วันอาทิตย์ที่ 3 กรกฎาคม พ.ศ. 2554

สาหร่ายผลิตน้ำมัน

ราคาน้ำมันดิบโลกพุ่งทะยานเป็นประวัติการณ์ฉิวเฉียดบาร์เรลละ 120 ดอลลาร์สหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาน้ำมัน ในประเทศปรับรายวัน

วันที่ 28 เมษายน 2551 ราคาหน้าปัมเชลล์ ดีเซล ลิตรละ 33.44 บาท...เบนซิน ลิตรละ 34.99 บาท

เพื่อ เป็นตัวช่วย แบ่งเบาภาระค่าน้ำมัน พลังงานทดแทน...พลังงานทางเลือก ไบโอดีเซล เอทานอล...น้ำมันปาล์ม สบู่ดำ น้ำมันพืชใช้แล้ว...จึงถูกจับตาเป็นพิเศษ



พืชพลังงานทดแทน อาจจะคุ้นกันอยู่แล้ว เป็น...พืชที่สามารถเปลี่ยนเป็นน้ำมัน ได้ด้วยการคั้นโดยตรง แต่ยังมีกระบวนการเปลี่ยนเซลลูโลสพืช ให้เป็นสารทดแทนน้ำ มันด้วยกระบวนการเผาโดยไม่ใช้อากาศ

รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ อาจารย์ประจำสาขาวิศวกรรมเคมี มหาวิทยาลัย เทคโนโลยีมหานคร บอกว่า การเผาเซลลูโลส ซึ่งเป็นโพลิเมอร์ ทางธรรมชาติ ความร้อนจะแตกโครงสร้างทางเคมี

โมเลกุลที่ใหญ่จะเล็กลง กลายเป็น น้ำมัน กับ แก๊ส

กระบวนการแตกเซลลูโลสเป็นน้ำมัน ทำได้กับพืชทุกชนิด จะคุ้มหรือไม่ ก็ต้องดูต่อไปว่า พืชแต่ละชนิดมีน้ำเป็นองค์ประกอบมากน้อยแค่ไหน

“น้ำมาก เผาแล้วก็ได้น้ำมันน้อย”

อาจารย์ วิษณุ บอกว่า น้ำมันที่ได้จากการแตกเซลลูโลส ไม่อยากให้เรียกว่าน้ำมัน ที่ถูกต้องควรเรียกว่า...สารเคมีชนิดหนึ่งที่มีคุณสมบัติใกล้เคียงน้ำมัน

สารเคมีที่ได้จากพืชนี้ อนาคตจะนำไปตกแต่งทางเคมีให้มีคุณสมบัติเหมือนน้ำมันดีเซล เบนซิน โพลิเมอร์ พลาสติก ที่ขายกันอยู่...ก็ทำได้

“เมื่อถึงวันนั้น อาจเป็นวันที่น้ำมันดิบหมดไปแล้วจากโลก”

30-40 ปีที่แล้ว โลกมีแต่ถุงผ้า กระสอบป่าน ไม่มีถุงพลาสติก พอเกิด น้ำมันดิบ ดึงมาใช้ได้ ก็เปลี่ยนองค์ประกอบเคมีให้เป็นโพลิเมอร์ พลาสติก... อนาคตถ้าน้ำมันหมดโลก โลกยังมีถ่านหิน พืชที่ทำได้ ด้วยการเปลี่ยนโครงสร้าง ...ปฏิกิริยาทางเคมี

ประเด็นที่น่าสนใจวันนี้ น้ำมันแพง พืชพลังงานไปแย่งพื้นที่ปลูกพืช อาหารมนุษย์ เมื่อพืชอาหารขาดแคลน ก็เป็นปัญหาว่า...อนาคตจะดำเนินไปในทิศทางไหน



“แล้ว...มีพืชอย่างอื่นไหม ที่เป็นพืชพลังงานได้ คำตอบคือ...มี”

อาจารย์วิษณุ พุ่งเป้าไปที่ “สาหร่าย” ในต่างประเทศเริ่มวิจัยทำเป็น รูปร่างมาหลายปีแล้ว ทั้งสาหร่ายน้ำจืด น้ำเค็ม

“สาหร่ายก็สีเขียว ต้นไม้ก็สีเขียว มีเซลลูโลส ผลิตน้ำมันได้”

ออสเตรเลีย นิวซีแลนด์ทำนาน 4-5 ปีแล้ว สกัดสาหร่ายทำน้ำมัน ผสม แอลกอฮอล์ 30 เปอร์เซ็นต์ ใช้แทนน้ำมัน มีชื่อเรียกว่า ออยล์กี้...น้ำมันจากสาหร่าย

มุม มองนี้อาจจะใหม่สำหรับประเทศไทย จุดสำคัญพืชพลังงาน หลายคนตั้งคำถามที่ความคุ้ม สาหร่ายมีองค์ประกอบเป็นน้ำมาก กว่าจะทำให้น้ำมันได้มากๆจะคุ้มหรือ?

“จะคุ้มไม่คุ้ม ขึ้นอยู่กับเทคนิคการสกัดให้ได้น้ำมันซึ่งมีหลายวิธี”

การทดลองในห้องปฏิบัติการ สกัดด้วยเฮกเซนได้น้ำมันมาส่วนหนึ่งแล้ว

จะ เหลือกาก กากก็คือเซลลูโลส นำไปผ่านกระบวนการเผาโดยไม่ใช้อากาศ ที่อุณหภูมิ 450-650 องศาเซลเซียส นาน 2-3 ชั่วโมง ก็จะได้น้ำมันมาอีกส่วนหนึ่ง

ในขั้นทดลอง การสกัดเฮกเซน ใช้เวลาไม่กี่ชั่วโมง ได้สารแทนน้ำมัน มากน้อยขึ้นอยู่กับชนิดของสาหร่าย ร้อยละ 10-15

กากที่เหลือนำไปเผาด้วยกระบวนการเผาไม่ใช้อากาศ จะได้สารแทนน้ำมัน ร้อยละ 20-30

“น้ำมัน ที่ออกมา อย่าคิดว่าเป็นน้ำมันพลังงาน...ให้มองถึงน้ำมันดิบที่มีองค์ประกอบ สารอินทรีย์มากมาย ก่อนนำไปกลั่นแยกได้เป็นเบนซิน ดีเซล พลาสติก...”

เปรียบ เทียบน้ำมันสาหร่ายกับน้ำมันถั่วเหลือง ถั่วเหลืองสกัดน้ำมันได้มากกว่าอยู่แล้ว น้ำมันถั่วเหลืองเอาไปทำไบโอดีเซลได้ สาหร่ายสกัดออกมาผสมแอลกอฮอล์ตามสัดส่วน ก็ทำไบโอดีเซลได้เช่นกัน

น้ำมัน ที่ได้จาก 2 กระบวนการ มีคุณสมบัติเผาไหม้ ติดไฟได้ แต่ไม่ใช่ น้ำมันดีเซล...เบนซิน สารแทนน้ำมันในกระบวนการเผาเอาไปผสม 20-30% จะใช้เป็นน้ำมันเตาโรงงาน น้ำมันรถไถนา หรือใช้กับเครื่องยนต์เรือเดินทะเล ก็ทำได้

“ปริมาณน้ำมันต่อสาหร่ายไม่สูง สาหร่ายไม่ได้มีน้ำมันในตัวของตัวเอง แต่ทำให้มีน้ำมันออกมาได้ เพราะมีเซลลูโลส”

ใน เชิงวิศวกรรม ไม่ได้ให้ความสำคัญว่าสาหร่ายสายพันธุ์ไหนให้น้ำมันมากน้อย แต่พุ่งเป้าไป ที่เทคนิคการสกัดอย่างไรใช้พลังงานน้อยที่สุด และได้น้ำมันมากที่สุด

กากที่เหลือจากกระบวนการขั้นสุดท้าย เป็นถ่านคุณภาพดี เผาไหม้สมบูรณ์ นำไปใช้เป็น พลังงานได้อีก

กระบวน การเผา หากนึกภาพไม่ออกให้คิดถึงหม้อหุงข้าว แบ่งเป็น 2 ชั้น ชั้นในปิดฝาอากาศเข้า ไม่ได้ ผ่านความร้อนเผามาจากหม้อชั้นนอกไปเรื่อยๆ เซลลูโลสหรือพืชในหม้อจะสลาย ตัวเป็นน้ำมัน และมีแก๊สออกมาด้วย

ที่เป็นรูปร่างในเชิงการค้า คือ การเผาขยะพลาสติกรีไซเคิลกลับเป็นน้ำมัน ก็ใช้หลักการนี้ ได้น้ำมันออกมาถึง ร้อยละ 80

“เผาขยะพลาสติกให้เป็นน้ำมัน ไม่ใช่เทคนิคใหม่ อย่าไปตื่นเต้น น้ำมันที่ได้จากขยะ... บางส่วนเป็นเบนซิน บางส่วนเป็นดีเซล”

หลาย ปีที่แล้วน้ำมันราคาถูก เครื่องเผามีต้นทุนเผาขยะให้เป็นน้ำมันลิตรละ 17 บาท...ไม่มีใครสนใจ มาวันนี้...น้ำมันลิตรละกว่า 34 บาท ก็แย่งกันเผาเพื่อ ทำกำไรกว่าเท่าตัว...สะท้อนถึงแนวคิดนำสาหร่ายมาทำน้ำมัน

อาจารย์ วิษณุ บอกอีกว่า เทคนิคนี้ภูมิปัญญาไทยทำมาแต่โบราณ การเผาถ่าน กลบไม่ให้ อากาศเข้า จะได้คราบเหนียวๆ ชาวบ้านเรียกว่า น้ำมันถ่าน

ดังนั้น เทคนิคการเผาแบบไม่ใช้อากาศไม่ได้ยุ่งยาก ปัญหามีเพียง ข้อเดียว ทำอย่างไรให้สาหร่ายโตได้เร็ว เก็บเกี่ยวได้เร็ว

ใน แง่ผลผลิตน้ำมันต่อพื้นที่ สาหร่ายสูงกว่าพืชพลังงานทุกชนิด หมายความว่าใช้พื้นที่เท่ากัน สาหร่ายโตได้เยอะกว่า เพราะโตได้ทั้งพื้นที่ ในแง่ความลึก...ต่อปริมาณ ไม่ได้โตต่อตารางเมตร เหมือนต้นไม้ทั่วไปที่โตแค่บนผิว

ข้อมูลต่างประเทศ ปริมาณพืชน้ำมันต่อพื้นที่ปลูก 1 หน่วย Hectare ทานตะวันได้น้ำมัน 952 ลิตร ปาล์มได้น้ำมัน 5,950 ลิตร มะพร้าวได้น้ำมัน 2,689 ลิตร

สาหร่าย...ได้น้ำมันสูงถึง 100,000 ลิตร

คิด เปอร์เซ็นต์ให้น้ำมันเฉลี่ยต่อน้ำหนักพืชขณะแห้ง สบู่ดำให้น้ำมัน 40-55%, ถั่วเหลือง 20%, ทานตะวัน 55%, ปาล์ม 50%, ข้าวโพด 7%, สาหร่าย 15-40%

ในอนาคต สาหร่ายคือ ทางเลือกใหม่ของพืชพลังงาน

อาจารย์วิษณุ บอกว่า วันนี้ ไทยแค่เริ่มต้น ต้องมองว่า...ศักยภาพของสาหร่ายมีมากมหาศาล ปลูกได้ในน้ำซึ่งมีพื้นที่ 2 ใน 3 ของโลก

ในน้ำไม่ต้องแย่งพื้นที่ปลูกกับใคร ประเทศไทยเป็นเมืองร้อน สาหร่าย เจริญเติบโตดีได้ทั้งปี ยิ่งเป็นข้อเด่นกว่าต่างประเทศ

อาจ ไม่ต้องพูดถึงสาหร่ายธรรมชาติ เอาแค่ในบ่อบำบัดน้ำเสีย หากหาสายพันธุ์สาหร่าย ที่เจริญเติบโตได้ดีหลายๆกลุ่มมาเลี้ยง ไม่ต้องแย่งเนื้อที่ใคร แถมไม่ต้องเสียค่ายา ค่าปุ๋ยเลี้ยงดู

อีกประโยชน์ของสาหร่าย ดึงคาร์บอนไดออกไซด์ ลดปริมาณแก๊สเรือนกระจก ดูดซับโลหะหนัก บำบัดน้ำเสีย...ยิ่งทวีคุณค่ามหาศาล

“เรา รู้ว่าพืชทุกชนิดผลิตน้ำมันได้ ก็หาวิธีสกัดน้ำมันออกมา ได้น้ำมันมาทำไบโอดีเซล...พืชชนิด ไหนเอาไปเผาได้น้ำมัน ก็ทำกันไป พูดถึงพืชพลังงาน ทำไมต้องมองแค่ยูคาลิปตัส สบู่ดำ ปาล์ม...ปัญหาที่ต้องมอง คือ ความเหมาะสมทั้งระบบในแต่ละพื้นที่”

ภาคการเกษตร ภาคอุตสาหกรรม จำเป็นต้องใช้น้ำมัน ยุคน้ำมันแพงอย่างนี้ อยากให้มองหลายๆพลังงานทางเลือก เพื่อเป็นทางออกยามฉุกเฉิน

โซ ลาร์เซลล์มีมาเนิ่นนานแล้ว ทุกคนรู้ว่าต้นทุนแพง...ไม่คุ้มค่า แต่ต่างประเทศก็ใช้แพร่หลาย ประเทศแถบยุโรปมีพลังงานนิวเคลียร์...ทำไมไม่ใช้เพียง อย่างเดียว ก็เพราะเขาต้อง การกระจาย ความเสี่ยงด้านพลังงาน วันใดที่พลังงานอย่างหนึ่งอย่างใดมีปัญหา จะได้มี พลังงานอื่นเข้ามาเสริม

“สิ่งที่คิดกันวันนี้ หลายคนอาจยังมองไม่เห็นความเป็นไปได้ แต่ในวันหน้าอาจ เป็นสิ่งที่สำคัญ ที่ทุกคนต้องพึ่งพิง”

รองศาสตราจารย์ ดร.วิษณุ มีอยู่ ทิ้งท้าย.

