วันอาทิตย์ที่ 21 ตุลาคม พ.ศ. 2555

ตารางธาตอาหาร




ตารางเปรียบเทียบปริมาณ N P K จากวัสดุเกษตรต่างๆ จึงขอเอามาลงไว้ให้เปรียบเทียบเป็นข้อมูลครับ


ที่มา http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=66325.msg1479591#msg1479591

การควบคุมโรคของไม้ผลก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวโดยชีววิธี

โดย ...ดร. วีระณีย์ ทองศรี
ภาควิชาโรคพืช คณะเกษตร มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กรุงเทพฯ 10900 โทร. 025790113 ต่อ 1294

ในปัจจุบันการผลิตไม้ผลทั้งในและต่างประเทศได้มุ่งเน้นให้มีระบบการผลิต เพื่อให้ได้ผลิตผลที่มีความปลอดภัยต่อทั้งผู้ผลิต ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม ระบบการปลูกไม้ผลแบบปลอดสารพิษจึงถูกส่งเสริมให้มีการปฏิบัติในวงกว้าง ด้วยเหตุนี้การจัดการโรคพืชโดยชีววิธีจึงเป็นวิธีการหนึ่งที่มีวัตถุประสงค์ เพื่อทดแทนหรือลดปริมาณการใช้สารเคมี ให้น้อยลงโดยใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์เป็นตัวควบคุมโรค (biocontrol agents)ซึ่งในปัจจุบันมีรายงานการวิจัยเกี่ยวกับการนำเชื้อจุลินทรีย์หลายๆ ชนิดมาใช้ควบคุมโรคทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยวของไม้ผลอย่างกว้างขวาง แต่มีจุลินทรีย์เพียงไม่กี่ชนิดเท่านั้นที่มีประสิทธิภาพสูงในการควบคุมโรค พืช และในหลายประเทศได้มีการพัฒนาจุลินทรีย์เหล่านี้ซึ่งมีทั้งเชื้อรา แบคทีเรีย และยีสต์ให้เป็นชีวผลิตภัณฑ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคพืชให้ดี ยิ่งขึ้น เช่น BiosaveTM (Pseudomonas syringae สหรัฐอเมริกา) ShemerTM (Metschnikowia fructicola แอนติกัว-บาร์บิวด้า) CandifruitTM (Candida sake CPA-1 สเปน) PantovitalTM (Pantoea agglomerans สเปน) SerenadeTM (Bacillus subtilis สหรัฐอเมริกา) BoniprotectTM (Aureobasidium pullulans เยอรมัน) และ TrisanTM (Trichoderma harzianum ไทย) ซึ่ง Canamas et al. (2011) กล่าวว่าการใช้ผลิตภัณฑ์จากเชื้อแบคทีเรีย Pantoea agglomerans ในแปลงปลูกส้มสามารถลดการเกิดโรคผลเน่า (green mold) ซึ่งมีสาเหตุจากเชื้อรา Penicillium digitatum ได้ดีกว่าการใช้เชื้อจุลินทรีย์สด โดยกลไกในการเข้าทำลายเชื้อสาเหตุโรคพืชของจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีหลายรูปแบบ ดังนี้คือ การเป็นปรสิต (parasitism) การสร้างสารปฏิชีวนะ (antibiosis) การผลิตเอนไซม์ย่อยผนังเซลล์ของเชื้อโรคพืช (production of cell wall degrading enzymes) การแข่งขันเพื่อครอบครองพื้นที่และอาหาร (competition for nutrients and space) และการชักนำให้พืชมีความต้านทานโรค (induction of disease resistance in plant) ซึ่งเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้มักมีหลายกลไกร่วมกันในการควบคุมโรคพืช
เชื้อจุลินทรีย์ที่นำมาใช้ในการควบคุมโรคของไม้ผลนี้ ส่วนมากนักวิจัยมุ่งคัดเลือกหาเชื้อที่ไม่ก่อให้เกิดโรคกับพืชจากบริเวณใน ส่วนผิวของผลทั้งในช่วงก่อนเก็บเกี่ยวและขณะเก็บรักษา เนื่องจากจุลินทรีย์ที่เป็นประโยชน์เหล่านี้มักพบเป็นจำนวนมากในบริเวณผิว เปลือกของผล (Manso and Nunes, 2011) หรืออาจพบมากในบริเวณผิวใบ (Janisiewicz and Korsten, 2002) อย่างไรก็ตามการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคของไม้ผลมักจะต้องใช้จุลินทรีย์ที่มี ความเข้มข้นสูง แต่ประสิทธิภาพในการควบคุมโรคยังไม่ดีเท่ากับการใช้สารเคมีเมื่อมีการใช้ จุลินทรีย์เดี่ยวๆ (Cao et al., 2011) ดังนั้นการผลิตจุลินทรีย์ในการควบคุมโรคพืชจึงยังต้องมีการพัฒนาเพื่อให้มี รูปแบบที่เหมาะสมต่อการนำไปใช้และเพิ่มขีดความสามารถในการควบคุมโรคให้สูง ขึ้น
การทดสอบเชื้อยีสต์
ภาพที่ 1
การทดสอบเชื้อยีสต์ 10 ชนิดในการเป็นจุลินทรีย์ปฏิปิกษ์ต่อการเจริญของเชื้อรา Colletotrichum musae สาเหตุโรคแอนแทรคโนสของกล้วยหอมทองบนจานอาหารเลี้ยงเชื้อ potato dextrose agar โดยวิธี dual culture ที่อายุ 7 วัน โดยที่ 1 = Candida guilliermondii 2 = Candida utilis 3 = Candida sake 4 = Saccharomycopsis fibuligera 5 = Pichia membranaefaciens 6 = Candida tropicalis 7 = Debaryomyces hanseni 8 = Cryptococcus humicola 9 = Aureobasidium pullulans 10 = Rodotorula glutinis 11 = Control

การควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวของไม้ผลจะประสบผลสำเร็จหรือไม่นั้นขึ้นอยู่ กับการจัดการโรคตั้งแต่ในแปลงปลูก โดยจุลินทรีย์ที่ถูกนำมาใช้ในการจัดการโรคในสภาพไร่นี้ควรจะทำให้อยู่ในรูป แบบของผลิตภัณฑ์เพื่อช่วยส่งเสริมการมีชีวิตรอดของจุลินทรีย์ที่เป็น ประโยชน์ให้ทนต่อสภาพแวดล้อมได้ยาวนานขึ้น หรือถ้าหากเป็นเชื้อจุลินทรีย์สดก็มักมีการใช้ร่วมกับตัวควบคุมอื่นๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการควบคุมโรคให้ดียิ่งขึ้น เช่น การใช้เชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas solanacearum Pf1 ร่วมกับสารสกัดจากพืชควบคุมโรคเหี่ยวของกล้วยที่เกิดจากเชื้อรา Fusarium oxysporum f.sp. cubense (Akila et al., 2011) การใช้เชื้อรา Trichoderma harzianum ร่วมกับ mycorrhiza ช่วยลดการเกิดโรคเหี่ยวของแตงซึ่งเกิดจากเชื้อรา F. oxysporum f.sp. melonis (Martinez-Medina et al., 2011) และการใช้เชื้อยีสต์ Candida sake CPA-1 ร่วมกับสารเคลือบผิวฉีดพ่นแปลงองุ่นช่วยลดการเกิดโรคผลเน่า (gray mold) ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา Botrytis cinerea ภายหลังการเก็บเกี่ยวได้ดีกว่าการใช้เชื้อยีสต์อย่างเดียว ทั้งนี้เนื่องจากสารเคลือบผิวมีประสิทธิภาพในการช่วยให้เชื้อยีสต์มีความคง ทนและมีชีวิตรอดได้นานขึ้น (Canamas et al., 2011) นอกจากนั้น Hasham and Abo-Elyousr (2011) ได้นำเชื้อจุลินทรีย์ ปฏิปักษ์หลายชนิดมาใช้ร่วมกันในการควบคุมโรครากปมจากไส้เดือนฝอย Meloidogyne incognita ของมะเขือเทศรับประทานสด ได้แก่ เชื้อแบคทีเรีย Pseudomonas fluorescens เชื้อรา Paecilomyces lilacinus เชื้อยีสต์ Pichia guilliermondii และไซยาโนแบคทีเรีย Calothrix parietin พบว่าสามารถลดขนาดของปมให้เล็กลงกว่าการใช้จุลินทรีย์เพียงชนิดเดียว รวมทั้งจุลินทรีย์ดังกล่าวมีคุณสมบัติในการส่งเสริมการเจริญเติบโตของพืชและ ชักนำให้พืชเกิดความต้านทานต่อโรค อย่างไรก็ตาม การใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคพืชในแปลงปลูกจะต้องคำนึงถึงสภาพแวดล้อมให้มีความ เหมาะสมต่อการเจริญเติบโต และการขยายพันธุ์ของจุลินทรีย์เหล่านี้ โดยเฉพาะการหว่านลงดินจะต้องมีการปรับสภาพดินให้มีความอุดมสมบูรณ์อยู่เสมอ และควรมีการปรับความเป็นกรดด่างของดินให้เหมาะสมต่อการเจริญเติบโตของเชื้อ จุลินทรีย์ชนิดนั้นๆ
การใช้เซลล์แขวนลอยของเชื้อยีสต์
ภาพที่ 2
การใช้เซลล์แขวนลอยของเชื้อยีสต์ Candida sake C. utilis Debaryomyces hansenii และ Aureobasidium pullulans ในการควบคุมการเกิดโรคแอนแทรคโนสที่เกิดจากเชื้อรา Colletotrichum musae บนกล้วยหอมโดยวิธีทำแผล

