ่งจะเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้สาโทมีโอกาสเกิดการหมักขึ้นใหม่ในขวด อันเป็นเหตุให้ขวดระเบิดได้ ในอดีตเรื่องนี้ไม่เป็นปัญหา แต่กลับเป็นที่พึงปรารถนา เนื่องจากเมื่อชาวบ้านหมักสาโทเสร็จ ก็ตักขายใส่กระบอก ถุงพลาสติก ขายให้ลูกค้านำไปดื่มที่บ้าน หรือขายเป็นโอ่งเป็นไห ใช้ดื่มในงานบุญงานมงคลต่างๆ สาโทจึงมีรสซ่าเล็กน้อย เนื่องจากมีฟองก๊าซ ที่เกิดจากการหมักที่เกิดขึ้นอย่างต่อเนื่อง

แต่ในการผลิตสาโทในระดับอุตสาหกรรม ตามประกาศกระทรวงการคลัง ผลิตภัณฑ์สุราต้องบรรจุในภาชนะปิดสนิท ดังนั้น เราจึงไม่สามารถให้มีการหมักอยู่ในขวดได้ เพราะก๊าซที่เกิดขึ้นจะทำให้ขวดระเบิดได้ ดังนั้นจึงต้องมีการทำให้น้ำสาโทมีความคงตัว ไม่มีตะกอน ไม่มียีสต์และจุลินทรีย์อื่นหลงเหลืออยู่ โดยการบ่ม การตกตะกอน การกรอง และการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน (การพาสเจอไรส์) โดยสามารถประยุกต์หลักการทำไวน์มาใช้ได้

การปรุงแต่งรสชาติ

- การปรับปริมาณน้ำตาล

เมื่อหมักสาโทได้ที่แล้ว ยีสต์จะใช้น้ำตาลเปลี่ยนเป็นแอลกอฮอล์จนหมด ทำให้สุราไม่มีรสหวาน แต่รสนิยมของผู้บริโภคอาจต้องการสุราที่มีรสหวาน จึงสามารถเติมน้ำตาลลงในสุราเพื่อปรับรสชาติได้ การปรับปริมาณน้ำตาลในน้ำสุรา ไม่สามารถใช้เครื่องรีแฟรกโตมิเตอร์วัดปริมาณน้ำตาลได้ เนื่องจากเครื่องนี้ วัดของแข็งที่ละลายได้ทั้งหมด ซึ่งจะรวมกรด และแอลกอฮอล์ด้วย ทำให้ค่าที่อ่านได้ ไม่ใช่ปริมาณน้ำตาล จึงอาจใช้วิธีการชิมและปรับปริมาณตามต้องการ หรือหากต้องการวิเคราะห์อย่างแน่ชัด ต้องใช้วิธีวิเคราะห์ทางเคมี

- การเติมสี กลิ่น

กรมสรรพสามิตอนุญาตให้มีการปรับสีและกลิ่นของสุราแช่ได้ แต่ในการผลิต จะต้องระบุส่วนผสมในการขออนุญาตกับกรมสรรพสามิต แต่การเติมสีกลิ่นที่ไม่เป็นธรรมชาติ ทำให้สูญเสียเอกลักษณ์ของสาโทแบบดั้งเดิมไป

- การเติมสุรากลั่น

หากต้องการให้แรงแอลกอฮอล์สูงกว่าที่หมักได้ ตามประกาศกระทรวงการคลัง อนุญาตให้นำสุรากลั่นมาผสมได้ แต่เมื่อผสมแล้ว ต้องมีแรงแอลกอฮอล์ไม่เกิน 15 ดีกรี แต่ไม่อนุญาตให้ใช้สุราสามทับ (แอลกอฮอล์กลั่น) มาผสม

1.7 การกรองสุรา

หากผู้ผลิตต้องการสาโทที่มีลักษณะใส เพื่อให้เป็นผลิตภัณฑ์ระดับเดียวกับเครื่องดื่มทางตะวันตก เช่น ไวน์ เบียร์ สาเก จะต้องนำสาโทมากรองให้ใส ทั้งนี้เนื่องจาก แม้จะมีการตกตะกอนสาโทแล้ว แต่ยังมียีสต์และละอองสารแขวนลอยหลงเหลืออยู่ ทำให้น้ำสาโทไม่ใส และถ้าตั้งทิ้งไว้นานๆ จะตกตะกอนลงสู่ก้นขวด นอกจากนั้นยีสต์ที่เหลืออยู่ แม้เพียงเล็กน้อย ก็สามารถเจริญเติบโตต่อไป ทำให้เกิดการหมักภายในขวด และสร้างก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ทำให้ขวดระเบิดได้