ที่มา http://www.2k-agro.com

วันเสาร์ที่ 25 มิถุนายน พ.ศ. 2554

Top Rank ชนิดพันธุ์ต่างถิ่น กับการสูญสิ้นความหลากหลายทางชีวภาพ


จอกหูหนูยักษ์(Giant salvinia) เป็นวัชพืชร้ายแรงสุด

ชนิดหนึ่งของโลก มีถิ่นกำเนิดในทวีปอเมริกา

เมื่อเจริญเติบโตเต็มที่จะเบียดแน่นเป็นแพขนาดใหญ่

ทำให้แสงแดดส่องไม่ถึงด้านล่าง ออกซิเจนละลาย

ลงสู่แหล่งน้ำได้น้อย
(ภาพ : ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร)

องค์การสหประชาชาติประกาศให้ปี ค.ศ. ๒๐๑๐ ที่เพิ่งผ่านพ้นไป เป็นปีสากลแห่งความหลากหลายทางชีวภาพ (International Year of Biodiversity) เพื่อเสริมสร้างความตระหนักในความสำคัญของความหลากหลายทางชีวภาพ เนื่องจากพบว่ามีปัจจัยหลายประการก่อให้เกิดการทำลายความหลากหลายทางชีวภาพ ของโลก อาทิ การบุกรุกพื้นที่ป่า การทำกสิกรรมเชิงเดี่ยว โรคระบาด ภาวะโลกร้อน ตลอดจนการรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่น (Alien Species)

ปัจจุบันประเทศไทยมีสิ่งมีชีวิตที่เป็นชนิดพันธุ์ต่างถิ่นกว่า ๓,๕๐๐ ชนิด และยังมีผู้นำชนิดพันธุ์ต่างถิ่นใหม่ ๆ เข้ามาอยู่ตลอดเวลา ส่วนใหญ่เพื่อใช้ในการเกษตร เป็นสัตว์เลี้ยง ไม้ดอกไม้ประดับ หรือเก็บรวบรวมไว้ที่สวนสัตว์และสวนพฤกษศาสตร์เพื่อการอนุรักษ์

ศ.ดร. สมศักดิ์ ปัญหา ภาควิชาชีววิทยา คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย กล่าวถึงสถานการณ์การรุกรานของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่กำลังเป็นภัยคุกคามความ หลากหลายทางชีวภาพของไทยและของโลกว่า “ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นหมายถึงชนิดพันธุ์สิ่งมีชีวิตที่ไม่เคยปรากฏในถิ่นชี วภูมิศาสตร์หนึ่งมาก่อน แต่ถูกนำเข้ามาหรือเข้ามาเองโดยวิธีใด ๆ จากแหล่งอื่น การดำรงอยู่หรือสืบพันธุ์ของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นขึ้นอยู่กับสภาพแวดล้อมและ ความสามารถในการปรับตัวในแหล่งใหม่

“ปรกติการเคลื่อนย้ายของสิ่งมีชีวิตไม่ว่าจะเป็นพืชหรือสัตว์เกิดขึ้นอยู่ ตลอดเวลา ทั้งโดยธรรมชาติและจากน้ำมือของมนุษย์ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นบางชนิดเข้ามาในประเทศไทยแล้วกลายเป็นสินค้าเศรษฐกิจ อาทิ ข้าวโพด อ้อย ชุมเห็ดเทศ เป็ดเทศ เมื่อเราได้ประโยชน์จึงไม่รู้สึกว่าถูกคุกคาม แตกต่างจาก ‘ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกราน’ ที่เข้ามาแล้วสามารถตั้งถิ่นฐาน แพร่กระจายไปอย่างกว้างขวาง กลายเป็นชนิดพันธุ์เด่นในสิ่งแวดล้อมใหม่ที่อาจทำให้ชนิดพันธุ์ท้องถิ่นสูญ พันธุ์ คุกคามความหลากหลายทางชีวภาพเดิม”


จอกหูหนูยักษ์ (สีเขียวเข้มกลางภาพ) เจริญเติบโตปกคลุมผิวน้ำ

แม่น้ำแม่กลองบริเวณวัดท่าล้อ อ.ท่าม่วง จ.กาญจนบุรี

เมื่อกลางปี ๒๕๕๓ ส่งผลกระทบต่อพืชพันธุ์ท้องถิ่น

อาทิ ตับเต่า ต้อยติ่งสาย
(ภาพ : ดร.ศิริพร ซึงสนธิพร)


มติคณะรัฐมนตรีวันที่ ๒๘ เมษายน ๒๕๕๒ เรื่องมาตรการป้องกัน ควบคุม และกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่น นิยามหลักเกณฑ์การจัดกลุ่มชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในประเทศไทยออกเป็น ๔ รายการ ประกอบด้วย

รายการที่ ๑ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้ว อาทิ หงอนไก่ฝรั่ง สาบเสือ เชื้อโรคแท้งติดต่อในโค มดคันไฟ หอยทากยักษ์แอฟริกา ปลาซักเกอร์หรือปลากดเกราะ ปลาช่อนแอมะซอน เต่าแก้มแดง นกพิราบ นกกระจอกใหญ่ เป็นต้น

รายการที่ ๒ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีแนวโน้มรุกราน อาทิ ผักเป็ดแดง กุ้งขาว ผีเสื้อหนอนเจาะผลเงาะ เพลี้ยแป้งอ้อย หอยนักล่าสีส้ม ปลาเทราต์สายรุ้ง
ปลาหางนกยูงไต้หวัน กบบูลฟร็อก นากหญ้า เป็นต้น

รายการที่ ๓ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่มีประวัติว่ารุกรานแล้วในประเทศอื่นแต่ยังไม่รุกรานใน ประเทศไทย อาทิ ป่านมะนิลา บุหงาส่าหรี ถั่วคุดสุ หอยนักล่าสีชมพู ปลาปิรันยา อีกัวนา นกหงส์หยก นกกิ้งโครงพันธุ์ยุโรป เป็นต้น

รายการที่ ๔ ชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานที่ยังไม่เข้ามาในประเทศไทย อาทิ โรคราของกุ้ง ผักแว่นใบใหญ่ เพลี้ยไฟกล้วยไม้ มดอาร์เจนตินา ต่อยุโรป หอยกะพงเมดิเตอร์เรเนียน กระรอกสีเทา เป็นต้น

ดร. ศิริพร ซึงสนธิพร นักวิชาการเกษตรชำนาญการ สำนักวิจัยพัฒนาการอารักขาพืช กรมวิชาการเกษตร ยกตัวอย่างจอกหูหนูยักษ์ เฟินน้ำต่างถิ่นที่พบการระบาดในแม่น้ำแม่กลอง ว่า “จอกหูหนูยักษ์เป็นวัชพืชน้ำร้ายแรงที่สุดชนิดหนึ่งของโลก เติบโตและขยายพันธุ์เร็ว กำจัดยาก เพราะต้นที่หักเพียง ๑ เซนติเมตรสามารถเจริญเติบโตเป็นต้นใหม่ได้ทันที ในเวลา ๓ เดือนเพิ่มน้ำหนักสดได้ถึง ๖๔ ตันต่อไร่ ใกล้เคียงกับผักตบชวา รอบปีที่ผ่านมาพบการแพร่ระบาดในแม่น้ำแม่กลอง ปกคลุมพืชท้องถิ่น อาทิ ตับเต่า-ผักพื้นบ้านที่ชาวบ้านนิยมเก็บมารับประทานจิ้มน้ำพริก ต้อยติ่งสาย-พันธุ์ไม้น้ำสวยงามพบเฉพาะลุ่มน้ำภาคกลาง

“นอกจากนี้ยังพบว่าสถานที่ที่มีจอกหูหนูยักษ์ขึ้นหนาแน่น น้ำจะเริ่มเน่า ปลาจะหายไป พันธุ์ไม้ใต้น้ำไม่มีการสังเคราะห์แสง สิ่งมีชีวิตชนิดต่าง ๆ จึงอาจสูญพันธุ์ไปจากแหล่งน้ำนั้น เพราะชั้นที่มีความหนา ๓๐-๔๐ เซนติเมตร ทำให้แสงแดดและอากาศไม่สามารถลอดผ่านลงไปได้ ขอเตือนให้ประชาชนเฝ้าระวัง พบเห็นที่ใดให้แจ้งทางการหรือกำจัดออกจากแหล่งน้ำด้วยการนำไปตากแห้งแล้วเผา หรือฝังกลบ”

โสมวรรณ สุขประเสริฐ เจ้าหน้าที่วิเคราะห์นโยบายและแผน สำนักความหลากหลายทางชีวภาพ สำนักงานนโยบายและแผนทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม กล่าวถึงแนวทางป้องกันปัญหาการรุกรานจากชนิดพันธุ์ต่างถิ่นในภาพรวมว่า “ปัญหาการแพร่ระบาดของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นมักเกิดจากความไม่รู้ รวมถึงการลักลอบนำเข้าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นแล้วปล่อยสู่สิ่งแวดล้อมตาม ธรรมชาติ โดยขาดความตระหนักต่อผลกระทบของชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานสิ่งแวดล้อม แผนการต่อไปของสำนักฯ คือการศึกษาว่าชนิดพันธุ์ต่างถิ่นคุกคามและส่งผลกระทบต่อชนิดพันธุ์อื่นใน ประเทศอย่างไร จำนวนเท่าไร มีผลต่อสังคม เศรษฐกิจ คิดเป็นมูลค่าเท่าไร เพื่อให้มีหลักฐานเป็นรูปธรรมสำหรับนำข้อมูลมาเผยแพร่และสร้างความตระหนัก ได้ชัดเจนยิ่งขึ้น ที่สำคัญคือการหาวิธีควบคุมและกำจัดชนิดพันธุ์ต่างถิ่นที่รุกรานแล้วใน ประเทศไทย”

ที่มา http://www.sarakadee.com/web/modules.php?name=Sections&op=viewarticle&artid=1070

วันอาทิตย์ที่ 19 มิถุนายน พ.ศ. 2554

พัฒนาสารเคลือบเมล็ดพันธุ์

พัฒนาสารเคลือบเมล็ดพันธุ์ อัตราการงอกดี..เก็บไว้ได้นาน ปัจจุบันวงการผลิตเมล็ดพันธุ์พืช เริ่มขยายตัวเพิ่มขึ้นเป็นอย่างมาก ส่วนหนึ่งเป็นเพราะสภาพภูมิอากาศในบ้านเราเหมาะแก่การผลิต เกษตรกรหลายรายต่างหันมาเก็บเมล็ดพันธุ์ขยาย เพื่อช่วยลดต้นทุนการผลิต รวมทั้งมุ่งที่จะส่งออกด้วยเช่นกัน

พัฒนาสารเคลือบเมล็ดพันธุ์

ฉะนี้แล้วเพื่อการยกระดับสินค้าเมล็ดพันธุ์ให้มีความ ทัดเทียมเทียบกับบริษัทต่างประเทศ รศ.ดร.บุญมี ศิริ และ น.ส.ธิดารัตน์ แก้วคำ นักศึกษา คปก.สังกัดภาควิชาพืชศาสตร์และทรัพยากรการเกษตร คณะเกษตรศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น จึงได้ร่วมกันพัฒนา สูตรสารเคลือบและวิธีการเคลือบที่ใช้กับพืชตระกูลแตง เพื่อใช้ในธุรกิจเมล็ดพันธุ์ รวมทั้งศึกษาคุณภาพของเมล็ดพันธุ์พืชตระกูลแตงหลังจากการเคลือบเมล็ด และอายุการเก็บรักษาในภาชนะบรรจุและสภาพแวดล้อมขึ้น โดยได้รับการสนับสนุนจาก สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.)

รศ.ดร.บุญ มี เปิดเผยว่า ในช่วง 8 ปีที่ผ่านมาไทยเราส่งเมล็ดพันธุ์ที่มีมูลค่าการส่งออกมากที่สุด คือ เมล็ดพันธุ์พืชไร่ รองลงมาเป็นเมล็ดพันธุ์ผักมาก เป็นอันดับ 1 ของภูมิภาคเอเชีย-แปซิฟิก และเป็นอันดับที่ 12 ของโลก คิดเป็นมูลค่าโดยรวมเฉลี่ยที่ 7,000 ล้านบาท/ปี เพื่อยกระดับสินค้าให้มีความทัดเทียมเทียบกับบริษัทต่างประเทศ จึงนำวิทยาการใหม่ๆ อย่างการเคลือบเมล็ดพันธุ์ (seed coating) ที่พัฒนามาจากการเคลือบยา โดยใช้พอลิเมอร์ที่มีความเหนียวและมีส่วนผสมของสารออกฤทธิ์ชนิดต่างๆ ประกอบด้วยธาตุอาหาร สารป้องกันกำจัดแมลงและเชื้อโรค จากนั้นจึงเคลือบชั้นนอกอีกครั้งหนึ่ง เพื่อให้การเคลือบเป็นไปอย่างสม่ำเสมอ ซึ่งวิธีดังกล่าวช่วยลดปริมาณการใช้สารเคมีในช่วงระยะต้นกล้า เพิ่มประสิทธิภาพในการป้องกันโรคและแมลงให้กับเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกได้

พัฒนาสารเคลือบเมล็ดพันธุ์

น.ส.ธิดารัตน์ กล่าวถึงขั้นตอนการพัฒนาสูตรสารเคลือบและวิธีการเคลือบที่ใช้กับพืชตระกูลแตงว่า เริ่มแรกนั้นศึกษาตัวพอลิเมอร์ที่มีความเหมาะสมที่สุดในการเคลือบ พร้อมทั้งทำการตรวจสอบคุณภาพของเมล็ดพันธุ์แตงกวา และเก็บรักษาเมล็ดพันธุ์ ศึกษาถึงคุณภาพของเมล็ดพันธุ์ที่ผ่านการเคลือบหลังจากการเก็บรักษา แล้วเตรียมสารเคลือบเมล็ดพันธุ์ประกอบด้วย โพลีเอทิลีน ไกลคอล 600 (Polyethylene glycol 600) สารก่อฟิล์ม ทัลคัม (Talcum) ไททาเนียมไดออกไซด์ (TiO2) และ สี

แล้วนำมาประเมินผลในลักษณะต่างๆ เช่น ค่า pH ความหนืดของสารเคลือบ เป็นต้น ก่อนนำไปเคลือบเมล็ดพันธุ์แตงลูกผสมด้วยเครื่องเคลือบ SKK08 จากนั้นนำเมล็ดเคลือบสารไปลดความชื้นด้วยเครื่องลดความชื้นแบบลมแห้ง แล้วจึงนำไปตรวจสอบคุณภาพเมล็ดพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ ได้แก่ ความงอกของเมล็ดพันธุ์ที่เพาะในห้องปฏิบัติการ ความงอกของเมล็ดพันธุ์ที่เพาะในสภาพโรงเรือนดัชนีการงอกความชื้นของเมล็ด พันธุ์หลังจากการเคลือบ