สำหรับการใช้จุลินทรีย์ควบคุมโรคภายหลังการเก็บเกี่ยวของผลไม้ ส่วนมากนิยมใช้เชื้อยีสต์และแบคทีเรียเป็นตัวควบคุมโรคมากกว่าเชื้อรา เนื่องจากนักวิจัยส่วนใหญ่ค่อนข้างมั่นใจว่ามีเชื้อยีสต์หลายชนิดที่ไม่ ทำลายเนื้อเยื่อพืชหรือไม่ทำให้พืชเป็โรค (Lima et al. 1997) รวมทั้งไม่สร้างสารพิษและมีคุณสมบัติในการแก่งแย่งอาหารได้ดี ซึ่งเชื้อยีสต์ที่มีการนำมาใช้ในการควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวของผลิตผลมี หลายชนิด ได้แก่ Candida spp. Cryptococcus spp. Debaryomyces spp. Endomycopsis spp. Pichia spp. Aureobasidium pullulans Saccharomycopsis fibuligera Rhodosporidium spp.และ Rhodotorula glutinis ส่วนเชื้อแบคทีเรียก็มีสายพันธุ์เฉพาะเจาะจงที่ไม่ก่อให้เกิดโรคกับพืช พร้อมกับมีคุณสมบัติในการยับยั้งโรค ซึ่งส่วนมากจัดอยู่ในสกุล Pseudomonas และ Bacillus จึงค่อนข้างมีความปลอดภัยในการที่จะนำเชื้อจุลินทรีย์เหล่านี้มาใช้กับ ผลิตผลหลังการเก็บเกี่ยวเพื่อรอการบริโภค จุลินทรีย์ที่นำมาใช้ควบคุมโรคหลังการเก็บเกี่ยวมักใช้ร่วมกับตัวควบคุมชนิด อื่นๆ หรือวิธีการอื่นๆ เพื่อเพิ่มศักยภาพในการควบคุมโรคให้สูงขึ้น เช่น ใช้ร่วมกับการจุ่มน้ำร้อนหรือจุ่มในสารเคมีที่ระดับความเข้มข้นต่ำๆ โดยพบว่าการฉีดพ่นผลกล้วยด้วยเชื้อยีสต์แล้วตามด้วยการจุ่มในน้ำร้อนที่ อุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 20 นาที หรือจุ่มในสารเคมีไธอะเบนดาโซล 150 ppm สามารถช่วยลดการเกิดโรคขั้วหวีเน่าได้อย่างสมบูรณ์ (Sangchote and Sangwanich, 2005) นอกจากนั้นการใช้จุลินทรีย์ร่วมกับการเก็บรักษาไว้ในสภาพบรรยากาศดัดแปลงก็ เป็นวิธีการหนึ่งที่มีประสิทธิภาพในการควบคุมโรคเช่นเดียวกัน ดังเช่นการเก็บผลท้อที่ผ่านการจุ่มในเซลล์แขวนลอยของเชื้อแบคทีเรีย Bacillus amyloliquefaciens ไว้ในถุงพลาสติกที่ย่อยสลายได้ที่อุณหภูมิ 4 องศาเซลเซียส พบการเกิดโรคผลเน่าน้อยที่สุดเมื่อเปรียบเทียบกับการใช้เชื้อแบคทีเรียอย่าง เดียว (Arrebola et al., 2010) หรือการใช้จุลินทรีย์ร่วมกับสารเติมแต่งอาหาร (food additives) ดังที่พบจากการใช์เชื้อยีสต์ Aureobasidium pullulans ร่วมกับแคลเซียมคลอไรด์หรือโซเดียมไบคาร์บอเนตช่วยลดการเกิดโรคผลเน่าของเชอรี่ที่มีสาเหตุจากเชื้อรา B. cinerea ได้ดีที่สุด (Ippolito et al., 2005) ตลอดจนการใช้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ร่วมกับจุลินทรีย์ชนิดอื่น เช่น ยีสต์ Cryptococcus laurentii ใช้ร่วมกับเชื้อรา Lentinula edodes สามารถลดการเกิดโรคผลเน่าซึ่งเกิดจากเชื้อรา Penicillium expansum บนผลแอปเปิลได้ดีกว่าการใช้เชื้อยีสต์อย่างเดียว (Tolaini et al. 2010) นอกจากนั้น เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์ยังมีคุณสมบัติในการช่วยลดการปนเปื้อนของสารพิษใน ผลิตผล เช่นที่พบในผลแอปเปิลที่ถูกเข้าทำลายโดยเชื้อรา P. expansum เนื่องจากจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีกลไกในการยับยั้งการสร้างสารพิษของเชื้อราดังกล่าวได้ (Tolaini et al., 2010)
จะเห็นได้ว่าการควบคุมโรคของไม้ผลโดยใช้จุลินทรีย์ปฏิปักษ์เพื่อการควบคุม โรคทั้งก่อนและหลังการเก็บเกี่ยว มักจะต้องใช้ร่วมกับกรรมวิธีอื่นๆ จึงจะทำให้การควบคุมโรคอยู่ในระดับที่เป็นที่น่าพอใจ และจะต้องมีวิธีการใช้ที่เหมาะสม อย่างไรก็ตาม การพัฒนาผลิตภัณฑ์จากจุลินทรีย์เหล่านี้ก็ยังไม่หยุดนิ่ง เนื่องจากนักวิจัยจะต้องสรรหาวิธีการเพื่อให้เชื้อจุลินทรีย์ปฏิปักษ์มีความ คงทนต่อสภาพแวดล้อมและเพิ่มศักยภาพในการควบคุมโรคเพื่อให้เกิดประโยชน์สูง สุดจากการใช้จุลินทรีย์เหล่านี้

ที่มา http://www.phtnet.org/article/view-article.asp?aID=58

วันอาทิตย์ที่ 30 กันยายน พ.ศ. 2555

แค

ชื่อสามัญ Vegetable Humming Bird , Cork Wood Tree เรียกอีกอย่างหนึ่งว่า “แคบ้าน” อีกทั้งยังมีแคฝรั่ง ซึ่งเป็นไม้ดอกไม้ประดับ แคเป็นต้นไม้โบราณที่อยู่คู่ครัวของทุกท้องถิ่น แต่ละครัวมีวิธีการปรุงอาหารจากส่วนต่างๆ ของแคแตกต่างกันออกไป แต่อาหารที่รู้จักคุ้นเคยกันอย่างดีทุกครัวเรือน คือ “แกงส้มดอกแค”
ชื่อวิทยาศาสตร์ของแค คือ Sesbania grandiflora (L.) Pers. วงศ์ PaPilionaceae เป็นต้นไม้พื้นเมืองของ เอเซียตะวันออกเฉียงใต้ ประเภทไม้ยืนต้นขนาดกลางสูง 3-10 เมตร โตเร็วทั้งในที่แห้งและชุ่มชื้น มักขึ้นอยู่ตามป่าละเมาะ ตามหัวไร่ปลายนา และในบริเวณบ้าน