การกรองสาโทมีหลายระดับ แต่สาโทที่ผ่านการตกตะกอนมาดีแล้ว สามารถนำมากรองเพียงขั้นตอนเดียว คือการกรองผ่านเครื่องกรองแบบฟิวเตอร์เพรส (Filter Press) บางครั้งอาจมีการใช้แป้งช่วยกรอง (Filter Aid) เพื่อช่วยไม่ให้ผ้ากรองอุดตัน หากสาโทมีความขุ่นมาก จะกรองได้ช้า และทำให้เครื่องกรองอุดตัน ในระดับครัวเรือน การกรองแบบมีแป้งกรองอาจประยุกต์ใช้เครื่องปั๊มสูญญากาศ ดูดน้ำสาโทให้ไหลผ่านแป้งกรองลงในขวด แต่อาจมีผลกับรสชาติของสาโท

การกรองละเอียด

อย่างไรก็ตาม แม้จะผ่านการกรองแบบ Filter Press แล้ว แต่ก็ยังมีละอองบางส่วนหลุดรอดไปได้ ทำให้สุรายังไม่ใสเป็นประกาย ในอุตสาหกรรมไวน์องุ่น มีบางโรงงานเลือกใช้การกรองที่ละเอียดขึ้นไปอีก คือการกรองผ่านรูขนาดเล็กมาก ซึ่งทำได้โดยใช้แผ่นเยื่อใยที่ผลิตจากสารสังเคราะห์ ซึ่งจะมีรูพรุนที่มีขนาดของรู เล็กกว่าขนาดของเซลล์ยีสต์

การกรองด้วยแผ่นเยื่อใยนี้ จะทำให้ได้ไวน์ใสเป็นประกาย แต่ต้องแลกด้วยการเปลี่ยนแปลงของกลิ่นรส ที่อาจจะถูกกรองออกไปด้วย และค่าใช้จ่ายสูง ทั้งนี้ต้องขึ้นอยู่กับการทดลองและความพอใจของแต่ละโรงงาน

1.8 การพาสเจอไรส์

สาโทโดยทั่วไปจะมีรสหวาน ดังนั้นน้ำตาลที่มีอยู่ จะเป็นอาหารของจุลินทรีย์ ทำให้เกิดการหมักภายในขวดได้ ดังนั้นจึงควรมีการฆ่าเชื้อด้วยความร้อน หรือเรียกว่า การพาสเจอไรส์ (Pasteurization) หลักการของการพาสเจอไรส์ คือการให้ความร้อนที่เพียงพอในการทำลายจุลินทรีย์ที่จะก่อให้เกิดปัญหา แต่ไม่ได้ฆ่าเชื้อทั้งหมด เพราะถ้าจะฆ่าเชื้อทั้งหมด ต้องใช้ความร้อนสูงมาก ซึ่งจะทำให้ผลิตภัณฑ์เสื่อมเสียคุณภาพจากความร้อน แต่การพาสเจอไรส์ จะทำให้น้ำสาโทร้อน ที่อุณหภูมิเพียง 63 – 65 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 15 นาที แล้วนำไปทำให้เย็นลงทันที โดยการแช่น้ำเย็น

การพาสเจอไรส์ อาจทำก่อนการบรรจุขวด โดยส่งน้ำสุราไปตามท่อ ที่ได้รับความร้อน และไหลวนอยู่ในท่อ จนได้เวลาที่ต้องการแล้ว จึงบรรจุขวดและนำไปแช่น้ำเย็น แต่ขวดที่ใช้ต้องผ่านการฆ่าเชื้อก่อนด้วย โดยการลวกน้ำร้อน อีกวิธีหนึ่งคือการบรรจุสุราลงขวด แล้วนำขวดไปต้มในน้ำร้อน เมื่อครบระยะเวลา ก็นำไปทำให้เย็น แต่วิธีนี้จะต้องใช้พื้นที่ในการต้มขวดมาก หรืออาจทำได้ทีละจำนวนน้อย

ข้อพึงระวังในการพาสเจอไรส์ คือน้ำสุราที่ผ่านความร้อน จะทำให้ปริมาณแอลกอฮอล์ลดลงเล็กน้อย และหากได้รับความร้อนนานเกินไป จะทำให้เสียกลิ่นรส เกิดรสไหม้ขึ้น ซึ่งเป็นสิ่งที่ไม่พึงประสงค์

ที่มา http://www.surathai.net/index.php?lay=show&ac=article&Id=5351147&Ntype=4