นอกจากนี้ยังต้องมีการทดลองเคลือบกับสารป้องกันโรคและศึกษาประสิทธิภาพ ของการป้องกันโรคของเมล็ดพันธุ์ที่เคลือบสารทั้งในสภาพห้องปฏิบัติการและใน โรงเรือน พบว่าเมล็ดพันธุ์ที่เคลือบด้วยพอลิเมอร์ชนิดละลายน้ำมีเปอร์เซ็นต์ความงอก ที่เพาะในสภาพห้องปฏิบัติการและในสภาพโรงเรือนไม่มีความแตกต่างกันกับเมล็ด พันธุ์ที่ไม่เคลือบสาร ส่วนอายุการเก็บรักษาอยู่ได้ประมาณ 6 เดือน ความงอก 80-90 เปอร์เซ็นต์

งานวิจัยดังกล่าวนอกจากเป็นการสร้างเอกลักษณ์ของพันธุ์พืช ยังทำให้เกษตรกรทั้งในและต่างประเทศต่างให้ความสนใจ

ที่มา

ไทยรัฐ

http://www.kasetorganic.com

ปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย

ดร.เหวียน บา ฮุง (Dr.Nguyen Ba Hung) เป็นผู้ปลูกผักที่ได้มาตรฐานของยุโรปเพียงรายเดียวที่อยู่ในประเทศเวียดนาม โดย ดร.ฮุง สำเร็จการศึกษาทางด้านพันธุศาสตร์จากประเทศฝรั่งเศส และมีความสนใจทางด้านการเกษตรมาก เมื่อสำเร็จการศึกษาก็ไม่ยอมไปเป็นอาจารย์สอนที่มหาวิทยาลัย หันมายึดอาชีพเป็นเกษตรกรเสียเอง ทั้งนี้ เพราะท่านมีความรักและสนใจอาชีพการเกษตร ประกอบกับท่านอยากจะช่วยเหลือเกษตรกรพี่น้องของท่านที่ยังยากจนและขาดความ รู้ทางด้านการพัฒนาเกษตรแผนใหม่

เพื่อพัฒนาให้ทันต่อสถานการณ์ของโลก ท่านได้พัฒนาฟาร์มของท่านเพื่อให้เป็นตัวอย่างแก่เกษตรกรรอบๆ ฟาร์ม โดยเริ่มพัฒนาจากสิ่งที่มีอยู่และหาได้ในท้องถิ่น แม้แต่โครงของโรงเรือนปลูกผักก็ทำด้วยไม้ไผ่ แต่ท่านก็สามารถได้มาตรฐาน UREPGAP

ท่านเพาะปลูกพืชผัก ทั้งผักกินใบและผักกินผล รวมทั้งสิ้น 89 ชนิด โดยเน้นพืชผักที่เก็บเกี่ยวเมื่อมีอายุน้อยๆ และพืชผักที่มีขนาดเล็กที่เรียกว่า “เบบี้” (baby vegetable) มีเกษตรกรที่อยู่ในเครือ (Contract farmer) ของท่าน จำนวน 12 ครอบครัว โดยแต่ละครอบครัวมีพื้นที่เพาะปลูกผัก ครอบครัวละ 2 เฮกตาร์ หรือประมาณ 12 ไร่เศษ ผลิตผักต่างๆ ได้สัปดาห์ละ 5 ตัน เมล็ดพันธุ์ผักส่วนใหญ่นำเข้าจากประเทศไทยและประเทศต่างๆ ทางยุโรป เช่น ฮอลแลนด์ และฝรั่งเศส

ปลูกผักไร้ดิน บนต้นกล้วย

การปลูกผักไร้ดินบนต้นกล้วย ไม่ได้ยากเย็นอะไรเลย วิธีนี้เป็นงานทดลองของ ดร.ฮุง กับหุ้นส่วนของท่าน โดยปกติแล้วเกษตรกรจะตัดต้นกล้วยทิ้งทุกครั้งที่ตัดเครือกล้วยออก แต่ ดร.ฮุง เห็นว่าเป็นการสูญเสียไปเปล่าๆ โดยที่ไม่ได้อะไร ดังนั้น เมื่อตัดเครือกล้วยแล้ว (จะเป็นกล้วยน้ำว้าหรือกล้วยอะไรก็ได้) ท่านจึงได้เจาะรูที่ต้นกล้วยในลักษณะทแยงลงไป ให้รูมีขนาดเท่าพอดีที่จะเอาต้นกล้า (ผักสลัด) ยัดใส่ลงไปในรูของต้นกล้วยที่เจาะไว้ได้ โดยจำนวนรูที่จะเจาะหรือจำนวนผักที่จะปลูกมากหรือน้อย ไม่สามารถบอกได้ ท่านให้ดูขนาดของต้นกล้วยว่าใหญ่หรือเล็ก จากนั้นก็ไม่ต้องรดน้ำให้ผักที่ปลูก หรือรดน้ำให้ต้นกล้วยแต่อย่างใด จะทำเพียงอย่างเดียวคือ คอยค้ำยันไม่ให้ต้นกล้วยล้มเท่านั้น

หลังจากนั้น ประมาณ 30 วัน (ขึ้นอยู่กับอายุของผักที่ปลูก) ก็เก็บเกี่ยวผักไปขายได้เลย ท่านบอกว่าผักสลัดที่ท่านทดลองปลูกมีรสชาติดีมาก หวาน และกรอบ ใบเป็นเงางาม ทั้งนี้ เป็นเพราะต้นกล้วยมีธาตุโพแทสเซียมสูงนั่นเอง วิธีนี้เกษตรกรท่านใดจะเอาไปทดลองปลูกก็ได้ แต่อายุผักที่ปลูกไม่ควรจะยาวนานเกิน 40 วัน เพราะต้นกล้วยจะโทรมและเหี่ยวแห้งตายเสียก่อน ผักที่ปลูกควรเป็นผักกินใบที่ไม่ต้องการแสงแดดที่แรงมากนัก เพราะใบของกล้วยจะช่วยพรางแสงแดดได้บางส่วน

ที่มา http://www.kasetorganic.com



วันอังคารที่ 14 มิถุนายน พ.ศ. 2554

ข้าวไม่ต้องหุง

การพัฒนาข้าวไม่ต้องหุงจากข้าวนึ่งดำเนินการที่ ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ โดยใช้ข้าวเปลือก 4 พันธุ์ ได้แก่ ขาวดอกมะลิ 105 กข39 ข้าวหลวงสันป่าตอง และขาหนี่ ภายใต้กระบวนการแปรรูปเป็นข้าวนึ่งที่ทำให้สุกด้วยไอน้ำ ลดความชื้น และนำไปสี ให้เป็นข้าวสารก่อน เมื่อต้องการบริโภคจะนำมาทำให้คืนตัวเป็นข้าวสุก ซึ่งการวัดการคืนตัว

โดยการนำข้าวนึ่งแช่น้ำร้อน ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส อัตราข้าว 1 ส่วนต่อน้ำ 1 ส่วน โดยปริมาตร และแช่ในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ในระยะเวลาต่างๆ กัน พบว่าข้าวทั้ง 4 พันธุ์ ไม่มีความแตกต่างกันในการคืนตัวเป็นข้าวสุก ที่อุณหภูมิ 100 องศาเซลเซียส ในเวลาตั้งแต่ 15 นาทีหลังแช่ และมีความนุ่มของเนื้อแป้งโดยการสัมผัสดีขึ้นที่ เวลา 20 นาทีขึ้นไป ส่วนการแช่ข้าวนึ่งในน้ำเย็นที่อุณหภูมิ 30 องศาเซลเซียส ตั้งแต่ 45 นาทีหลังแช่ มีความนุ่มของเนื้อแป้งดี โดยมีอัตราการยืดตัว 1.2 – 1.3 เท่า




ที่มา http://www.brrd.in.th/main/rice-interested-story/240-instant-cooking-rice.html

พันธุ์ข้าวรับรองใหม่ 5 พันธุ์

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข45

ประวัติ

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข45 ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวสายพันธุ์ PCRBR83012–267-5 (ได้จากการผสมพันธุ์ระหว่างข้าวพันธุ์หอมนายพล กับ IR46) กับพันธุ์ขาวดอกมะลิ 105 ที่ศูนย์วิจัยข้าวปราจีนบุรีเมื่อ ปี 2532 ปลูกข้าวพันธุ์ผสมชั่วที่ 1 ปี 2533 ปลูกคัดเลือกชั่วอายุที่ 2-5 ปี 2534-2537 ปลูกศึกษาพันธุ์ ปี 2538–2540 ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ปี 2541–2543 ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตใน นาราษฎร์ที่ อำเภอเมือง และอำเภอนาดี จังหวัดปราจีนบุรี อำเภอเมือง และอำเภอปากพลี จังหวัดนครนายก ปี 2544–2548 ปลูกทดสอบการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน ปี 2547-2550 ปลูกทดสอบความสามารถการยืดปล้อง ปี 2548–2549 ปลูกทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว ปี 2551-2552 ผลิตเมล็ดพันธุ์คัดและปลูกประเมินผลผลิตและการยอมรับของเกษตรกรภายใต้ โครงการเพิ่มประสิทธิภาพการผลิตและการกระจายเมล็ดพันธุ์ข้าวพันธุ์ดีจำนวน 100 แปลง ที่อำเภอต่างๆ ของจังหวัดปราจีนบุรี ปี 2552/53 คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าว มีมติรับรองพันธุ์ ชื่อ กข45 เพื่อแนะนำให้เกษตรกรปลูก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553

ลักษณะประจำพันธุ์

เป็นข้าวเจ้าน้ำลึกไวต่อช่วงแสงออกดอกประมาณวันที่ 25 ตุลาคม ถึง 2 พฤศจิกายน ปลูกในพื้นที่ที่มีระดับน้ำไม่เกิน 100 เซนติเมตร มีความสามารถยืดปล้องได้ดีที่ระดับน้ำ 90 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ลำต้นสูงประมาณ 170 เซนติเมตร ทรงกอตั้ง ต้นแข็งปานกลาง ใบสีเขียว ใบธงตั้งตรง รวงยาว 27.7 เซ็นติเมตร เมล็ดข้าวเปลือกสีฟาง ยาว 10.2 มิลลิเมตร กว้าง 2.73 มิลลิเมตร และหนา 2.09 มิลลิเมตร เมล็ดข้าวกล้องรูปร่างเรียว ยาว 7.44 มิลลิเมตร กว้าง 2.33 มิลลิเมตร และหนา 1.83 มิลลิเมตร คุณภาพการสีดีมาก เมล็ดข้าวขาวใส มีท้องไข่น้อย สีเป็นข้าว 100% ได้ ปริมาณอมิโลสต่ำ (16.35%) อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ ความคงตัวของแป้งสุกอ่อน (80 มม.) อัตราการยืดตัวของข้าวสุก 1.67 เท่า ข้าวเมื่อหุงต้มด้วยอัตราส่วน ข้าวต่อน้ำเป็น 1 ต่อ 1.7 เท่า(โดยน้ำหนัก)นุ่มเหนียว และมีกลิ่นหอม ระยะพักตัวของเมล็ดพันธุ์ประมาณ 9 สัปดาห์

ผลผลิต ประมาณ 520 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

1. เป็นข้าวเจ้าน้ำลึกที่มีผลผลิตสูง

2. สามารถปลูกได้ทั้งในนาน้ำตื้นและน้ำลึกไม่เกิน 100 เซนติเมตร

3. เมล็ดยาวเรียว คุณภาพการสีดีมาก มีท้องไข่น้อย คุณภาพหุงต้มรับประทานดี ข้าวสุกนุ่มเหนียว และมีกลิ่นหอม

พื้นที่แนะนำ เหมาะสำหรับพื้นที่นาน้ำฝนภาคกลาง ภาคตะวันออกที่มีระดับน้ำในนาไม่เกิน 100 เซนติเมตร น้ำในนาควรแห้งช่วงปลายเดือนพฤศจิกายน

ข้อควรระวัง อ่อนแอมากต่อโรคไหม้ และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ไม่แนะนำให้มีการปลูกในพื้นที่ที่มีการระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล


ข้าวเจ้าพันธุ์ กข47

ประวัติ

ข้าวเจ้าพันธุ์ กข47 ได้จากการผสม 3 ทางระหว่าง ลูกผสมชั่วที่ 1 ของสุพรรณบุรี 1 กับ IR64 นำไปผสมกับ CNT86074-25-9-1 ที่ศูนย์วิจัยข้าวชัยนาทในฤดูนาปี 2539 ปลูกชั่วอายุที่ 1 ในฤดูนาปี 2540 ปลูกคัดเลือกตั้งแต่ชั่วอายุที่ 2 จนได้เมล็ดพันธุ์ชั่วที่ 3 ที่ศูนย์วิจัยข้าวข้าวชัยนาท ปลูกคัดเลือกชั่วอายุที่ 4-5 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ตั้งแต่ฤดูนาปรัง 2542 ถึง ฤดูนาปรัง 2542 และปลูกศึกษาพันธุ์ ฤดูนาปรัง 2543 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก นำเข้าเปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานีที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ฤดูนาปี 2544 – 2545 จากนั้นนำเข้าเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานีที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก ศูนย์วิจัยข้าวข้าวชัยนาท และศูนย์วิจัยข้าวลพบุรี ในฤดูนาปี 2546-2551 นำเข้าเปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ในนาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร ชัยนาท สิงห์บุรี อุตรดิตถ์ นครสวรรค์ และกำแพงเพชร ตั้งแต่ฤดูนาปรัง 2548 ถึงฤดูนาปี 2551 ทดสอบผลผลิตและการยอมรับของเกษตรตั้งแต่ฤดูนาปี 2549 ถึงฤดูนาปรัง 2551 ในนาเกษตรกรจังหวัดพิษณุโลก พิจิตร สุโขทัย อุตรดิตถ์ กำแพงเพชร นครสวรรค์ ชัยนาท อุทัยธานี และสุพรรณบุรี ทดสอบเสถียรภาพผลผลิตในฤดูนาปี 2550 ที่ศูนย์วิจัยข้าวพิษณุโลก แพร่ อุบลราชธานี สกลนคร สุรินทร์ ปทุมธานี สุพรรณบุรี และพัทลุง คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าว มีมติรับรองพันธุ์ ชื่อ กข47 เพื่อแนะนำให้เกษตรกรปลูก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553