ลักษณะทั่วไป

แคเป็น ต้นไม้พื้นบ้าน เป็นต้นไม้เนื้ออ่อน ปลูกได้ในทุกพื้นที่ ทั้งดินเหนียวและดินปนทราย นิยมปลูกเป็นรั้วบ้าน คันนา ริมถนน และในบริเวณบ้าน หรือปลูกไว้เพื่อปรับพื้นที่ให้มีปุ๋ย เพราะใบแคที่ผุแล้ว ทำให้ดินอุดมสมบูรณ์ส่วนที่นำมารับประทานได้ มียอดอ่อน ดอกอ่อน ใบอ่อน และฝักอ่อน ออกในช่วงฤดูฝน ส่วนดอกอ่อนจะออกในช่วงฤดูหนาว ดอกแค 100 กรัม หรือ 1 ขีด ให้พลังงานต่อร่างกาย 10 กิโลแคลอรี มีเส้นใยอาหาร แคลเซียม ฟอสฟอรัส เหล็ก แคโรทีน วิตามินเอ วิตามินบีหนึ่ง วิตามินบีสอง และวิตามินซี การรับประทานดอกแคจะทำให้ร่างกายได้เส้นใยอาหาร ดอกแค เมื่อแก่จนกลีบร่วง ก็จะมีฝักอ่อน นำมาทำอาหารได้ เมื่อแก่จะแพร่พันธุ์ด้วยเมล็ด เจริญเติบโตง่าย มีอายุไม่นาน ก็ยืนต้นตาย แพร่พันธุ์ด้วยฝักที่มีเมล็ดแก่จัด การนำดอกแคมาทำอาหารต้องเด็ดเกสรสีเหลืองของดอกแคออกก่อนจะทำให้ไม่มีรสขม แคเป็นต้นไม้ที่แตกกิ่งก้านสาขามาก มีเปลือกลำต้นขรุขระสีเทา ดอกคล้ายดอกถั่ว ยาว 6-10 ซม. มีทั้งดอกสีขาวและสีแดง ออกดอกเป็นช่อตามซอกใบ กลีบเลี้ยงเป็นรูประฆังหรือถ้วย ผลเป็นฝักแบน
ส่วนของแคที่นำมารับประทานนับได้ตั้งแต่ยอด อ่อน ใบอ่อน รสหวาน มัน มีมากในช่วงฤดูฝน นิยมต้มสุกแล้วราดหัวกะทิ รับประทานเป็นผักจิ้มน้ำพริก เมื่อเข้าสู่ฤดูหนาว แคก็ออกดอกอ่อนที่มีรสหวานออกขมเล็กน้อยให้ลิ้มรสและทำเป็นแกงส้ม แต่ต้องเป็นดอกแคสีขาว เพราะไม่มีเส้นใยมากให้ระคายปากเหมือนดอกสีแดง แกงส้มดอกแคที่อร่อยต้องใส่ปลาช่อน เพราะช่วงที่ดอกแคออกดอกจะเป็นช่วงที่ปลาช่อนมีเนื้อหวานมันเป็นพิเศษ พอถึงช่วงปลายฤดูหนาวก็เริ่มเก็บฝักอ่อนมารับประทานกันอีกครั้ง

สรรพคุณทางยา

เปลือกนำมาต้ม คั้นน้ำแก้ท้องร่วง แก้บิด แก้มูกเลือด คุมธาตุ สรรพคุณทางยาของแคคือช่วยแก้ไข้ ลดไข้ นอกจากนี้ยังอุดมด้วยสารอาหารต่างๆ โดยเฉพาะเบต้าแคโรทีนที่ร่างกายสามารถเปลี่ยนเป็นวิตามินเอได้ แคจึงช่วยบำรุงสายตาและต้านมะเร็ง อีกทั้งช่วยเสริมสร้างกระดูก เพราะมีแคลเซียมฟอสฟอรัสสูง
ในยอดแคมีสารอาหารมากกว่าดอกแคเสียอีก เพราะยอดแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 87 แคลอรี มีเส้นใย 7.8 กรัม แคลเซียม 395 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 40 มิลลิกรัม เหล็ก 4.1 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 8,654 ไมโครกรัม วิตามินเอ 1,442 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.28 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.33 มิลลิกรัม ไนอาซีน 2.0 มิลลิกรัม วิตามิซี 19 มิลลิกรัม
ดอกแคปริมาณ 100 กรัม ให้พลังงาน 33 แคลอรี แคลเซียม 2 มิลลิกรัม ฟอสฟอรัส 57 มิลลิกรัม เหล็ก 1.2 มิลลิกรัม เบต้าแคโรทีน 0.51 ไมโครกรัม วิตามินบี1 0.09 มิลลิกรัม วิตามินบี2 0.19 มิลลิกรัม ไนอาซีน 0.5 มิลลิกรัม วิตามินซี 35 มิลลิกรัม
ยอดอ่อนและใบอ่อนของแคขายกำละ 5 บาท เลือกใบสด ไม่ร่วง ดอกแคมักขายเป็นกองๆ ละ 5 บาทเช่นกัน ให้เลือกดอกตูมที่กำลังจะบาน ก่อนนำไปทำอาหารต้องดึงเอาเกสรออกก่อน จะทำให้มีรสขมน้อยลง สำหรับฝักอ่อนค่อนข้างหาซื้อยาก ต้องปลูกต้นแคไว้ที่บ้านเองจึงจะได้รับประทานกัน
การประกอบอาหาร
แกงส้มดอกแคปลาดุก ดอกแคสอดไส้ แกงเหลืองปลากระพงดอกแค

ที่มา 
http://www.vegetweb.com
http://www.rspg.or.th/plants_data/herbs/herbs_09.htm

วันอาทิตย์ที่ 23 กันยายน พ.ศ. 2555

สกัดออกซีเรสฯในมะหาด สู่อาหารต้านโรคเบาหวาน


Pic_289796 วิธีการสกัดในห้องแล็บ.

กระแสการรักษาสุขภาพ ของคนเมือง... กำลังพุ่งแรงมี การใช้ยา หรือ สารเคมีมากระตุ้นให้ร่างกายรู้สึกดีขึ้น รวมทั้งการ บริโภคอาหารเสริมต่างๆ ที่ผลิตออกมามากจน องค์การอาหารและยา (อย.) ตรวจสอบกันแทบไม่ทันต่อปริมาณการผลิตออกสู่ท้องตลาด...

ฉะนั้น เพื่อความไว้วางใจ ภาครัฐจึงต้องอาศัยนักวิชาการ กับ กลุ่มนักวิจัยที่มีประสิทธิภาพ ในการควบคุมดูแล ดร.ณสพน โพธิ์วิจิตร ประธานสถาบันวิจัยและพัฒนาผลิตภัณฑ์ยูแคนดู (Youcando Research & Development Insititule : YRDI) ร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ทำวิจัยเรื่อง สมุนไพรกับโรคเบาหวาน, การพัฒนาสารสกัดสมุนไพรเพื่อใช้ในการต่อต้านวัยชรา นำไปจัดแสดงที่ประเทศไต้หวัน และยังมี ผลงานวิจัยระดับโลก...โดยร่วมกับทีมวิจัยในเรื่อง ปฏิกิริยาการต้านริ้วรอยและความเป็นพิษของสารสกัดมะ-หาด ตีพิมพ์ในวารสาร “Tropical Journal of Phamaceutical Research 2012” อันโด่งดัง

ผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ท้องตลาด.
ผลิตภัณฑ์ที่ออกสู่ท้องตลาด.
ดร.ณสพน บอกว่า...มะหาด (lakoocha) เป็นไม้ยืนต้นในวงศ์ Moraceae ต้นกำเนิดมาจากทวีปเอเชียใต้ นิยมปลูกเอาไว้ใช้ประโยชน์ทุกส่วนของต้น เจริญเติบโตได้ ในดินทราย ดินร่วนปนทราย และดินเหนียว มีความทนทานต่อความแห้งแล้ง ในแต่ละภูมิภาคเรียกต่างๆกัน ภาคเหนือเรียก หาดหนุน, ปวกหาด ภาคกลางและภาคใต้เรียก มะหาด ตั้งแต่จังหวัดนราธิวาสถึงประเทศมาเลเซีย เรียก กาแย, ตะแป, ตะแปง