ลักษณะประจำพันธุ์

เป็นข้าวเจ้าไม่ไวต่อช่วงแสงอายุ 104-107 วัน (หว่านน้ำตม) และ 112 วัน(ปักดำ) มีลักษณะกอตั้ง ความสูง 90-100 เซนติเมตร ลำต้นแข็งมาก ใบสีเขียว มุมใบธงกว้างปานกลาง รวงยาว 30.0 เซนติเมตร ค่อนข้างแน่น คอรวงโผล่เล็กน้อย ข้าวเปลือกสีฟาง ยาว 10.4 มิลลิเมตร กว้าง 2.52 มิลลิเมตร หนา 2.08 มิลลิเมตร ข้าวกล้องรูปร่างเรียว ยาว 7.94 มิลลิเมตร กว้าง 2.13 มิลลิเมตร หนา 1.81 มิลลิเมตร ข้าวสารยาว 7.76 มิลลิเมตร กว้าง 2.05 มิลลิเมตร หนา 1.73 มิลลิเมตร มีอมิโลสสูง (26.81%) ข้าวเมื่อหุงสุกมีลักษณะสีขาวนวลไม่เลื่อมมัน ค่อนข้างร่วนและแข็ง

ผลผลิต เฉลี่ย 793 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

1. ผลผลิตสูง มีเสถียรภาพดี

2. ค่อนข้างต้านทานเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลดีกว่า กข41 และค่อนข้างต้านโรคไหม้ดีกว่าพิษณุโลก 2

3. คุณภาพเมล็ดทางกายภาพดีเป็นข้าวเจ้าเมล็ดยาวเรียว ท้องไข่น้อย คุณภาพการสีดีถึงดีมาก สามารถสีเป็นข้าวสาร 100 เปอร์เซ็นต์ได้

พื้นที่แนะนำ เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาชลประทาน ภาคเหนือตอนล่าง สำหรับเป็นทางเลือกของเกษตรกร ในการป้องกันการแพร่ระบาดของเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และโรคไหม้

ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลชีวชนิดที่ 5 และเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาลจากจังหวัดนครปฐม อ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง ไม่ควรใส่ปุ๋ยไนโตรเจนในระดับสูงเกินไปจะทำให้เกิดโรครุนแรง และค่อนข้างอ่อนแอต่อเชื้อสาเหตุโรคไหม้ในภาคกลาง ไม่ทนอากาศเย็นจึงไม่ควรปลูกในช่วงปลายเดือนกันยายนถึงต้นเดือนพฤศจิกายน


ข้าวเจ้าพันธุ์ ช่อลุง 97

ประวัติ

ข้าวเจ้าพันธุ์ ช่อลุง 97 เป็นพันธุ์ข้าวพื้นเมืองที่เกษตรกรนิยมปลูกมากที่สุดในจังหวัดปัตตานี และ สงขลา ปี 2542 ศูนย์วิจัยข้าวปัตตานีได้เก็บรวบรวมพันธุ์จากแปลงเกษตรกร อำเภอโคกโพธิ์ จังหวัดปัตตานี ซึ่งเป็นแหล่งที่เกษตรกรปลูกข้าวพันธุ์นี้มากที่สุด นำมาปลูกศึกษาวิจัยและพัฒนาพันธุ์โดยวิธีการคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ (Pure line selection) ฤดูนาปี 2542/43 ปลูกคัดเลือกพันธุ์แบบรวงต่อแถว จำนวน 100 รวง คัดเลือกได้รวงที่ 97 ใช้ชื่อสายพันธุ์ PTNC99024-97 ฤดูนาปี 2543/44 ปลูกศึกษาพันธุ์ขั้นต้น ฤดูนาปี 2544/45 ปลูกเปรียบพันธุ์ขั้นสูง ฤดูนาปี 2545/46 ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ฤดูนาปี 2546/47 ปลูกเปรียบเทียบผลผลิต ระหว่างสถานี ในนาราษฎร์ ทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคและแมลงศัตรูข้าว วิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและเคมี ทดสอบการตอบสนองต่ออัตราปุ๋ยไนโตรเจน ทดสอบผลผลิตในนาเกษตรกร และการยอมรับของเกษตรกร คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าว มีมติรับรองพันธุ์ ชื่อ ช่อลุง 97 เพื่อแนะนำให้เกษตรกรปลูก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553

ลักษณะประจำพันธุ์

เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง ออกดอกปลายเดือนมกราคม ผลผลิตเฉลี่ยประมาณ 564 กิโลกรัมต่อไร่ ความสูงประมาณ 197 เซนติเมตร ลักษณะทรงกอตั้ง ใบและกาบใบสีเขียว คอรวงยาว รวงแน่นปานกลาง ยอดเกสรตัวเมียสีขาว ปลายยอดดอกสีขาว รวงยาว 35.2 เซนติเมตรน้ำหนักข้าวเปลือก 10.61 กิโลกรัมต่อถัง ข้าวเปลือก 1,000 เมล็ด หนัก 22.52 กรัม ข้าวเปลือกสีเหลืองยาว 10.22 มิลลิเมตร กว้าง 2.45 มิลลิเมตร หนา 1.90 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาวรูปร่างเรียว ยาว 7.12 มิลลิเมตร กว้าง 2.05 มิลลิเมตร หนา 1.67 มิลลิเมตร ท้องไข่ปานกลาง (1.35) คุณภาพการสีดี ได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวร้อยละ 45.7 ปริมาณอมิโลสปานกลาง (23.9%) ลักษณะข้าวสวย ผิวค่อนข้างมัน การเกาะตัวค่อนข้างเหนียว เนื้อสัมผัสนุ่ม มีระยะพักตัวของเมล็ดพันธุ์ 5 สัปดาห์

ผลผลิต เฉลี่ย 564 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

1. มีคอรวงยาวเหมาะสำหรับการเก็บเกี่ยวด้วยแกระ ซึ่งเกษตรกรส่วนใหญ่ในพื้นที่ยังนิยมใช้อยู่ในปัจจุบัน

2. คุณภาพเมล็ดดี คุณภาพการสีดี คุณภาพการหุงต้มข้าวสุกร่วน ตรงกับรสนิยมในการบริโภคข้าวของประชากรในพื้นที่

พื้นที่แนะนำ เหมาะสำหรับปลูกในสภาพนาสวนนาน้ำฝนฤดูนาปี บริเวณที่ราบในเขตจังหวัดชายแดนภาคใต้ ได้แก่ จังหวัดปัตตานี นราธิวาส ยะลา และสงขลา

ข้อควรระวัง ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคไหม้ และอ่อนแอมากต่อเพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล


ข้าวเจ้าพันธุ์ ไข่มดริ้น 3

ประวัติ

ข้าวเจ้าพันธุ์ ไข่มดริ้น 3 เป็นข้าวพื้นเมืองที่ได้รวบรวมจากจังหวัดนครศรีธรรมราช เมื่อปี พ.ศ. 2538 โดยศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช ได้เก็บตัวอย่างพันธุ์ จาก 4 อำเภอ ฤดูนาปี พ.ศ. 2538/2539 ปลูกคัดเลือกสายพันธุ์บริสุทธิ์ (Pure line selection) ฤดูนาปี พ.ศ. 2539/2540 ปลูกศึกษาพันธุ์ คัดเลือกได้สายพันธุ์จากแหล่งเก็บอำเภอร่อนพิบูลย์ แถวที่ 3 คือสายพันธุ์ NSRC95001-1-3 ฤดูนาปี พ.ศ. 2540/2541 เปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ที่ศูนย์วิจัยข้าวนครศรีธรรมราช ฤดูนาปี พ.ศ. 2541/2542 - 2545/2546 เปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี ที่ศูนย์วิจัยข้าวพัทลุง นครศรีธรรมราช ปัตตานี และกระบี่ วิเคราะห์คุณภาพเมล็ดทางกายภาพและเคมี ปี พ.ศ. 2543 - 2548 ทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคไหม้ โรคขอบใบแห้งและ เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล ฤดูนาปี พ.ศ. 2546/2547 - 2548/2549 เปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ ในพื้นที่จังหวัดนครศรีธรรมราช ปัตตานี และนราธิวาส ฤดูนาปี พ.ศ. 2548/2549 - 2550/2551 ทดสอบการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าว มีมติรับรองพันธุ์ ชื่อ ไข่มดริ้น 3 เพื่อแนะนำให้เกษตรกรปลูก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553

ลักษณะประจำพันธุ์

เป็นข้าวเจ้าไวต่อช่วงแสง วันออกดอกกลางเดือนมกราคม เก็บเกี่ยวกลางเดือนกุมภาพันธ์ ความสูงประมาณ 176 เซนติเมตร ลักษณะทรงกอตั้ง แผ่นใบสีเขียวเข้ม ใบธงอยู่ในแนวนอน รวงยาว 31.2 เซนติเมตร ลักษณะรวงค่อนข้างแน่น ระแง้ถี่ คอรวงยาว เปลือกเมล็ดสีน้ำตาล น้ำหนักข้าวเปลือกต่อถัง 11.2 กิโลกรัม ข้าวเปลือกยาว 9.47 มิลลิเมตร กว้าง 2.54 มิลลิเมตร หนา 1.96 มิลลิเมตร ข้าวกล้องสีขาว รูปร่างเรียว ยาว 6.93 มิลลิเมตร กว้าง 2.07 มิลลิเมตร หนา 1.72 มิลลิเมตร ท้องไข่น้อย (0.52) คุณภาพการสีดีมาก ให้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าวร้อยละ 56.1 ปริมาณอมิโลสปานกลาง(21.8 %) ระยะพักตัวเมล็ดพันธุ์ 2 สัปดาห์

ผลผลิต เฉลี่ย 436 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

1. ให้ผลผลิตสูงกว่าพันธุ์เล็บนกปัตตานี ร้อยละ 18

2. คุณภาพเมล็ดดี มีท้องไข่น้อย ข้าวสวยค่อนข้างร่วนและค่อนข้างนุ่ม

พื้นที่แนะนำ เขตปลูกข้าวเพื่อบริโภค ในพื้นที่ลุ่มน้ำปากพนัง จังหวัดนครศรีธรรมราช และพื้นที่จังหวัดใกล้เคียงที่มีนิเวศการปลูกข้าวคล้ายกัน

ข้อควรระวัง อ่อนแอต่อโรคไหม้


ข้าวเหนียวพันธุ์ กข16

ประวัติ

ข้าวเหนียวพันธุ์ กข16 ได้จากการผสมพันธุ์ฤดูนาปี พ.ศ. 2539 ระหว่าง พันธุ์ กข6 ข้าวคุณภาพดี เป็นพันธุ์แม่ และพันธุ์ หางยี 71 ข้าวต้านทานต่อโรคไหม้ และอายุสั้น เป็นพันธุ์พ่อ ฤดูนาปรังพ.ศ.2540- ฤดูนาปี พ.ศ. 2540 ผสมกลับ (backcross) ไปหาพันธุ์ กข6 จำนวน 2 ครั้ง ฤดูนาปี พ.ศ. 2541-2543 ปลูกและคัดเลือกแบบสืบประวัติ จนได้สายพันธุ์ KKN97057-7-1-1 ฤดูนาปี พ.ศ. 2544-2545ศึกษาพันธุ์ เปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ที่ศูนย์วิจัยข้าวขอนแก่น และเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานีภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฤดูนาปี พ.ศ. 2546 เปรียบเทียบผลผลิตระหว่างภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ฤดูนาปี พ.ศ. 2547-2548 เปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันนอกเฉียงเหนือ จำนวน 10 แห่ง ประเมินความชอบลักษณะทางการเกษตร และคุณภาพหุงต้มรับประทานโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม ฤดูนาปี พ.ศ. 2548 ศูนย์วิจัยข้าวเชียงใหม่ นำรวงข้าวที่เก็บรักษาไว้มาปลูกแบบรวงต่อแถว จำนวน 200 รวง คัดเลือกลักษณะที่เกษตรกรต้องการ ได้รวงที่ 46 ให้ชื่อสายพันธุ์ KKN97057-7-1-1-CMI-46 นาปี พ.ศ. 2549-50 ปลูกศึกษาพันธุ์ และเปรียบเทียบผลผลิตภายในสถานี ฤดูนาปี พ.ศ. 2551 ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตในนาราษฎร์ภาคเหนือตอนบน จำนวน 5 แห่ง ประเมินความชอบลักษณะทางการเกษตร และคุณภาพการหุงต้มรับประทานโดยเกษตรกรมีส่วนร่วม ฤดูนาปี พ.ศ. 2552 ปลูกเปรียบเทียบผลผลิตระหว่างสถานี ภาคเหนือตอนบนและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ทดสอบปฏิกิริยาต่อโรคไหม้ วิเคราะห์คุณภาพทางกายภาพและเคมีของเมล็ด ศึกษาการตอบสนองต่อปุ๋ยไนโตรเจน คณะกรรมการพิจารณาพันธุ์ กรมการข้าว มีมติรับรองพันธุ์ ชื่อ กข16 เพื่อแนะนำให้เกษตรกรปลูก เมื่อวันที่ 28 กันยายน 2553

ลักษณะประจำพันธุ์

เป็นข้าวเหนียวไวต่อช่วงแสง ออกดอกประมาณวันที่ 13-22 ตุลาคม ลักษณะกอตั้ง ความสูง 133-149 เซนติเมตร ลำต้นแข็งปานกลาง ใบสีเขียว ใบธงตั้ง รวงยาว 25.9 เซนติเมตร ลักษณะรวง แน่นปานกลาง คอรวงยาว ข้าวเปลือกสีน้ำตาล ยาว 10.1 มิลลิเมตร กว้าง 2.97 มิลลิเมตร หนา 2.05 มิลลิเมตร ข้าวกล้องค่อนข้างป้อม ยาว 7.03 มิลลิเมตร กว้าง 2.38 มิลลิเมตร หนา 1.76 มิลลิเมตร คุณภาพการสีดี สีได้ข้าวเต็มเมล็ดและต้นข้าว 43.9 เปอร์เซ็นต์ อุณหภูมิแป้งสุกต่ำ เมื่อนึ่งสุกมีกลิ่นหอม เนื้อสัมผัสค่อนข้างนุ่ม

ผลผลิต เฉลี่ย 633 กิโลกรัมต่อไร่

ลักษณะเด่น

1. ให้ผลผลิตเฉลี่ยสูง

2. ค่อนข้างต้านทานต่อโรคไหม้ (Pyricularia grisea Sacc.) ในภาคเหนือตอนบน

3. เป็นข้าว อายุสั้นกว่าพันธุ์ กข6 ประมาณ 1 สัปดาห์ ช่วยกระจายแรงงานในระยะเก็บเกี่ยว และความสูงน้อยกว่าพันธุ์ กข6 ประมาณ 10 เซนติเมตร ลดปัญหาข้าวหักล้มระยะเก็บเกี่ยว