...จาก การวิจัยพบสาร “ออกซีเรสเวอราทรอล” ใน แก่นมะหาด ซึ่งเป็นสารที่สำคัญ ที่มีโครงสร้างทางโมเลกุลขนาดเล็ก ออกฤทธิ์แอนติ-ออกซิแดนท์ ช่วยต่อต้าน ขบวนการเกิดไกลเคชั่น สาเหตุหนึ่งของโรคเบาหวานและริ้วรอยเหี่ยวย่น ลดคอเลสเทอรอล และ ไตรกลีเซอไรด์ ซึ่งเป็นสาเหตุของโรคอ้วน ไขมันส่วนเกิน และ ไขมันอุดตันในเส้นเลือด...โดยใช้วิธี สกัดสารสำคัญจากการหมักด้วยจุลินทรีย์ และ เลือกสายพันธุ์ของจุลินทรีย์ที่ถูกต้อง และเป็นประเภทที่ ต้องการอากาศ หรือ ไม่ต้องการอากาศ ควบคุมอุณหภูมิ ความสะอาด ระยะเวลา และความ เป็นกรดที่เกิดจากกระบวนการหมัก...
มะหาด
มะหาด
ดร.ณสพน กล่าวว่า...ส่วน วิธีการสกัดเพื่อให้ได้สารสำคัญจะใช้ตัวทำละลายที่ปลอดภัย โดยเทคนิคทางเภสัชกรรม มีมาตรฐานแน่นอนเท่ากันทุกครั้ง มีการตรวจปริมาณสารสำคัญด้วยเครื่อง HPLC และ Spectrophotometer ซึ่งเป็นเครื่องมือที่จะวัดปริมาณสารสำคัญที่ได้จากการสกัดจากสมุนไพรได้ อย่างแม่นยำ เนื่องจากการ สกัดสารสำคัญจาก สมุนไพรธรรมชาติในแต่ละฤดูกาล แต่ละ พื้นที่ปลูก ไม่สามารถแน่ใจได้ว่า ...สารสำคัญที่ ต้องการสกัดนั้นมีเท่ากันหรือไม่

...การตรวจสอบที่มีมาตรฐานทำให้ สามารถเติมสารสำคัญเข้าไปให้มีเท่ากันในทุกๆครั้ง ของการผลิต...เพื่อให้ได้ผลิตภัณฑ์อาหารที่มีประโยชน์และมีคุณภาพทรงคุณค่า สู่ผู้บริโภคอย่างสูงสุด...!!

ที่มา http://www.thairath.co.th/content/edu/289796

เจ๋งปลูกข้าวในน้ำ ปรับตัวหนีดินฟ้าแปรปรวน


Pic_285690 "ความคิดสร้างสรรค์" หนุ่มชาวนาที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เห็นว่าธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลง ดินฟ้าอากาศแปรปรวน ชี้ถึงเวลาเกษตรต้องปรับตัวหาวิธีการเพาะปลูกสร้างรายได้ เลยหันมาปลูกข้าวลอยน้ำ เป็นตัวอย่างการดำรงชีวิตอยู่กับน้ำโดยมีอาชีพที่สร้างรายได้เลี้ยงตัว...

เมื่อ วันที่ 23 ส.ค.2555 ผู้สื่อข่าวได้รับรายงานว่าที่ อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี มีชาวนาคนหนึ่งหันมาปลูกข้าวในน้ำ จึงได้เดินทางไปตรวจสอบที่บ้านเลขที่ 130/4 หมู่ 1 ต.สามชุก พบนายสุพรรณ เมธสาร อายุ 55 ปี เจ้าของบ้าน และเจ้าของแนวคิดปลูกข้าวลอยน้ำ จึงได้สอบถามที่มาของการทำนาแบบใหม่นี้


นาย สุพรรณ เผยว่า ขณะนี้ธรรมชาติที่เปลี่ยนแปลงตามกาลเวลา ความแปรปรวนของดินฟ้าอากาศ รวมถึงเหตุการณ์น้ำท่วม ถึงเวลาที่เราทุกคนต้องเรียนรู้ที่จะปรับตัวให้เข้ากับธรรมชาติที่เปลี่ยนไป แน่นอนเกษตรกรย่อมได้รับผลกระทบโดยตรง เพราะไม่มีพื้นที่ในการเพาะปลูก เมื่อไม่มีที่เพาะปลูก สิ่งที่ตามมาคือรายได้ในการดำรงชีพก็ขาดหายไปด้วย สิ่งที่ทำได้คือการที่เกษตรต้องปรับตัว และหาวิธีการเพื่อให้สามารถเพาะปลูกได้ และการปลูกข้าวลอยน้ำเป็นทางเลือกหนึ่งที่ทำให้เกษตรกรสามารถดำรงชีวิตอยู่ กับน้ำ ทำการเกษตรและมีรายได้เลี้ยงชีพได้ แนวคิดในการปลูกข้าวลอยน้ำจึงเกิดขึ้น

เจ้าของแนวคิดปลูกข้าวลอยน้ำ กล่าวต่อว่า นับเป็นเกษตรกรตัวอย่างอีกคนหนึ่ง เพราะเขาเป็นเกษตรกรที่ไม่หยุดนิ่ง ศึกษาหาความรู้เพิ่มเติมตลอดเวลา ส่งผลให้เขามีความรู้หลายด้าน ปัจจุบันยังเป็นวิทยากรอบรมแก่ผู้ที่สนใจเรื่องการปลูกไผ่ การขยายพันธุ์ รวมถึงช่องทางการจัดจำหน่าย ดังนั้น นายสุพรรณจึงเป็นที่เชื่อถือของเหล่าเกษตรกรในอีกหลายด้าน และด้วยความที่เป็นเกษตรกรนักคิดนี่เอง ทำให้เมื่อ 2 ปีที่ผ่านมา นายสุพรรณมีแนวคิดที่จะนำข้าวไปปลูกบนน้ำเนื่องจากเห็นว่าในแม่น้ำลำคลองมัก จะมีผักตบชวา ซึ่งผักตบชวาในแม่น้ำมีอัตราการเจริญเติบโตอย่างรวดเร็ว เพราะในแม่น้ำมีธาตุอาหาร แพลงตอน ตลอดจนจุลินทรีย์ต่างๆ ที่เป็นอาหารของพืช จึงทดลองปลูกข้าวในน้ำ ผลผลิตที่ได้ก็เป็นที่น่าพอใจเลยทีเดียว


นาย สุพรรณ กล่าวอีกว่า หลังจากได้ลงมือทดลองปลูกข้าวลอยน้ำ ปรากฏว่าได้ผลผลิตจริง และประหยัดต้นทุน วิธีการปลูกข้าวแบบลอยน้ำทำให้เกษตรกรสามารถลดต้นทุนเรื่องการเตรียมดิน น้ำมันเชื้อเพลิงและตัดปัญหาการดูแลเรื่องน้ำไปเลย จากการคำนวณพบว่าหากทำแพปลูกข้าวในพื้นที่ 1 ไร่ ผลผลิตที่ได้รับ เฉลี่ย 70 ถัง/ไร่ ซึ่งวิธีนี้จะไม่ทำลายสิ่งแวดล้อม จากการเผาและลดการใช้สารเคมีต่างๆ ทำให้ลดต้นทุนได้มาก วัสดุอุปกรณ์ยังสามารถนำมาใช้ครั้งต่อไปได้ ทั้งนี้ นายสุพรรณยังได้เตรียมการขยายผลเรื่องการปลูกข้าวลอยน้ำ โดยจะใช้ผักตบชวาเป็นฐานซึ่งอยู่ในขั้นตอนของการทดลองว่าจะได้ผลอย่างไร สำหรับวัสดุอุปกรณ์ที่ต้องใช้สำหรับการปลูกข้าวลอยน้ำในครั้งนี้ประกอบไป ด้วย ฝากล่องโฟมเก่า (กล่องโฟมใส่ผลไม้) กระถางพลาสติกสำหรับปลูก ดินเลนสำหรับปลูก เมล็ดพันธุ์ข้าว ลำไม้ไผ่สำหรับทำแพ เชือกฟาง