4. เป็นข้าวเหนียวเมล็ดปานกลาง คุณภาพการสีดี คุณภาพหุงต้มรับประทานเป็นที่ยอมรับของผู้บริโภค และมีกลิ่นหอม

พื้นที่แนะนำ เหมาะสำหรับปลูกในพื้นที่นาน้ำฝนภาคเหนือตอนบน บริเวณที่ฝนหมดเร็ว และในพื้นที่ที่เกษตรกรต้องการปลูกพืชหลังฤดูทำนา

ข้อควรระวัง ค่อนข้างอ่อนแอต่อโรคขอบใบแห้ง แมลงบั่ว เพลี้ยกระโดดสีน้ำตาล และเพลี้ยกระโดดหลังขาว



ที่มา http://www.brrd.in.th/main/component/content/article/274.html

วันจันทร์ที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2554

โรคภายหลังการเก็บเกี่ยวของผักผลไม้ และการจัดการ

โดย ... รศ.ดร. สมศิริ แสงโชติ
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร
มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กทม 10900
โทร. 025790113 ต่อ 1294


ความสูญเสียของผักและผลไม้หลังการเก็บเกี่ยว เนื่องจากเชื้อจุลินทรีย์ โดยเฉพาะในเขตร้อนเป็นปัญหาใหญ่ที่เกี่ยวข้องกับการตลาดของผลิตผลเหล่านี้ โดยที่มีจุลินทรีย์หลายชนิด ที่เกี่ยวข้อง ซึ่ง Eckert (1977) และ Snowdon (1990) ได้รายงานไว้ โดยจุลินทรีย์เหล่านี้เมื่อเข้าทำลายผลิตผล ก่อให้เกิดความเสียหาย ในระหว่างขนส่ง เก็บรักษา วางตลาด และผู้บริโภค การที่จะลด ความเสียหาย เนื่องจากโรคเหล่านี้ จึงต้องมีการ ศึกษาในรายละเอียดเกี่ยวกับโรคและเชื้อจุลินทรีย์ ที่เกี่ยวข้องให้เข้าใจรวมทั้งใช้การควบคุมอย่างถูกวิธี

ลักษณะการเข้าทำลายของเชื้อ

1. การเข้าทำลายก่อนเก็บเกี่ยว เชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่ม นี้ที่เกี่ยวข้องกับผลิตผล มีความสามารถในการเข้าทำลายผลิตผลได้โดยตรง และเข้าทำลายส่วนอื่นๆ ของพืชด้วย ทำให้ส่วนที่เป็นโรคเหลา่นั้นเป็นแหล่งของเชื้อซึ่งจะแพร่โดย ลม ฝน หรือ แมลงไปยังส่วนผลิตผล และเกิดการเข้าทำลาย แต่อาการของโรคไม่ปรากฏในไร่ในสวน ในขณะที่ผลิตผลยังอยู่บนต้น เนื่องจากเชื้อเข้าทำลายแบบแฝงอยู่ อาการจะปรากฏให้เห็นภายหลัง ที่ผลิตผลเหล่านั้นได้ถูกเก็บเกี่ยวและบ่มให้สุกเชื้อในกลุ่มนี้ เช่น Colletotrichum, Lasiodiplodia, Dothiorella และ Phytophthora

2. การเข้าทำลายขณะหรือหลังการเก็บเกี่ยว โดยปกติ ส่วนขยายพันธุ์ของเชื้อในกลุ่มที่ เข้าทำลายขณะหรือหลังการเก็บเกี่ยวนี้ เช่น สปอร์ หรือส่วนขยายพันธุ์อื่นๆ พบปนเปื้อนอยู่ที่ส่วนผิวของผลิตผล หรือในระหว่างการขนย้ายหรือการปฏิบัติอื่นๆ โดยส่วนของเชื้อเหล่านี้พบอยู่ใน บรรยากาศของโรงบรรจุหีบห่อ น้ำที่ใช้ในการล้าง หรือลดอุณหภูมิผลิตผล ภาชนะที่ใช้ในการขนย้ายผลิตผล เป็นต้น เชื้อจุลินทรีย์ในกลุ่มนี้มีความ สามารถในการทำให้เกิดโรคต่ำและไม่สามารถเข้าทำลายผลิตผลได้โดยตรง การเข้าทำลายต้องอาศัยแผลหรือช่องเปิดธรรมชาติ โดยที่เชื้อในกลุ่มนี้ ส่วนใหญ่มีอัตราการเจริญ และแพร่กระจายที่ รวดเร็วทำให้ผลิตผลที่ถูกเชื้อเข้าทำลายเกิดการ เน่าเสีย ภายในระยะเวลาอันสั้น ซึ่งเชื้อในกลุ่มนี้ เช่น Aspergillus, Rhizopus, Alternaria เป็นต้น

ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการเข้าทำลายของเชื้อ
- ปัจจัยก่อนเก็บเกี่ยว เช่น สภาพภูมิอากาศ ธาตุอาหาร และการเขตกรรม
- ปัจจัยหลังการเก็บเกี่ยว ได้แก่

1. ผลิตผล การปราศจากเข้าทำลายของเชื้อเป็นคุณภาพของผลิตผลที่เป็นที่ต้องการของตลาด เพราะผลที่เป็นโรคก่อให้เกิดการแพร่กระจายของเชื้อ การเข้าทำลายของเชื้อในผลิตผลต่างๆมีส่วนเกี่ยวข้องกับพันธุ์ของผลิตผลนั้น เช่น ทุเรียนหมอนทอง มีความอ่อนแอต่อเชื้อรา Phytophthora palmivora เมื่อต้องการส่งผลทุเรียนหมอนทองไปขายต่างประเทศ จึงต้องมีการควบคุมโรคที่เกิดจากเชื้อราดังกล่าวให้ดีที่สุด (Pongpisutta and Sangchote, 1994) หรือการปฏิบัติในการควบคุมโรคแอนแทรคโนสของผลมะม่วง ซึ่งต้องการการควบคุมโรคในแปลงปลูกอย่างดีตั้งแต่ในแปลงปลูกเพื่อให้แน่ใจ ว่ามีเชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides เข้าทำลายแฝงมากับผลน้อยที่สุด

2. อุณหภูมิ อุณหภูมิมีผลทั้งต่อเชื้อและผลิตผลโดยทั่วไป อุณหภูมิที่ดีที่สุดสำหรับการเก็บรักษา คือ อุณหภูมิต่ำสุดที่ไม่ก่อให้เกิดความเสียหายกับผลผลิตผักและผลไม้ใ้นเขตร้อน ไม่ควรเก็บรักษาไว้ที่อุณหภูมิต่ำกว่า 13-14ºซ เพราะก่อให้เกิดความเสียหาย จากความเย็นหรือ chilling injury ได้ง่าย เชื้อที่เป็นสาเหตุของโรคกับผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวเจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 24-26ºซ และอุณหภูมิต่ำสุดที่เชื้อ จะเจริญได้อาจต่ำถึง -4ºซ หรือเชื้อบางชนิดก็ได้เพียง 10 ºซ (Sommer,1985) ยิ่งไปกว่านั้นความแตกต่างของอุณหภูมิ มีผลในการเก็บรักษาผลิตผลระยะยาวเช่น ผลท้อที่ปลูกเชื้อด้วยเชื้อรา Botrytis cinerea แผลที่เจริญที่ 2.5ºซ มีขนาดเพิ่มขึ้นมากกว่า 30 % ของแผลที่ -0.5ºซ (Sommer, 1985)

3. ความชื้นสัมพัทธ์ ความชื้นสัมพัทธ์ใ์นสภาพแวดล้อมช่วยป้องกันการสูญเสียน้ำในขณะเดียวกันก็มี ผลต่อเชื้อเช่นกัน แครอทที่สูญเสียน้ำมากกว่า 8 % อ่อนแอต่อการเข้าทำลายของเชื้อรา Rhizopus stolonifer และ Botrytis cinerea (Goodliffe and Heale, 1977) หอมหัวใหญ่ต้องเก็บที่ความชื้นต่ำกว่า 70 % เพื่อ ลดการเน่าเสียที่เกิดจากเชื้อรา Botrytis allii หลังจากทำให้แห้งแล้วหลังจากนั้นนำไปเก็บไว้ที่ 0-2°ซ (Sommer, 1985)

4. การปฏิบัติหลังการเก็บเกี่ยวและการบรรจุหีบห่อผลิตผล ที่คุณภาพดีควรเป็นผลิตผลที่เก็บเกี่ยวในระยะที่มีความสุกแก่พอดีผลิตผล เหล่านี้ควรบรรจุในภาชนะที่เหมาะสมไม่ถูกแสงอาทิตย์ ฝน ลม หรือสภาพอื่นๆ ที่ก่อให้เกิดการเสียหาย และปนเปื้อนของจุลินทรีย์ ผลพริกมีอัตราการหายใจสูง เมื่อบรรจุในเข่งไม้ไผ่จะมีท่อ เป็นช่อง ระบายความร้อนตรงกลาง การปฏิบัตินี้ช่วยยืดอายุของผลผลิตและขณะเดียวกันก็ลดการเกิดของโรคแอ นแทรคโนสของพริก

การให้น้ำกับช่วงเวลาการเก็บเกี่ยวมีผลกับการเกิดโรคเช่นเดียวกับในกรณีของหอมหัวใหญ่ โรคของหอมหัวใหญ่ก็มีอาการ neck rot (Botrytis spp.) black rot (Aspergillus spp.) basal rot (Fusarium sp.) และโรคเน่าที่เกิดจากแบคทีเรียในขณะเก็บรักษาเพิ่มขึ้น และการเข้าทำลายของเชื้อในขณะเก็บรักษาจะสูงสุดเมื่อเก็บเกี่ยวหอมเมื่ออายุ 110 วัน (ยอดเหี่ยว 25 %) แต่ถ้าเก็บเมื่ออายุ 120 วันหลังจากย้ายปลูก (ยอดเหี่ยว 50 %) ทำให้การเน่าเสียลดลงอย่างมาก นอกจากนี้ จากการศึกษาการสมานแผล (curing) ในแปลงปลูกในสภาพที่มีความชื้นต่าง ๆ กันของหอมหัวใหญ่ระหว่างการขนส่งแบบจำลอง พบว่า การ curing ในสภาพที่แห้งในแปลงปลูกเมื่อเก็บเข้าห้องเย็นเพื่อการขนส่ง การเน่าเสียมีระดับต่ำกว่าการ curing ที่อุณหภูมิห้องและสภาพที่ชื้น

แนวทางในการควบคุมโรคภายหลังการเก็บเกี่ยว

การป้องกัน

Gray mold rot
การลดแหล่งของเชื้อทั้งในไร่และหลังการเก็บเกี่ยวเป็นวิธีการในการป้องกัน ผลิตผลจากเชื้อต่าง ๆ เนื่องจากเชื้อหลายชนิดเข้าทำลายผลิตผล เริ่มต้นตั้งแต่ในแปลงเช่น โรคแอนแทรคโนสของพืชต่างๆ โรค gray mold rot ของสตรอเบอรี่ที่เกิดจากเชื้อรา Botrytis cinerea หรือโรคผลเน่าที่เกิด จากเชื้อรา Phytophthora palmivora ของผลทุเรียนการกำจัดแหล่งของเชื้อโดยการตัดแต่งส่วนที่เป็นโรคและฉีดพ่นใน แปลงเพื่อลดการเกิดของเชื้อที่จะ เข้าทำลายผลิตผล การฉีดพ่นผลทุเรียนด้วย fosetyl-Al ช่วยลดการเข้า ทำลายของเชื้อ P. palmivora ที่จะเกิดขึ้นกับผลทุเรียนหลังการเก็บเกี่ยว

การกำจัดหรือลดการเกิดโรค

การควบคุมโรค
1. การใช้น้ำร้อนและไอน้ำร้อนการใช้ความร้อนเป็นวิธีการหนึ่งที่นำมาทดแทนสาร เคมี เนื่องจากสารเคมีมีพิษต่อมนุษย์ การใช้ความร้อนนอกจากมีผลยับยั้งการเจริญของเชื้อยังกระตุ้นความต้านทานด้วย การจุ่มผลมะม่วงในน้ำร้อนที่ 55°ซ เป็นเวลา 5 นาที (Sangchote, 1989) สามารถควบคุมโรคแอนแทรคโนสของมะม่วงได้ดี เชื้อรา Colletotrichum gloeosporioides และเชื้อรา Phytophthora palmivora ของผลมะละกอ สามารถควบคุมได้ดีโดยใช้น้ำร้อนที่อุณหภูมิ 45-55°ซ เป็นเวลา 10-20 นาที (Couey et al., 1984) อย่างไรก็ดีการใช้น้ำร้อนไม่มีสารตกค้างที่ให้ผล
ในการป้องกันการเข้าทำลายที่จะเกิดขึ้นใหม่และอาจก่อให้เกิดเสียหายจากความ ร้อนได้ โดยทำให้การเปลี่ยนสีของผลผิดปกติ ลดอายุการเก็บรักษา และอ่อนแอต่อการเข้าทำลายของจุลินทรีย์อื่น (Edney and Burchill, 1967).

2. การใช้อุณหภูมิต่ำ การใช้อุณหภูมิต่ำเป็นวิธีการที่มีประสิทธิภาพและใช้มากที่สุดในการยืดอายุ การเก็บรักษาและลดการเน่าเสีย อุณหภูมิต่ำทำให้การสุกของผลิตผลช้าลง ทำให้ความต้านทานของผลิตผลคงอยู่ นอกจากนี้การเจริญและการเข้าทำลายของเชื้อจุลินทรีย์ต่างๆ จะหยุดหรือช้าลงที่อุณหภูมิต่ำใกล้ 0°ซ เช่น เชื้อรา Lasiodiplodia theobromae และ Ceratocystis fimbriata โดยที่ผลไม้ในเขตร้อน ไม่สามารถเก็บได้ที่อุณหภูมิต่ำมากเนื่องจากเกิด chilling injury จึงต้องหาจุดที่เหมาะสมในการเก็บรักษาที่ไม่มีผลเสียต่อผลิตผล

3. การใช้รังสี การใช้การฉายรังสีเป็นวิธีการหนึ่งที่สามารถควบคุมการเน่าเสียได้ แต่การใช้รังสีแกมม่าในการฉายรังสีให้ผลิตผลในอัตราที่สูงก็ก่อให้เกิด ความเสียหายกับเนื้อเยื่อได้ สตรอเบอรี่เป็นผลไม้ที่มีความทนต่อรังสีได้ดี ทำให้สามารถกำจัดการเข้าทำลายที่จะก่อให้เกิดการเน่าเสียได้ (Heather, 1986) ฉะนั้นการใช้รังสีจึงขึ้นอยู่กับชนิดของผลิตผลและความไวของเชื้อต่อรังสีรวม ทั้งค่าใช้จ่ายต้องไม่สูงกว่าวิธีการอื่นที่มีอยู่ด้วย (Kader, 1982)

4. การใช้การดัดแปลงบรรยากาศ การเก็บรักษาผลิตผลโดยวิธีการนี้ ช่วยยืดอายุการเก็บรักษาได้ดีโดยทั่วๆไป การเก็บโดยวิธีการรักษานี้จะพยายามทำให้ระดับของออกซิเจนต่ำกว่าระดับปกติ (21%) และคาร์บอนไดออกไซด์ สูงกว่าระดับปกติ (0.03%) ของบรรยากาศ การใช้การดัดแปลงบรรยากาศ ทำให้ความต้านทานของผลิตผลคงอยู่นานขึ้นและลดการเจริญของเชื้อ (El-Goorani and Sommer, 1981) Geeson และ Browne (1980) พบว่าการเก็บกระหล่ำปลีในสภาพที่มีคาร์บอนใดออกไซด์ 5-6 % และออกซิเจน 3 % ช่วยลดการเกิดและความรุนแรงของ Botrytis cinerea เมื่อใช้ร่วมกับสารเคมี

5. การใช้สารเคมี สารเคมีประมาณ 20 ชนิดได้มีการใช้ในระยะ 30 กว่าปีที่ผ่านมากับผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว ซึ่งสารเหล่านี้จะใช้ได้ดีหรือไม่ขึ้นอยู่กับความไวของเชื้อต่อสารเคมี ความสามารถในการซึมลงไปในผิวของสารเคมีลงไปกำจัดเชื้อ นอกจากนี้สาร เหล่านี้ต้องไม่ทำให้เกิดความเสียหายกับผลิตผลและมีพิษตกค้างไม่เกินกำหนด ระหว่างประเทศ (Eckert and Ogawa, 1985) สารเคมี fosetyl-Al ที่อัตราความเข้มข้น 2000 ppm สามารถควบคุมโรคเน่าของผลทุเรียนที่เกิดจากเชื้อรา P. palmivora ได้โดยการจุ่มผลเพียง 2 นาที (Pongpisutta and Sangchote, 1994)

6. การใช้วิธีการทางชีววิธี วิธีการนี้ได้ถูกนำมาใช้เพื่อทดแทนการใช้สารเคมีที่มีอันตรายต่อผู้บริโภค โดยการใชจุ้ลินทรีย์อื่น ๆ ที่มีคุณสมบัติเป็นปฏิปักษ์กับเชื้อสาเหตุ ซึ่งในการใช้กับผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยว นิยมใช้จุลินทรีย์ที่เจริญเร็วทำให้เกิดการแย่งอาหารจากเชื้อสาเหตุ ทำให้เชื้อสาเหตุไม่เจริญหรือเจริญได้น้อย แต่การใช้ในประเทศไทยกับผลิตผลยังอยู่ในระยะเริ่มต้นเท่านั้น เชื้อยีสต์ Candida tropicalis สามารถช่วย
ลดการเกิดอาการผลเน่าของมะม่วงเนื่องจากเชื้อรา Lasiodiplodia theobromae ได้ดี (Sangchote,1995)

การลดการแพร่กระจายของเชื้อจากผลิตผลที่เป็นโรค

โดยที่ผลิตผลเมื่อบรรจุหีบห่อเรียบร้อยเมื่อถึงปลายทางอาจจะมีผลิตผลบางส่วน ที่แสดงอาการของโรคและมีเชื้อที่เจริญอยู่ ซึ่งสามารถแพร่กระจาย ไปยังผลอื่น ๆ ได้ ทำให้เกิดการเน่าเสียทั้งภาชนะบรรจุ การลดความเสียหาย ณ จุดนี้สามารถทำได้โดยการบรรจุเป็นภาชนะเล็กๆ (consumer package) แล้วบรรจุลงในภาชนะบรรจุใหญ่ เมื่อเกิดการเน่าเสียก็เน่าเสียเพียงส่วนเดียว หรือการห่อแยกผลด้วยกระดาษที่เคลือบสารเคมีก็ช่วยลดการแพร่กระจายของเชื้อ ได้ เช่น การห่อผลส้มด้วยกระดาษที่เคลือบด้วยสาร biphenyl เมื่อมีผลที่เป็นโรคที่เกิดจากเชื้อรา Penicillium spp. ไอของสารนี้ที่เคลือบอยู่กับกระดาษ ช่วยยับยั้งการสร้างสปอร์ของเชื้อทำให้ไม่เกิดการแพร่ในภาชนะบรรจุ จึงเกิดการเน่าเสียเฉพาะผลที่เป็นโรคเท่านั้น

ที่มา http://www.phtnet.org/article/view-article.asp?aID=43

วันพฤหัสบดีที่ 19 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

การยืดอายุการเก็บรักษาผักและผลไม้

ผัก และผลไม้ เป็นผลิตผลทางการเกษตรที่สามารถนำมาแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์ต่าง ๆ โดยอาศัยกรรมวิธีการผลิตที่หลากหลาย มีทั้งการนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปเพียงเล็กน้อย หรือเพียงแค่ล้างทำความสะอาด และตัดแต่งเพื่อจำหน่ายแบบสด หรือนำไปผ่านกระบวนการแปรรูปโดยใช้ความร้อนสูง แล้วบรรจุในภาชนะเปิดสนิท เช่น กระป๋อง ขวดแก้ว และภาชนะพลาสติก

ผลิตภัณฑ์ที่ทำจากผักและผลไม้ นั้น ส่วนใหญ่จะใช้วัตถุดิบที่มีคุณภาพที่ใกล้เคียงหรือคล้ายคลึงกัน แต่เมื่อนำมาผ่านการแปรรูปโดยอาศัยกรรมวิธีที่แตกต่างกันแล้ว จะทำให้ได้ผลิตภัณฑ์ที่มีความหลากหลาย และแตกต่างกันทั้งในด้านกลิ่น รส สี และลักษณะเนื้อสัมผัส อาทิเช่น หน่อไม้ฝรั่ง ถั่ว ลูกพีช ซึ่งเป็นผัก ผลไม้ ชนิดที่รับประทานได้ทั้งแบบสด ๆ และแบบที่ผ่านการแปรรูป จะเห็นได้ว่าผลิตภัณฑ์ทั้ง 2 แบบนี้ มีลักษณะที่แตกต่างกันอย่างชัดเจน แต่ผู้บริโภคก็ให้การยอมรับทั้ง 2 รูปแบบ ขึ้นอยู่กับว่าผู้บริโภคนิยมบริโภคในรูปแบบใด เช่น ผู้บริโภคบางกลุ่มอาจนิยมบริโภคถั่วสด จะเลือกซื้อสินค้าถั่วสดแช่แข็ง ในขณะที่ผู้บริโภคบางกลุ่มนิยมบริโภคถั่วบรรจุกระป๋อง ก็จะเลือกซื้อเฉพาะสินค้าถั่วบรรจุกระป๋อง เป็นต้น ดังนั้นสินค้าผัก ผลไม้แปรรูปแต่ละประเภทจะมีตลาดรองรับที่แยกจากกันอย่างชัดเจน

การแปร รูปอาหารนั้นเป้าหมายหลักของผู้ประกอบการก็คือ การพัฒนากระบวนการผลิตที่ยังคงความสะดวก ไม่ยุ่งยาก ซับซ้อน แต่มีต้นทุนการผลิตต่ำ และมีการปรับปรุงคุณภาพของสินค้าให้ดีขึ้นอย่างต่อเนื่อง

ปัจจุบันทาง เลือกหนึ่งของการผลิต และบรรจุสินค้าผัก ผลไม้สด ก็คือการใช้สารเคมีถนอมรักษา หรือช่วยชลอการสุก รวมทั้งช่วยคงคุณภาพของผัก ผลไม้สดหลังการเก็บเกี่ยวด้วย โดยการให้สารเคมีเข้าไปรบกวนการทำงานของเอทธิลีนซึ่งเป็นฮอร์โมนที่กระตุ้น กระบวนการที่ทำให้เกิดการสุกในพืช ในอดีตสารเอทธิลีนถูกนำไปใช้กับสินค้ากล้วย เพื่อทำให้สามารถจำหน่ายกล้วยในขณะที่มีกลิ่นรส และสุกงอมกำลังดี โดยเกษตรกรจำเก็บเกี่ยวกล้วย และทำการขนส่งไปยังปลายทางในขณะที่ผลกล้วยมีสีเขียว หรือยังไม่สุก เพื่อความสะดวกในการขนส่ง หลังจากนั้นจะนำกล้วยไปเก็บในห้องที่มีเอทธิลีนอยู่ เมื่อเอทธิลีนระเหยออกสู่บรรยากาศสัมผัสกับผลกล้วยดิบมันก็จะไปกระตุ้นให้ กล้วยเกิดกระบวนการสุกในช่วงเวลาที่เหมาะสม พร้อมที่จะจำหน่าย

จากการ ศึกษาของ Adel Kader ศาสตราจารย์ด้าน Pomology แห่งมหาวิทยาลัย California – Davis พบว่าสาร 1 – methycyclopropene (MCP) เป็นสารที่สามารถใช้ยับยั้งการทำงานของเอทธิลีนได้ สารดังกล่าวถูกค้นพบโดย Edwaed C.Sisler จากมหาวิทยาลัย North Corolina State ในระหว่างทำการศึกษาวิจัย เรื่อง ตัวรับเอทธิลีนในพืช โดยพบว่าสาร Olefins อื่น ๆ เช่น สาร MCP มีความสามารถที่จะไปเกาะอยู่ตรงตำแหน่งของตัวรับ และไปยับยั้งการเกิดปฏิกิริยา หรือการทำงานของเอทธิลีนในพืชอย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นระยะเวลานาน

ที่ ผ่านมาสาร MCP เคยถูกนำไปใช้กับสินค้าดอกไม้และพืช ในเชิงการค้า โดยบริษัท Floralife, Inc., Walterbore.S.C., แห่งมหาวิทยาลัย North Carolina State University และเป็นเจ้าของลิขสิทธิ์ของการนำเทคโนโลยีดังกล่าวไปใช้ในดอกไม้ และพืช ส่วนผลิตภัณฑ์อาหารนั้นในสหรัฐฐ ยังไม่อนุญาตให้ใช้สาร MCP และยังอยู่ในระหว่างการยื่นคำร้องต่อหน่วยงานคุ้มครองด้านสิ่งแวดล้อม

ปัจจุบัน มีการนำ MCP มาประยุกต์ใช้ในผลิตภัณฑ์อาหาร และดอกไม้ในหลายประเทศ ยกเว้นสหรัฐอเมริกา และแคนาดา โดยการสนับสนุนของบริษัท Rohm and Hass Co. หรือที่รู้จักกันในชื่อ Agro Fresh.,Inc.,Philadelphia บริษัทดังกล่าวได้จดทะเบียนการใช้สาร MCP ในผลิตภัณฑ์อาหารและดอกไม้ในประเทศชิลี อาร์เจนตินา นิวซีแลนด์ และอยู่ในระหว่างการยื่นขอจดทะเบียนในอีกหลายประเทศทั่วโลก

เทคโนโลยี นีจะใช้น้ำตาล Cyclodextrin เป็นตัวพยุง MCP และเมื่อทำให้น้ำตาล Cyclodextrin หรือตัวพยุงเปียกน้ำ สาร MCP จะถูกปลดปล่อยออกมาสูบรรยากาศในปริมาณ 1 ppm ซึ่งเป็นปริมาณที่พอเพียงสำหรับให้ได้ผลลัพธ์ตามที่ต้องการ พืชอาหารต่างชนิดกันโดยจะให้ผลลัพท์ที่แตกต่างันโดยจะขึ้นอยู่กับการทำงาน และหน้าที่ของเอทธิลีนในพืชแต่ละชนิดตามธรรมชาติ เช่น ในพืชบางชนิด เอทธิลีนเป็นตัวที่ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสี ในขณะที่เอทธิลีนเป็นตัวที่ทำให้ความแน่นเนื้อ หรือกลิ่นรสในพืชบางชนิดเปลี่ยนแปลง

ปัจจุบันการศึกษาวิจัยเกี่ยวกับ การใช้สาร MCP นั้นนิยมทำกันในภาคสนาม โดยจะเน้นไปที่การวิจัยเกี่ยวกับคุณสมบัติด้านประสาทสัมผัสของพืช เช่น ความสามารถในการทำปฏิกิริยากับกรด ความแน่นเนื้อ ลักษณะผิวหน้าที่ปรากฏ และข้อสังเกตอื่น ๆ ที่บ่งถึงการสุกของพืช

ข้อมูลที่เผยแพร่จากงาน สัมมนา ซึ่งจัดขึ้น โดย American Socially for Horticultural Science พบว่าปัจจุบันได้มีการทดลองใช้สาร MCP ตามวิธีการที่ได้จากงานวิจัยในพืชอาหารหลายชนิด เช่น มะละกอ แอปเปิ้ล มะเขือเทศ แตงกวา อโวกาโด ลูกพีช ลูกท้อ ชนิดที่มีเปลือกบาง ฮันนี่ดิว แอปเปิ้ลฟูจิ และเครนเบอรี่ โดยจะศึกษาปัจจัย 2 ชนิด คือ การใช้สาร MCP ที่ความเข้มข้นต่างกัน และการเก็บไว้ในอุณหภูมิที่แตกต่างกัน ตั้งแต่อุณหภูมิเยือกแข็งไปจนถึงที่อุณหภูมิห้อง โดยความเข้มข้นของสาร MCP ที่ใช้ในการทดลองนั้นอยู่ในช่วง 0.25-10 ppm จากผลการทดลองพบว่าที่ความเข้มข้น 1 ppm จะมีประสิทธิภาพสูงสุด จากการทดลองพบว่าสาร MCP สามารถช่วยยืดอายุการเก็บผลไม้สดตัดแต่งได้ โดยการพิจารณาจากลักษณะปรากฏภายนอกของผลไม้ เช่น การนำมาใช้กับมะเขือเทศสด จะทำให้สามารถเก็บมะเขือเทศไว้ได้นานถึง 30 วัน เสมือนกับว่าสามารถยืดฤดูกาลของผลผลิตมะเขือเทศสดไว้ได้ยาวนานขึ้น ทำให้สามารถผลิตผลิตภัณฑ์แปรรูปจากมะเขือเทศที่มีคุณภาพสูงกว่าเดิม