เจ้า ของแนวคิดปลูกข้าวลอยน้ำ กล่าวถึงวิธีการปลูกข้าวลอยน้ำว่า สำหรับขั้นตอนต่างๆ ได้แก่ 1.นำเมล็ดพันธุ์ข้าวไปเพาะในแปลงเพาะ เหมือนกับการเตรียมกล้าพันธุ์สำหรับดำนาทั่วไป 2.นำลำไม้ไผ่มาทำเป็นกรอบ 4 เหลี่ยม เพื่อทำเป็นแพในพื้นที่ที่จะปลูกข้าวลอยน้ำ 3.นำฝากล่องผลไม้ (ฝากล่องโฟม ) มาเจาะรูให้มีขนาดเท่ากระถางพลาสติก แต่ให้อุ้มตัวกระถางไว้ได้ 4.นำกระถางปลูกใส่ดินเลนให้เต็ม 5.เมื่อต้นกล้ามีอายุ 10-15 วัน จึงแยกกล้ามาปลูกในกระถางที่เตรียมไว้ ประมาณ 4-5 กอต่อกระถาง 6.นำกระถางเพาะกล้าใส่ในฝากล่องโฟม แล้วจึงนำไปลอยน้ำในกรอบไม้ไผ่ที่เตรียมไว้ 7.ใช้เชือกผูกกล่องโฟมกับแพไม้ไผ่ เพื่อป้องกันการพัดพาของน้ำไม่ให้ไหลไปที่อื่น


นาย สุพรรณ กล่าวด้วยว่า ด้านการดูแลและการใส่ปุ๋ย นายสุพรรณเน้นให้เกษตรกรที่ทำเกษตรอินทรีย์และอนุรักษ์ศัตรูธรรมชาติ ใช้ปุ๋ยอินทรีย์ชีวภาพบำรุงข้าว ช่วงที่ข้าวมีอายุ 30 และ 55 วัน หลังการปลูกใส่ปุ๋ยอินทรีย์อัตรา 1 กำมือ/กระถาง/ครั้ง หากมีแมลงศัตรูพืช ก็ใช้น้ำหมักสมุนไพรฉีดพ่น วิธีนี้เกษตรกรไม่ต้องเสียเวลาดูแลเรื่องน้ำเลย เพราะข้าวจะได้รับน้ำตลอดในช่วงระยะเวลาการปลูก สำหรับผู้ที่สนใจอยากศึกษา เรียนรู้ และดูงานการปลูกข้าวลอยน้ำ ติดต่อตนได้ นายสุพรรณ เมธสาร บ้านเลขที่ 130/4 หมู่ 1 ต.สามชุก อ.สามชุก จ.สุพรรณบุรี เบอร์โทรศัพท์ 087-097-7865


ที่มา http://www.kasetporpeang.com/forums/index.php?topic=76941.0

วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มาปลูกเห็ดเข็มทองกันเถอะ



เห็ดเข็มทอง เบอร์ 1 มีลักษณะเส้นใยสีขาว บางส่วนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง-น้ำตาล เมื่ออายุมากกว่า 45 วัน เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 22-26 องศาเซลเซียส ดอกเป็นกลุ่ม ก้านยาว 6-12ซม. หมวกดอกมีขนาดเล็ก 0.5-1.5 ซม. สีของก้านส่วนล่างจะมีสีน้ำตาลดำและอ่อนลงเป็นสีเหลืองจนถึงหมวกดอก ให้ผลผลิตได้ดีที่อุณหภูมิ 8-18 องศาเซลเซียส

ลักษณะประจำพันธุ์ 
ดอกเห็ดมี ลักษณะเป็นกลุ่ม หมวกดอกโค้งนูนลง สีเหลืองทอง ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-5 ซม. ก้านดอกสีเหลือง โคนก้านสีน้ำตาลเข้มดำ ก้านยาว 3-12 ซม. พิมพ์สปอร์ (Spore print) สีขาว สปอร์รูปไข่ปลายมนสีขาว ขนาด 5-8 X 3-4 ไมครอน

ลักษณะการเจริญเติบโต
          ระยะเส้นใย เส้นใยเจริญบนอาหาร พี ดี เอ มีสีขาวและเต็มจานแก้วเลี้ยงเชื้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 ซม.ในเวลาประมาณ 10 วัน ที่อุณหภูมิ 23±3 องศาเซลเซียส เส้นใยเจริญได้ในที่มืด ดอกเห็ดเกิดบน พี ดี เอ ได้เมื่อเส้นใยอายุ 45±10 วัน และต้องมีแสงสว่าง
 ระยะหัวเชื้อ เส้นใยเจริญเต็มเมล็ดข้าวฟ่างนึ่งฆ่าเชื้อ (100 กรัม) ในเวลาประมาณ 12 วัน ที่อุณหภูมิ 23±3 องศาเซลเซียส    
ระยะบ่มเชื้อ เส้นใยเจริญเต็มที่อาหารผสมขี้เลี่อย (600 กรัม) ในเวลาประมาณ 45 วัน ที่อุณหภูมิ 23±3 องศาเซลเซียส
ระยะออกดอก เห็ดออกดอกเก็บได้ 3-4 ครั้งภายใน 2 เดือน ที่อุณหภูมิ 13±3 องศาเซลเซียส ต้องการแสงสว่าง ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95%

ผลผลิตเฉลี่ย  50-150 กรัม (น้ำหนักอาหารผสมขี้เลื่อย 600 กรัม)

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง เห็ดให้ได้ผลผลิต

1.โรงเพาะ
 โรงเรือนเพาะเห็ดเข็มทองที่ดีจะต้องสร้างแบบห้องเย็น  ภายใต้หลังคา สามารถ ควบคุมอุณหภูมิ  ความชื้น  อากาศและแสงสว่างได้ดี  มีพื้นที่สำหรับกองขี้เลื่อย  และติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ  เช่น เครื่องผลิตไอน้ำ  ตู้อบฆ่าเชื้อ  เครื่องมือต่างๆ  และควรมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในกรณีไฟฟ้าดับด้วย

2.การเตรียมเชื้อเห็ด
 เชื้อ เห็ดสายพันธุ์ที่ตลาดนิยม  เลี้ยงเชื้อบริสุทธิ์ในอาหารวุ้น PDA หรือ PDYA  ที่อุณหภูมิ 20 – 25 องศาเซลเซียส  แล้วจึงขยายเชื้อลงในเมล็ดข้าวฟ่างหรือขี้เลื่อยผสมรำ 10 เปอร์เซ็นต์  ใช้เป็นหัวเชื้อ

3.การเตรียมวัสดุเพาะ
 วัสดุเพาะ ที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ  ขี้เลื่อยผสมรำละเอียด 10 – 20 เปอร์เซ็นต์  นอกจากนี้อาจจะผสมแกลบ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์  และอาหารเสริมอื่นๆ  ตามความเหมาะสมของเชื้อเห็ดแต่ละสายพันธุ์  ขี้เลื่อยควรรดน้ำกองทิ้งไว้จนน้ำที่ไหลซึมออกมามีใส ในระหว่างกองหมักน้ำควรกลับกองเพื่อความสม่ำเสมอในการชะล้างยางไม้ออกจากขี้ เลื่อย  เสร็จแล้วกองให้สะเด็ดน้ำเพื่อเตรียมใช้งานต่อไป  ส่วนผสมของวัสดุเพาะควรมีความชื้นอยู่ระหว่าง 58 – 62 เปอร์เซ็นต์

       3.1.การเตรียมอาหาร วสัดุที่ใช้ผสมเป็นอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดเข็มเงินประกอบด้วย
              - ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 75 กิโลกรัม
              - รําละเอียด 20 กิโลกรัม
              - ข้าวโพดบด 5 กิโลกรัม
              - นํ้า 60 กิโลกรัม

วัสดุ ทั้งหมดนี้นำมาคลุกให้เข้ากันอย่างดีจะมี ความชื้น 60-65 % นำอาหารที่เตรียมแล้วนำไปบรรจุในถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7 x 12 นิ้ว อาจบรรจุในพลาสติกได้อัดให้แน่นจะได้ปริมาณอาหารถุงละ 600 กรัม (วิธีบรรจุ เช่น เดียวกับการเตรียมถุงอาหารเห็ดโดยทั่วไป) ใส่คอขวด (พลาสติก) ปิดจุกสำลี แล้วหุ้มด้วยกระดาษป้องกันสำลีเปียก

4.ภาชนะที่ใช้เพาะเห็ด
 นิยมใช้ขวดพลาสติกทนความร้อนสูง  มีลักษณะทั่วไปโดยประมาณดังนี้ ความ จุ 1 ลิตร  ปากกว้าง 6 เซนติเมตร  ใส่วัสดุเพาะหมัก 750 กรัม  บรรจุขี้เลื่อยด้วยเครื่องบรรจุ  พร้อมทั้งอัดและเจาะรูตรงกลางโดยอัตโนมัติ  ปิดปากขวดด้วยฝาพลาสติกแบบมีที่กรองอากาศ

5.การอบฆ่าเชื้อ
  อบฆ่าเชื้อขวดขี้เลื่อยที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส  เป็นเวลา 4 ชั่วโมง  จากนั้นจึง เพิ่มอุณหภูมิเป็น 120 องศาเซลเซียส  หรือจะอบที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส  เป็นเวลานาน     2 ชั่วโมง  ก็ได้  ระหว่างที่อบฆ่าเชื้อต้องระวังอย่างให้น้ำไหลเข้าไปในขวดขี้เลื่อย  จะทำให้ความชื้นสูงเกินไป  เชื้อเห็ดจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี หรือเรียกอีกอย่างว่าการนึ่งอาหาร ถุงอาหารขี้เลื่อยผสมที่เตรียมไว้แล้วนี้ นําไปผ่านการฆ่าเชื้อ โดยนึ่งในหม้อนึ่งไม่อัดความดัน อุณหภูมิประมาณ 100  ํC เป็นเวลา 3 ชั่วโมง หรือนึ่งด้วยหม้อนึ่งอัดความดัน อุณหภูมิประมาณ 121 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง

6.การใส่เชื้อ
          เมื่ออบฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ทิ้งขวดขี้เลื่อยให้เย็นประมาณ 20 องศาเซลเซียส  จึงจะใส่เชื้อ  การเพาะเห็ดแบบอุตสาหกรรมจะต้องใช้เครื่องมือเป็นส่วนใหญ่  การใส่เชื้อก็เช่นกันจะใส่ด้วยเครื่องโดยใช้เชื้อที่ทำจากขี้เลื่อย  ใส่ในอัตราส่วนประมาณ 15 กรัมต่อขวด  หรือเชื้อ 1 ขวด  ต่อวัสดุเพาะ 50 ขวด หรือใส่เชื้อเห็ดที่เจริญในเมล็ดข้าวฟ่างถุงละ 15-20 เมล็ด

7.การบ่มเชื้อ
           นำขวดเพาะที่ใส่เชื้อเห็ดไปตั้งไว้ในห้องที่อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 18 – 20 องศาเซลเซียส  ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิภายในขวดขี้เลื่อยเหมาะต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด  ใช้เวลา 25 – 30 วัน  เชื้อก็เจริญเต็มขวด

8.การสร้างตุ่มดอก
           เมื่อเชื้อเจริญเต็มขวด  ให้เปิดฝาออกแล้วใช้เหล็กปลายแบนงอเหมือนช้อนขุดเอาส่วนหน้าหรือส่วนที่เป็น เชื้อขี้เลื่อยออกให้หน้าเรียบ (ฟาร์มเห็ดใหญ่ๆ  จะใช้เครื่องแคะ) นำไปไว้  หรือลดอุณหภูมิห้องลงมาที่ 10 – 15 องศาเซลเซียส  (แล้วแต่สายพันธุ์เห็ด) ความชื้น 80 – 85 เปอร์เซ็นต์  ไม่ต้องใช้แสงสว่าง  รักษาอุณหภูมิและความชื้นให้สม่ำเสมอ  ใช้เวลา 5 – 10 วัน  ก็จะสร้างตุ่มดอก  แล้วเลี้ยงต่อจนดอกเห็ดโผล่พ้นปากขวด 2 – 3 เซนติเมตร

ที่มา : http://www.technoinhome.com/vspcite/front/board/show.php?tbl=tblwb03&gid=20&id=297&PHPSESSID=9dfdbe4c11bbf534df2527865628593

ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงศัตรูพืช


ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงศัตรูพืช บทความ ความรู้ เรื่องการเกษตร
      ไส้เดือน ฝอยในสกุล Steinemema spp. นับป็นหนึ่งในชีวภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด สามารถนำมาใช้ทดแทน และลดจำนวนครั้งของการใช้สารเคมีที่เป็นพิษ เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม การเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป สามารถทำได้ด้วยตนเอง ด้วยวัสดุอุปกรณ์ ที่มีราคาถูก หาได้ง่าย ใช้ต้นทุนต่ำ ให้ผลผลิตสูง การเพาะเลี้ยงใช้เอง ยังได้ไส้เดือนฝอยที่แข็งแรง และมีศักยภาพในการกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การใช้ไส้เดือนฝอย ในการกำจัดปลวก ก็เป็นทางเลือกที่ดี ที่ปลอดมลพิษ และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกด้วย
    ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง

  1. ขั้นตอนการเตรียมอาหารเพาะเลี้ยง
สูตรอาหารเทียมชนิดแข็งกึ่งเหลว ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอย ประกอบด้วย แหล่งอาหาร 2 ชนิดที่สำคัญคือ โปรตีนและไขมัน ที่ได้จากพืชหรือสัตว์ ซึ่งี่หาได้ง่ายและราคาถูก สูตรอาหารเพาะเลี้ยงมีหลายสูตร ตัวอย่างเช่น สูตรไข่ไก่ การเตรียมอาหารเพาะเลี้ยง สูตรไข่ไก่ปริมาตร 2 ลิตร ประกอบด้วยไข่ไก่ 500 ซีซี. (9-10ฟอง) ผสมน้ำมันหมู 200 ซีซี. และน้ำสะอาด 300 ซีซี. ปั่นในเครื่องปั่นผสมอาหาร ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เทเก็บไว้ในภาชนะ เพื่อใช้คลุกกับวัสดุเพาะเลี้ยง

  2. ขั้นตอนการเตรียมวัสดุคลุกอาหาร และภาชนะบรรจุอาหารเพาะเลี้ยง

      2.1 วัสดุคลุกอาหารเพาะเลี้ยง นำแผ่นฟองน้ำสังเคราะห์ ล้างน้ำสะอาด และผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำมาตัด เป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 1x1 ซม. ใช้คลุกกับอาหาร ได้เป็นก้อนอาหาร สำหรับใช้เพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอย

      2.2 ภาชนะบรรจุอาหารเพาะเลี้ยง ใช้ถุงพลาสติกทนร้อนชนิดหนา ขนาด 8x12 นิ้ว เป็นภาชนะบรรจุก้อนอาหารเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอย

  3. ขั้นตอนการคลุกอาหาร และบรรจุในถุงเพาะเลี้ยง
นำอาหารเพาะเลี้ยงปริมาตร 1 ลิตร เทลงบนก้อนฟองน้ำ น้ำหนัก 60 กรัม ใช้มือคลุกเคล้าผสม ให้อาหารดูดซับ ในก้อนฟองน้ำให้ทั่ว จะได้เป็นก้อนอาหาร นำก้อนอาหาร ใส่ลงในภาชนะบรรจุเพาะเลี้ยง หรือถุงทนร้อน แบ่งเท่าๆกัน ได้จำนวน 10 ถุงเพาะ จัดรูปทรงถุงเพาะ ให้เป็นรูปสามเหลี่ยม ใช้เครื่องรีดความร้อน รีดปิดปากถุง จะได้ถุงอาหารเพาะเลี้ยง เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม

  4. ขั้นตอนการอบนึ่งฆ่าเชื้อถุงอาหารเพาะเลี้ยง
ใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร เป็นถังนึ่งฆ่าเชื้อถุงอาหาร โดยใส่น้ำในถังประมาณ 1 ใน 8 ของถัง ภายในถังนึ่งมีตะแกรงที่ทำจากลวด วางอยู่บนฐานไม้ หรือฐานเหล็กฉากที่ก้นถัง เพื่อกันไม่ให้ถุงเพาะเลี้ยงถูกน้ำ จากนั้นนำถุงอาหารเพาะเลี้ยง ใส่ในถุงพลาสติกทนร้อนขนาดใหญ่อีก 1 ชั้น นำไปวางบนตะแกรงลวดภายในถังนึ่ง ปิดฝาถัง นำไปนึ่งบนเตาแก๊ส ใช้เวลา2 1/2 ชั่วโมง แล้วพักถุงอาหารไว้ในถัง 30 นาที ก่อนจะนำออกมา จัดถุงเพาะให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม และเขย่าถุงให้ก้อนอาหารกระจายเป็นก้อนๆ ไม่ติดเป็นกลุ่ม ใช้กรรไกรขลิบถุงให้อากาศเข้าเล็กน้อย ตั้งให้อาหารเย็นก่อนใส่หัวเชื้อไส้เดือนฝอย

ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงศัตรูพืช บทความ ความรู้ เรื่องการเกษตร
  5. ขั้นตอนการล้างหัวเชื้อไส้เดือนฝอย เพื่อใช้เพาะเลี้ยงในถุงอาหาร
นำหัวเชื้อไส้เดือนฝอยของกรมวิชาการเกษตร ที่บรรจุในซองพลาสติก มาตัดถุง และเทโพลิเมอร์ลงในภาชนะ เติมน้ำสะอาดพอท่วม ใช้มือกวนล้างไส้เดือนฝอยให้หลุดออกจากผิวของโพลิเมอร์ เทน้ำและโพลิเมอร์ทั้งหมดผ่านกระชอนกรองแยก ส่วนของโพลิเมอร์จะติดอยู่บนกระชอน ส่วนของน้ำซึ่งมีตัวไส้เดือนฝอย จะผ่านกระชอนลงสู่ภาชนะที่รองรับ นำน้ำที่ผ่านการกรองเทเก็บในแก้วใส จากนั้นนำไปตั้งไว้ประมาณ 15 นาที ให้ตกตะกอน แล้วค่อยๆ รินน้ำส่วนบนทิ้ง ให้เหลือแต่ตะกอนไส้เดือนฝอยที่เห็นเป็นสีเหลืองอ่อนที่ก้นแก้ว ปรับปริมาตรน้ำให้ได้ประมาณ 15 ซีซี.

  6. ขั้นตอนการใส่หัวเชื้อไส้เดือนฝอย ในถุงอาหารเพาะเลี้ยง
เตรียมพื้นที่ที่สะอาด โดยใช้แอลกอฮอล์ร้อยละ 70-75 พ่นฆ่าเชื้อที่พื้นบริเวณที่ใส่เชื้อ รวมถึงมือของผู้ปฏิบัติ และถุงอาหารเพาะเลี้ยงที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว การใส่ไส้เดือนฝอยในถุงอาหารเพาะเชื้อ ทำได้โดยใช้กระบอกและเข็มฉีดยาใหม่ที่ฆ่าเชื้อแล้ว ขนาดปริมาตร 20 ซีซี. ดูดหัวเชื้อไส้เดือนฝอยที่เตรียมไว้ ฉีดผ่านถุงอาหารลงสู่ก้อนอาหารภายในถุงเพาะ ถุงละ1ซีซี.

  7. ขั้นตอนการบ่มเพาะเลี้ยง
นำถุงอาหารเพาะเลี้ยงที่ใส่หัวเชื้อแล้ว ไปตั้งวางบนชั้น ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท อุณหภูมิที่พอเหมาะอยู่ระหว่าง 27-33 องศาเซลเซียส หัวเชื้อไส้เดือนฝอยจะเจริญเติบโต และขยายพันธุ์ภายในถุงเพาะเลี้ยง จนอาหารหมด ใช้เวลาประมาณ7วัน จะสังเกตเห็นไส้เดือนฝอยเคลื่อนที่เกาะรอบถุงเพาะเลี้ยง เป็นเส้นตาข่ายสีขาว หรือรวมกลุ่มกันเป็นกระจุก

  8. ขั้นตอนการแยกผลผลิตไส้เดือนฝอยจากถุงเพาะเลี้ยง
เติมน้ำในถุงเพาะ เพื่อล้างให้ไส้เดือนฝอยหลุดออกมา และเททั้งหมดลงในถังสะอาด ทำซ้ำ2-3ครั้ง เพื่อล้างไส้เดือนฝอยให้หมดจากถุงเพาะ เทรวมไว้ในถังสะอาด หยดน้ำยาล้างจานลงไปประมาณ 25 ซีซี. ช่วยลดคราบไขมัน กวนและขยำก้อนฟองน้ำ ให้ไส้เดือนฝอยเคลื่อนที่ออกมาอยู่ในน้ำ จากนั้นเททั้งหมดผ่านตะแกรง หรือกระชอน เพื่อกรองแยกก้อนฟองน้ำทิ้งไป ส่วนของน้ำที่ผ่านตะแกรงลงสู่ถัง จะมีไส้เดือนฝอยจำนวนมาก ที่ได้จากการเลี้ยงขยายในถุงเพาะ จากนั้นนำไปใส่ในถังพ่นสารเคมีชนิดสะพายหลัง สามารถนำไปพ่นกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ทันที


ที่มา : เอกสารประกอบการจัดนิทรรศการ
เรื่อง มหัศจรรย์เกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
งานเกษตรมหัศจรรย์ วันเทคโนโลยีชาวบ้าน ครั้งที่2

 http://www.kasetd.com/earthworms.html

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บ่อหมักก๊าชชีวภาพ แบบโอ่ง


บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง เป็นระบบผลิตก๊าซชีวภาพ จากการหมักมูลสัตว์อย่างง่าย ได้ผลผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ ซึ่งประกอบด้วยก๊าซมีเทน ร้อยละ 50-75 เป็นก๊าซที่ติดไฟได้ สำหรับใช้หุงต้ม ภายในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังได้ผลผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงดิน ในพื้นที่ทำการเกษตรอีกด้วย


บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
วิธีการใช้งาน
1. ให้เตรียมมูลวัว (มูลต้องสดอย่างเดียว มูลที่ใช้ต้องไม่เกิน 2 วัน) ใช้มูลต่อน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 1 คือ มูล 1 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน คนผสมให้เข้ากัน เติมลงในบ่อ ให้ได้ระดับอิฐบล็อก 3 ก้อน หรือ 60 เซนติเมตร

2. เมื่อเติมได้ระดับ 60 เซนติเมตร แล้วต่อไปให้เตรียมมูลวัว ต่อน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ทุกวัน ประมาณ 10 วัน จึงจะได้แก๊ส

3. เมื่อครบ 10 วันแล้ว ให้เปิดวาล์วหัวแก๊สวันละครั้ง เป็นเวลา 3 วัน (การเปิดวาล์ว ให้เปิดแล้วได้ยินเสียงลมออก จนไม่ได้ยินเสียงลมออก แล้วจึงปิดวาล์ว) หลังจากนั้นจึงนำแก๊สมาใช้ได้ตามปกติ
 

แบบและส่วนประกอบ บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง 
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
1. ถังส้วม เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร
2. ท่อใยหิน เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 2 เมตร
3. โอ่งแดง
4. ท่อนำแก๊สขนาด 4 หุน ยาว 45 เซนติเมตร
5. อิฐบล็อก 80 ก้อน ปูน 8-10 ถุง
6. ทรายและหิน อย่างละ 1 ลบ.ม.
7. น้ำยากันซึม 1 ลิตร
8. ฟลิ้นโค้ท 1 กระป๋อง
9. เหล็ก 2 หุน 2-3 เส้น