ปฏิกิริยา หรือการทำงานของสาร MCP จะขึ้นอยู่กับการควบคุมสภาวะบรรยากาศ และอุณหภูมิที่ใช้ในการเก็บรักษาอาหาร ตัวอย่างเช่น อโวกาโด กล้วย เป็นผลไม้ชนิดที่เหมาะต่อการเก็บรักษาที่อุณหภูมิต่ำ นอกจากนั้นการใช้สาร MCP ในการถนอมรักษาอาหารนั้น พบว่าเมื่อเก็บอาหารไว้ระยะเวลาหนึ่งการตกค้างหรือการหลงเหลือของสาร MCP จะอยู่ในปริมาณน้อย ฉะนั้นหากผู้ประกอบการใช้สาร MCP ถนอมรักษาอาหารจะสามารถติดฉลากกล่าวอ้างได้ว่าสินค้าอาหารดังกล่าวเป็น สินค้าที่มีสารฆ่าแมลงตกค้างปริมาณต่ำ

และหากในอนาคตสาร MCP สามารถนำไปใช้กัผลไม้เขตร้อนที่สุกงอมเร็ว และเป็นผลไม้ชนิดที่ไม่สามารถขนส่งไปจำหน่ายในระยะทางไกล ๆ ได้เป็นอย่างดี คาดว่าประเทศในแถบแคริเบียน และประเทศในเขตร้อนอื่น ๆ ที่มีผลผลิตออกมาในระยะเวลาสั้น จะเป็นประเทศที่มีความต้องการเทคโนโลยีการใช้สาร MCP และจะเป็นตลาดใหม่ของสินค้าผลไม้เขตร้อน ตัวอย่างเช่น ที่ Haiti เป็นประเทศที่มีผลผลิตของมะม่วงเป็นจำนวนมาก แต่ผลผลิตดังกล่าวจะออกมาในช่วงระยะเวลาสั้น ๆ เท่านั้น ฉะนั้น Haiti จึงไม่สามารถส่งออกสินค้ามะม่วง หรือนำไปแปรรูปเป็นผลิตภัณฑ์อื่น ๆ ได้ ผลผลิตส่วนใหญ่จะกลายเป็นของเสีย ในขณะที่ประชากรในประเทศยังยากจน และอดอยาก

ปัจจุบัน EPA ได้ขึ้นทะเบียนสาร MCP ว่าเป็นสาร Biopesticide ที่ใช้ยืดการมีชีวิตของดอกไม้ และไม้กระถาง นอกจากนี้ยังมีการประยุกต์ใช้กับพืชที่ปลูกในที่ปิด เช่น Greenhouse และในตู้รถบรรทุก สารดังกล่าวไม่เป็นพิษ และไม่เป็นอันตรายต่อสิ่งแวดล้อม แต่อย่างไรก็ตามควรใช้สาร MCP อย่างระมัดระวัง เนื่องจากสารดังกล่าวมีลักษณะเป็นผง หากเข้าตาอาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองได้

อย่างไรก็ตามปัจจุบันยังไม่ มีความชัดเจนในด้านข้อมูลว่าในขณะเก็บรักษา ผัก และผลไม้ไว้เป็นระยะเวลานาน ๆ จะเกิดการเปลี่ยนแปลงในด้านกลิ่น รสชาติ ของผัก และผลไม้แต่ละชนิดอย่างไร เช่นเดียวกันกับที่จะต้องมีการพิจารณาและศึกษาถึงประโยชน์ของการประยุกต์ใช้ สาร MCP ในพืชอาหารแต่ละชนิดต่อไป ซึ่งหากผลการศึกษาวิจัยมีมากเพียงพอ คาดว่าในอนาคต EPA จะอนุญาตให้ใช้สาร MCP ในสินค้าอาหารอย่างแน่นอน

ที่มา : ฝ่ายบริการข้อมูลและสารสนเทศ สถาบันอาหาร www.nfi.or.th




ความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยวข้าวโดยใช้เครื่องเกี่ยวนวด

โดย ... ดร.สมชาย ชวนอุดม
ศูนย์วิจัยเครื่องจักรกลเกษตรและวิทยาการหลังการเก็บเกี่ยว
ภาควิชาวิศวกรรมเกษตร คณะวิศวกรรมศาสตร์ มหาวิทยาลัยขอนแก่น

เครื่องเกี่ยวนวดข้าว

ข้าว เป็นพืชที่มีความสำคัญต่อทั้งเศรษฐกิจ สังคม และการเมืองของไทย การผลิตข้าวมีหลายขั้นตอน การเก็บเกี่ยวเป็นขั้นตอนที่สำคัญที่ส่งผลต่อคุณภาพและปริมาณของผลผลิต จากปริมาณการผลิตข้าวที่มีอยู่เป็นจำนวนมากของประเทศไทย หากเกิดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยวจะส่งผลต่อความเสียหายทางเศรษฐกิจของ ประเทศทั้งในด้านปริมาณและมูลค่าเป็นจำนวนมาก ในปัจจุบันการใช้เครื่องเกี่ยวนวดกำลังได้รับความนิยมจากเกษตรกรอย่างแพร่ หลายและมีการใช้งานขยายไปทุกภูมิภาคของประเทศ ซึ่งเครื่องเกี่ยวนวดข้าวนี้เป็นเครื่องจักรที่ใช้เครื่องยนต์สันดาปภายใน เป็นต้นกำลังในการขับเคลื่อนและทำงาน ประกอบไปด้วยกระบวนการตัด ลำเลียง นวด คัดแยกเมล็ดออกจากฟาง และทำความสะอาดข้าวเปลือก โดยมีถังรองรับข้าวเปลือกที่ผ่านกระบวนการทั้งหมดแล้ว หรือมีการบรรจุข้าวเปลือกลงในภาชนะบรรจุอื่น มีการทำงานที่เบ็ดเสร็จในตัวเอง มี สมรรถนะการทำงานที่ดีและเป็นที่ยอมรับโดยทั่วไป ในบางพื้นที่ที่มีแปลงนาขนาดเล็กหรือมีต้นไม้มากไม่เหมาะแก่การใช้งาน เครื่องเกี่ยวนวดก็ได้มีการรวมแปลงเพื่อให้เป็นแปลงที่มีขนาดใหญ่ขึ้นและ หรือมีการตัดและขุดต้นไม้ที่อยู่ในนาออก ทั้งนี้เพราะการใช้เครื่องเกี่ยวนวดช่วยให้เกษตรกรลดค่าใช้จ่ายจากวิธีการ เก็บเกี่ยวโดยใช้แรงงานคน นอกจากนี้ยังเป็นการทำงานที่เบ็ดเสร็จ ไม่ยุ่งยาก รวดเร็ว และสามารถนำข้าวไปจำหน่ายได้ทันที อีกทั้งเกษตรกรหลายรายมีอาชีพอื่นนอกจากการเพาะปลูกข้าวจึงจำเป็นต้องเร่ง รีบเก็บเกี่ยวเพื่อที่จะมีเวลาไปประกอบอาชีพนั้นๆ นอกจากนี้ผลพลอยได้อีกด้านหนึ่งจากการใช้เครื่องเกี่ยวนวดคือการมีโอกาสช่วย เพิ่มเปอร์เซ็นต์ต้นข้าวหรือข้าวสารเต็มเมล็ดจากวิธีเก็บเกี่ยวโดยแรงงานคน อีกประมาณ 9 เปอร์เซ็นต์ (วินิต ชินสุวรรณ และคณะ, 2542) ทั้งนี้เพราะการเก็บเกี่ยวโดยแรงงานคนต้องมีการตากแผ่ฟ่อนข้าว ยิ่งตากนานเท่าไหร่ยิ่งทำให้เปอร์เซ็นต์ต้นข้าว ลดลงเนื่องจากความแตกต่างที่ค่อนข้างมากของสภาพอากาศในเวลากลางวันและกลาง คืนในฤดูเก็บเกี่ยว ส่วนการใช้เครื่องเกี่ยวนวดเกษตรกรนิยมขายข้าวทันทีภายหลังการเก็บเกี่ยว โรงสีที่รับซื้อจะต้องนำข้าวที่มีความชื้นสูงไปอบลดความชื้น ในการอบลดความชื้นจะทำให้เมล็ดข้าวไม่ถูกกระทบกระเทือนมากเท่ากับจากการตาก แผ่ในแปลงนา ส่งผลให้ได้เปอร์เซ็นต์ต้นข้าวที่สูงกว่า ในปัจจุบันคาดว่ามีเครื่องเกี่ยวนวดข้าวใช้งานประมาณ 10,000 เครื่อง อยู่ภายในประเทศ โดยเกือบทั้งหมดผลิตในประเทศไทย และใช้งานในลักษณะของการรับจ้างเกี่ยวนวดแบบเหมาจ่ายต่อหน่วยพื้นที่

เครื่องเกี่ยวนวด เป็นเครื่องที่มีระบบการทำงานทั้ง เกี่ยว นวด และทำความสะอาดอยู่ในเครื่องเดียว ประเทศไทยพัฒนาเครื่องเกี่ยวนวดมาจากเครื่องของต่างประเทศ ชุดหัวเกี่ยวและระบบลำเลียงพัฒนามาจากเครื่องเกี่ยวนวดของประเทศทางแถบตะวัน ตก โดยนำชิ้นส่วนทั้งของเครื่องเกี่ยวนวด รถยนต์หรือเครื่องจักรกลต่าง ๆ มาดัดแปลง ส่วนชุดนวดและชุดทำความสะอาดดัดแปลงมาจากเครื่องนวดแบบไหลตามแกนของไทยซึ่ง เป็นการพัฒนาและปรับปรุงมาจากเครื่องนวดแบบไหลตามแกน ของสถาบันวิจัยข้าวนานาชาติ หรือ International Rice Research Institute (IRRI) ประเทศไทยได้พัฒนาและปรับปรุงเครื่องเกี่ยวนวดข้าว จนเหมาะกับสภาพการทำงานในประเทศ

ความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยวข้าวโดยใช้เครื่องเกี่ยวนวด

เครื่องเกี่ยวนวดข้าวมีอุปกรณ์ที่ส่งผลต่อความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยวที่สำคัญ 3 ส่วน ดังนี้

1) ชุดหัวเกี่ยว ในการทำงานประกอบด้วย ล้อโน้มทำหน้าที่เกาะต้นพืชที่ล้มและหรือโน้มต้นพืชที่ตั้งให้เข้ามาหาชุดใบ มีด ชุดใบมีดตัดต้น พืชและถูกล้อโน้มโน้มส่งต่อเข้ามายังเกลียวลำเลียงหน้าเพื่อรวบรวมต้นพืชมา ยังส่วนกลางของชุดหัวเกี่ยวสำหรับส่งเข้าชุดคอลำเลียงเพื่อกวาดพาต้นพืชส่ง ต่อไปยังชุดนวด

2) ชุดนวด เป็นส่วนที่ทำหน้าที่ในการแยกเมล็ดให้หลุดจากฟาง โดยการทำการฟาดตีของลูกนวดและหรือหมุนเหวี่ยงข้าวให้ฟาดตีกับตะแกรงนวดเพื่อ แยกเมล็ดออกจากรวง ส่วนเมล็ดที่ถูกนวดแล้วถูกแยกออกจากชุดนวดโดยผ่านตะแกรงนวดที่ทำหน้าที่ใน การกรองฟางไม่ให้ไหลปนไปกับเมล็ด เมล็ดที่ผ่านตะแกรงนวดตกลงไปยังชุดทำความสะอาด

3) ชุดทำความสะอาด ประกอบด้วยอุปกรณ์ที่สำคัญ 2 ส่วนคือ ตะแกรงทำความสะอาดทำหน้าที่แยกเศษหรือท่อนฟางหลังการนวดให้ออกจากเมล็ด ทำงานรวมกับชุดพัดลมที่อยู่ใต้ตะแกรงทำความสะอาด โดยชุดพัดลมเป่าเศษฝุ่น ข้าวลีบ เศษฟาง และสิ่งเจือปนอื่น ๆ ให้แยกจากเมล็ดออกไปท้ายเครื่อง

ในการผลิตข้าวของประเทศมีพันธ์ุข้าวที่ใช้ในการเพาะปลูกหลากหลายพันธ์ุ แต่สามารถแบ่งเป็นกลุ่มพันธ์ุข้าวใหญ่ๆ ได้ 2 กลุ่มพันธ์ุข้าว คือ ข้าวพันธ์ุพื้นเมือง และข้าวพันธ์ุลูกผสม ซึ่งพันธ์ุข้าวเหล่านี้ก็มีผลต่อความสูญเสียเช่นเดียวกัน

จากการสำรวจความสูญเสียจากการใช้เครื่องเกี่ยวนวดข้าวสำหรับข้าวพันธ์ุขาว ดอกมะลิ 105 ซึ่งเป็นพื้นเมืองที่สำคัญที่สุดของไทยในเขตทุ่งกุลาร้องไห้ และข้าวพันธ์ุชัยนาท 1 ซึ่งเป็นข้าวพันธ์ุลูกผสมที่สำคัญของไทยในเขตพื้นที่จังหวัดขอนแก่น กาฬสินธุ์ และมหาสารคาม ดังแสดงในตารางที่ 1

ตารางที่ 1 ความสูญเสียเฉลี่ยจากการเก็บเกี่ยวข้าว โดยใช้เครื่องเกี่ยวนวด

ความสูญเสียเฉลี่ยจากการเก็บเกี่ยวข้าว

จากตารางที่ 1 เมื่อเก็บเกี่ยวข้าวพันธ์ุชัยนาท 1 พบว่าการทำงานของชุดนวดส่งผลต่อความสูญเสียมากที่สุดถึงร้อยละ 91 ของความสูญเสียรวมจากการเก็บเกี่ยวข้าวพันธ์ุชัยนาท 1 หรือคิดเป็นความสูญเสีย 6.20 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต ซึ่งเป็นความสูญเสียที่ค่อนข้างสูง ส่วนการทำงานของชุดหัวเกี่ยว และชุดทำความสะอาดส่งผลต่อความสูญเสียไม่มากนักเท่ากับร้อยละ 4.8 และ 4.2 ของความสูญเสียรวมจากการเก็บ
เกี่ยวข้าวพันธ์ุชัยนาท 1 ตามลำดับ ผลของความสูญเสียแตกต่างจากการเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่องเกี่ยวนวดสำหรับข้าว พันธ์ุขาวดอกมะลิ 105 ที่ความสูญเสียส่วนใหญ่เกิดจากการทำงานของชุดหัวเกี่ยวที่มีความสูญเสียร้อย ละ 58.8 ของความสูญเสียรวมจากการเก็บเกี่ยวข้าวพันธ์ุขาวดอกมะลิ 105 หรือคิดเป็นความสูญเสีย 1.86 เปอร์เซ็นต์ของผลผลิต รองลงมาเป็นความสูญเสียที่เกิดจากการทำงานของชุดนวด และชุดทำความสะอาดเท่ากับร้อยละ 34.2 และ 7.0 ของความสูญเสียรวมจากการเก็บเกี่ยวข้าวพันธ์ุขาวดอกมะลิ 105 ตามลำดับ ทั้งนี้เนื่องมาจากข้าวพันธ์ุขาวดอกมะลิ 105 เป็นข้าวพันธ์ุพื้นเมืองเมล็ดร่วงหล่นได้ง่ายเมื่อสุกแก่หรือข้าวพันธ์ุนวด ง่าย จึงทำให้มีความสูญเสียจากชุดหัวเกี่ยวสูงกว่าการนวดและการคัดแยกในชุดนวด ส่วนข้าวพันธ์ุชัยนาท 1 ซึ่งเป็นข้าวนาปรังหรือข้าวพันธ์ุไม่ไวแสง และเป็นพันธ์ุลูกผสมเมล็ดร่วงหล่นได้ยากกว่าเมื่อสุกแก่หรือข้าวพันธ์ุนวดยา กกว่าพันธ์ุพื้นเมืองจึงทำให้มีความสูญเสียจากการนวดและคัดแยกในชุดนวดสูง กว่าการเกี่ยว (วินิต และคณะ, 2546)

เครื่องเกี่ยวนวดข้าว
ดังนั้นในการใช้งาน ปรับแต่ง การพัฒนาและหรือการวิจัยเพื่อลดความสูญเสียจากการเก็บเกี่ยวโดยใช้เครื่อง เกี่ยวนวดจึงควรเน้นปรับแต่ง และหรือศึกษาเฉพาะอุปกรณ์ที่มีผลต่อพันธ์ุข้าวในกลุ่มนั้นๆ คือ ควรเน้นปรับแต่งและหรือศึกษาชุดหัวเกี่ยวเมื่อทำการเก็บเกี่ยวข้าวพันธ์ ุพื้นเมือง และควรเน้นปรับแต่งและหรือศึกษาชุดนวดเมื่อทำการเก็บเกี่ยวข้าวพันธ์ุลูกผสม

เอกสารอ้างอิง

  • วินิต ชินสุวรรณ, นิพนธ์ ป้องจันทร์, สมชาย ชวนอุดม, วราจิต พยอม. 2546. ผลของอัตราการป้อนและความเร็วลูกนวดที่มีต่อสมรรถนะการนวดของเครื่องนวดข้าว แบบไหลตามแกน. วารสารสมาคมวิศวกรรมเกษตรแห่งประเทศไทย. 10(1):9-14.
  • วินิต ชินสุวรรณ, สมชาย ชวนอุดม, วสุ อุดมเพทายกุล, วราจิต พยอม, ณรงค์ ปัญญา. 2542. ความสูญเสียในการเก็บเกี่ยวข้าวหอมมะลิโดยใช้แรงงานคนและใช้เครื่องเกี่ยว นวด. วารสารวิจัย มข. 4(2): 4-7.
ที่มา http://www.phtnet.org/article/view-article.asp?aID=42


วันจันทร์ที่ 16 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

"ตะใคร้ต้น" ต้นไม้ไม่ธรรมดาที่ไกล้สูญพันธุ์

เมื่อวานเพิ่งได้เจ้าต้นนี้มาปลูกที่บ้านครับ หลายคนคงเคยได้ยิน "ตะใคร้ต้น" แต่หลายคนคงอาจจะยังไม่รู้จักเจ้าต้นนี้เท่าไรนัก

ยืมรูปจากคนอื่นมาก่อนเพราะที่บ้านยังไม่โตมากครับ







ตะใคร้ต้นดอกตูม



ตะใคร้ต้นดอกบาน

ตะไคร้ ต้นมีชื่อเรียกที่แตกต่างกัน บางพื้นที่เรียกจะไคต้น ตะไคร้ดอย ตะไคร้ภูเขา ลิเชีย์ ออยล์ เกล๋อ ฉือซือ หรือสะไค้ เป็นต้นไม้มีถิ่นกำเนิดมาจากจีนและอินโดนีเซีย ยืนต้นเติบโตได้ในระดับความสูง 700-2,500 เมตรจากระดับน้ำทะเล ลักษณะทางพฤกษศาสตร์แตกต่างจากตะไคร้หอม โดยการแตกของกิ่งและใบจะออกมาจากส่วนของลำต้นโดยตรง ไม่มีการแตกกอ ประเทศไทยพบบริเวณป่าดิบเขาที่ระดับความสูง 700-1,600 เมตรจากระดับน้ำทะเล

ตะไคร้ ต้นมีลักษณะลำต้นเป็นไม้ยืนต้นขนาดเล็ก สูงประมาณ 5-12 เมตร เส้นผ่าศูนย์กลางของลำต้น 6-20 ซม. ผิวลำต้นเกลี้ยง ไม่มีขนปกคลุม ใบเป็นใบเลี้ยงคู่เกิดจากส่วนของกิ่งที่แผ่ออกมาจากลำต้น ประกอบด้วยก้านใบและแผ่นใบ เป็นใบเดี่ยวยาวเรียงสลับ หลังใบสีเขียว ท้องใบมีสีขาวนวล มีขนาด 1.86x6.32 ซม. เมื่อออกดอกใบจะกลายเป็นสีเหลืองและจะหลุดร่วงไป ดอกมีลักษณะเป็นช่อสั้นๆ รวมกันเป็นกระจุกที่ซอกใบ สีขาวนวลหรือสีครีม มีกลิ่นหอม ออกดอกในเดือนธันวาคม-กุมภาพันธ์

ลักษณะผลกลม ขนาด 0.8-0.9 ซม. มีสีเขียว เมื่อแก่จัดเป็นสีม่วงเข้ม ผลแก่ช่วงเดือนกรกฎาคม-ตุลาคม เนื้อผลมีกลิ่นหอมแรง รากเป็นระบบรากแก้ว มีรากแขนงแผ่ออกไปตามด้านข้าง ส่วนของรากจะแข็งและเหนียว มีกลิ่นหอม

ส่วนของตะไคร้ต้นที่นำมาใช้ ประโยชน์ ได้แก่ ผลใช้เป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหาร ราก ดอกและผลนำมาสกัดน้ำมันหอมระเหยโดยการกลั่นด้วยน้ำ มีสีเหลืองอ่อนหรือน้ำตาลอ่อน กลิ่นคล้ายมะนาว ต้านการติดเชื้อ การอักเสบ ขยายหลอดเลือด ลดความดันโลหิต ระงับประสาทให้สงบ ลดอุณหภูมิของร่างกายได้

การ ใช้ประโยชน์จากตะไคร้ต้น นอกจากจะเป็นเครื่องเทศในการปรุงอาหารแล้ว ยังใช้เป็นยาสมานแผล ยาฆ่าเชื้อโรค เป็นส่วนผสมสำคัญในสบู่ ยาระงับกลิ่น ใช้ในอุตสาหกรรมเครื่องสำอางและเครื่องหอม โดยนำน้ำมันหอมระเหยที่กลั่นได้ไปผสมกับส่วนผสมอื่นๆ หรือนำไปผสมในยาฆ่าแมลง ยากันยุง และสามารถนำ Citral ที่พบในน้ำมันหอมระเหยมาเป็นสารเริ่มต้นในการผลิตไอโอโนนและวิตามินเอได้

ปัจจุบัน มีการนำตะไคร้ต้นมาใช้ประโยชน์เป็นพืชสมุนไพรอย่างกว้างขวาง มีการเพาะปลูกเป็นการค้าในจีน ญี่ปุ่น และไต้หวัน ผู้ผลิตใหญ่คือจีน ปริมาณ 500-1,000 ตันต่อปี ในรูปของน้ำมันหอมระเหย สำหรับประเทศไทยยังไม่พบผลิตเป็นการค้า เนื่องจากยังไม่สามารถขยายพันธุ์จากการเพาะเมล็ดตามธรรมชาติได้ จากการทดลองขยายพันธุ์ด้วยการเพาะเมล็ด ปักชำ ยังไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ส่วนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากส่วนของปลายยอด ก็สามารถเพิ่มปริมาณได้เพียงส่วนน้อย

ในประเทศไทยพบตะไคร้ต้นในป่า ธรรมชาติ สูงจะระดับน้ำทะเล 700 เมตร เช่น ที่สถานีพัฒนาเกษตรที่สูงตามแนวพระราชดำริบ้านปางขอน ดอยช้าง และดอยวาวี จ.เชียงราย ตลอดจนใน จ.เชียงใหม่ น่าน และแม่ฮ่องสอน ปัจจุบันศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงรายสกัดน้ำมันหอมระเหยจากตะไคร้ต้นมาแปรรูป เป็นน้ำมันเหลือง ยาหม่อง และสบู่ตะไคร้ต้น

เมื่อพูดถึงสถานการณ์ ตลาดของตะไคร้ต้น มีปริมาณความต้องการน้ำมันหอมระเหยในตลาดโลกประมาณ 200-1,500 ตันต่อปี ประเทศที่รับซื้อคือ สหรัฐอเมริกา ยุโรปตะวันตกและญี่ปุ่น ซึ่งจากความต้องการดังกล่าว ทำให้ตะไคร้ต้นมีโอกาสเป็นพืชอุตสาหกรรมใหม่ต่อไปได้ แต่ในปัจจุบันตะไคร้ต้นในสภาพธรรมชาติมีน้อยลง และลดปริมาณลงอย่างรวดเร็ว และมีความเสี่ยงที่จะหมดไปจากป่า เนื่องจากการขยายพันธุ์ทำได้ลำบาก และพื้นที่เดิมในธรรมชาติถูกรุกรานเพื่อใช้ในการปลูกพืชชนิดอื่นๆ

สภาพ ปัญหาที่พบในปัจจุบันคือ พันธุ์ของตะไคร้ต้นในธรรมชาติมีความแปรปรวนสูง ยังไม่มีการศึกษาพันธุ์กันอย่างจริงจัง และยังไม่มีพันธุ์ที่ได้รับการปรับปรุงมาใช้ประโยชน์ รวมถึงการขยายพันธุ์ยังไม่ประสบความสำเร็จ ทั้งวิธีการเพาะเมล็ดและโดยวิธีอื่นๆ การผลิตก็ยังไม่มีเทคโนโลยี เช่น การเกษตรกรรม การจัดการดินและปุ๋ย และการอารักขาพืช เทคโนโลยีการเก็บเกี่ยวก็ยังไม่มีการศึกษาส่วนต่างๆ สำหรับการผลิตน้ำมันหอมระเหย และองค์ประกอบเคมีที่เหมาะสมสำหรับการพัฒนาเป็นผลิตภัณฑ์ชนิดต่างๆ

ผลงานวิจัยที่ผ่านมา นักวิจัยหลายท่านได้ทดลองและมีผลการวิจัยเกี่ยวกับตะไคร้ต้นดังนี้

ทดลอง ขยายพันธุ์ด้วยวิธีการต่างๆ เช่น เพาะเมล็ด การปักชำ แต่ยังไม่สามารถขยายพันธุ์ได้ ส่วนการเพาะเลี้ยงเนื้อเยื่อจากสวนปลายของยอดก็ได้ปริมาณน้อย การพัฒนาผลิตภัณฑ์ยาทากันยุงจากตะไคร้ต้น ก็ควรใช้น้ำมันที่กลั่นจากผลความเข้มข้นร้อยละ 20 ในเอทานอลที่ผสมสารยึดระหว่างการระเหย (วานินิน) ลงไป

การใช้น้ำมัน หอมระเหยที่สกัดจากตะไคร้ต้นให้เหมาะสมและมีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคจุดใบ ผัก คือความเข้มข้น 1,000 ppm หรืออัตราใช้ในแปลงผักเท่ากับ 20 มิลลิลิตรต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นด้วยเครื่องพ่นสารเคมีชนิดสะพายหลัง มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคใบจุดอย่างได้ผลดีใกล้เคียงกับสารเคมี เป็นทางเลือกให้เกษตรกรในการผลิตผักตระกูลกะหล่ำ ที่สามารถใช้ทดแทนสารเคมีได้อย่างปลอดภัย

เมื่อพูดถึงเทคโนโลยีที่มี อยู่ในปัจจุบันในการสกัดสารหอมระเหย พบว่าผลแก่ 1 กิโลกรัมมีปริมาณน้ำมันหอมระเหยสูงสุด รองลงมาคือ ดอกและราก โดยมีน้ำมันหอมระเหย 43.3 มิลลิลิตร (43.3%) 8.3 มิลลิลิตร (8.3%) และ 4.6 มิลลิลิตร (4.6%) ตามลำดับ

จากการทดลองกลั่นน้ำมันหอมระเหยจากผล ตะไคร้ต้นด้วยการเก็บผล 2 กิโลกรัม กลั่นเป็นเวลา 2 ชั่วโมง ให้ปริมาณหอมระเหยเฉลี่ย 3.04% และจากการศึกษาถึงองค์ประกอบในน้ำมันหอมระเหยด้วยเทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟฟี พบว่า Citral 55% Iimonone 22% และ methylheptenenone 6.8% นอกจากนั้น จาการทดลองสกัดและวิเคราะห์องค์ประกอบหลัก โดยใช้เทคนิคแก๊สโครมาโตกราฟฟีและแมสสเปกโทรเมตริ พบองค์ประกอบหลักในน้ำมันหอมระเหย ได้แก่ a-pinene, limonene และ geranail คงจะเห็นได้ว่าตะไคร้ต้นใช้ประโยชน์ได้ในหลายๆ ด้าน ผู้ใดสนใจในรายละเอียดเพิ่มเติมสามารถติดต่อสอบถามได้ที่ ศูนย์วิจัยพืชเชียงราย โทร.0-5317-0100 หรือ 0-5317-0102 ในวันและเวลาราชการ.

(บัณฑิต จันทร์งาม, อรุณี ใจเถิง ศูนย์วิจัยพืชสวนเชียงราย : ข้อมูล)

ที่มา http://www.magnoliathailand.com/webboard/index.php?topic=9105.0