ขั้นตอนการผลิต บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 1 : ขุดดินเพื่อวางโอ่ง ซึ่งเป็นบ่อหมัก ลึกประมาณ 1-1.2 เมตร และขุดดินด้านหน้า ต่อจากโอ่ง สำหรับสร้างบ่อมูลล้น 2x2x0.7 เมตร
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 2 : นำโอ่งลง และเจาะรูสำหรับเติมมูล ทำมุม 90 องศากับบ่อล้น สูงจากก้นโอ่ง 30 เซนติเมตร ขนาด 4 นิ้ว สวมท่อใยหินเข้ากับโอ่ง พร้อมกับใช้ปูนเค็มผสมน้ำยากันซึม อุดรูให้สนิท
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 3 : นำถังส้วม 80 เซนติเมตร วางทับท่อใบหิน เป็นบ่อเติมมูล และเทพื้น โดยให้เอียงเข้าหาปากท่อ
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 4 : เจาะผนังด้านหน้าโอ่ง 40x40 เซนติเมตร วัดจากก้นโอ่ง เพื่อทำช่องระบายมูล
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 5 : ทำบ่อมูลล้น โดยเทพื้นหนา 5 เซนติเมตร และก่อบล็อกขนาด 2x2x0.7 เมตร ให้เสมอบ่าโอ่ง และฉาบเรียบด้านใน
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 6 : ฉาบขัดมันทั้งด้านใน และด้านนอก และด้านในโอ่ง โดยเน้นตั้งแต่ครึ่งโอ่งบน ซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้เก็บก๊าซ
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 7 : ทำแบบพื้น โดยวัดขนาดจากปากโอ่ง ให้สวมค้างปากโอ่งได้ ขุดดินตามแบบขนาดที่วัดได้ ลึก 3.5 ซม. ใช้ท่อนำแก๊สขนาด 1/4 นิ้ว สวมกลางแบบ ให้ท่อเลยแบบลงด้านล่าง 2-3 เซนติเมตร เทปูนที่ผสมน้ำยากันซึม ทิ้งให้แห้ง
ขั้นตอนที่ 8 : วางแบบพื้นที่ได้จากข้อ 7 บนปากโอ่ง ทำแบบ สำหรับเทรอบปากโอ่ง สูง 20 เซนติเมตร เทปูนที่ผสมน้ำยากันซึม กระทุ้งปูนไล่อากาศให้ทั่วแบบ ทิ้งไว้ให้หมาด ปั้นปูน หรือก่อขอบสูง 5 เซนติเมตร เพื่อขังน้ำตรวจสอบรูรั่ว
ขั้นตอนที่ 9 : ทาฟลิ้นโค้ท ทั้งนอกและในโอ่ง 2 รอบ
ขั้นตอนที่ 10 : รอให้ปูนเซ็ตตัวประมาณ 3-5 วัน ระหว่างรอ จะต้องบ่มปูนกันร้าว หลังจากนั้นนำมูลวัวผสมน้ำ 1:1 เติมให้เต็ม หมัก 10-15 วัน จะได้ก๊าซชีวภาพใช้งาน
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
คุณสมบัติของ บ่อหมักก๊าซชีวภาพ
- เป็นพลังงานก๊าซชีวภาพ จุดติดไฟ และให้ความร้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้หุงต้มอาหาร จุดตะเกียงให้แสงสว่าง
- รักษาสิ่งแวดล้อม ป้องกันกลิ่น และไข่แมลงต่างๆ ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ จะถูกทำลายลงไป ในขณะที่มีการหมัก
- ให้ปุ๋ยอินทรีย์ ในการฟื้นฟูสภาพดิน
- ช่วยลดการระบาดของโรคพืช และวัชพืช
- ปริมาณแก๊สที่เกิดต่อบ่อ 1 ครั้ง ใช้ได้ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง (80 ปอนด์) ถ้าแก๊สหมดจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงจะมีแก๊สเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ถ้าจะให้เกิดแก๊สขึ้นเร็วกว่านั้น ต้องผสมขี้วัวกับน้ำเทลงไปด้วย
- ต้นทุนประมาณ 8,000 บาท

การขยายพันธุ์ ลองกอง

ลองกอง ในประเทศไทยมีหลายชนิด มีลักษณะแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้างความแตกต่างดั้งเดิมที่เริ่มค้นพบลองกอง สายพันธุ์ลองกองที่รวบรวมได้ทั้งหมด 7 สายพันธุ์ ดังนี้

1.ลองกองทั่วไป
ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ผลค่อนข้างกลม ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอกันทั้งช่อ ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 2.88 ซ.ม. และยาว 3.26 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล มีรอยด่างสีดำคล้ายเขม่าจับอยู่เกือบทั่วผล มีจุดสีน้ำตาลประปราย เปลือกผลหนาประมาณ 1 ม.ม. ลักษณะของผลในช่อค่อนข้างแน่น มีน้ำยางขาวขุ่น (ผลค่อนข้างสด) จำนวนเมล็ดขนาดใหญ่ 1-0 เมล็ดต่อผล มักพบเมล็ดลีบ 1-2 เมล็ดต่อผล ถ้าผลไหนมี 4 กลีบจะพบเมล็ดทั้ง 4 กลีบ (ใหญ่ 3 เล็ก 1) ถ้าปอกหรือบีบผลตามแนวยาวจะไม่พบน้ำยางขาวขุ่นเลย ผลมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว(ผลค่อนข้างสด)
ลักษณะผลของลองกองทั่วไป
ลักษณะผลของลองกองทั่วไป


 2.ลองกองแกแลแมร์ (ลองกองแปรแมร์)         
           ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมถึงกลม ขนาดของผลโดยเฉลี่ยกว้าง 3.14  ซ.ม.ยาว 3.30 ซ.ม.ผิวเปลือกมีสีเหลืองอ่อน มีจุดสีน้ำตาลประปราย ขนาดของผลในช่อค่อนข้างสม่ำเสมอ ขนาดของผลปลายช่อจะมีขนาดเล็กกว่าส่วนอื่นๆ ผลมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อผ่า เมื่อผ่าตามขวางพบปริมาณน้ำยางขาวขุ่นค่อนข้างมาก แต่ถ้าแกะเปลือกผลตามยาวจะไม่พบน้ำยาง ผลค่อนข้างแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำเนื้อผลมีรสหวานสนิท
ลักษณ์ผลของลองกองแกแลแมร์
ลักษณะผลของลองกองแกแลแมร์
3.ลองกองคันธุลี  
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ขนาดของช่อค่อนข้างใหญ่ ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 3.30 ซ.ม. และยาว 3.59 ซ.ม.ผลมีน้ำหนักมาก ผลแน่นเต็มช่อ ลักษณะของผลค่อนข้างกลม มีจุดสีน้ำตาลประปรายเห็นได้ชัดเจน สีของเปลือกผลค่อนข้างเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีรอยด่างคล้ายคราบเขม่ากระจายอยู่ทั่วทั้งผล พบเมล็ดทั้งใหญ่และลีบในผลเดียวกัน ผลมีรสหวานสนิท


ลักษณะผลของลองกองคันธุลี
ลักษณะผลของลองกองคันธุลี
4.ลองกองธารโต
           ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ผลค่อนข้างกลม ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอกันทั้งช่อ ขนาดของผลโดยเฉลี่ยกว้าง 3.01 ซ.ม. และ ยาว 3.14 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองนวล ผิวค่อนข้างเกลี้ยง มีจุดประสีน้ำตาลเล็กน้อยบริเวณปลายผลขั้วผลติดช่อค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดต่อผลน้อย พบเมล็ดลีบบ้างเนื้อผลแห้ง มีรสชาติหวานเปลือกหนา และสามารถแกะเปลือกได้ง่าย



ลักษณะผลของลองกองธารโต
ลักษณะผลของลองกองธารโต
5.ลองกองไม้
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ลักษณะของผลค่อนข้างกลม พบทรงรีบ้าง ขนาดของผลโดยเฉลี่ยกว้าง 3.25 ซ.ม.และยาว 3.47 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีน้ำตาลประปราย แต่ค่อนข้างน้อย ผิวผลเรียบ จำนวนผลต่อช่อไม่มากนัก ช่อดอกมีขนาดสั้น ถ้าผลไหนไม่พบเมล็ดใหญ่ จะพบเมล็ดลีบแทน เมล็ดลีบมีสีน้ำตาล เปลือกผลค่อนข้างบางน้อยกว่า 1 ม.ม.



ลักษณะผลของลองกองไม้
ลักษณะผลของลองกองไม้
6.ลองกองเปลือกบาง
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีบ้างที่คล้ายรูปหยดน้ำ ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 3.19 ซ.ม.และยาว 3.56 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีน้ำตาลประปรายค่อนข้างมาก ที่บริเวณเปลือกผลมีคราบคล้ายเขม่าสีดำติดอยู่ ความหนาของเปลือกแทบจะไม่แตกต่างจากลองกองปกติ สามารถปอกเปลือกผลได้ง่าย ผลแห้งไม่ฉ่ำน้ำมีรสชาติหวานสนิท


ลักษณะผลของลองกองเปลือกบาง
ลักษณะผลของลองกองเปลือกบาง
7.ลองกองกาญจนดิษฐ์
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ลักษณะของผลกลมรี ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 3.04 ซ.ม. และยาว 3.42 ซ.ม.ขนาดของช่อค่อนข้างสั้น เปลือกผลมีสีเหลืองนวลถึงสีน้ำตาล มีจุดสีน้ำตาลประปรายทั่วผลเปลือกไม่หนามากและผลมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน

ลักษณะผลของลองกองกาญจนดิษฐ์
ลักษณะผลของลองกองกาญจนดิษฐ์



          การขยายพันธุ์ลองกอง
 เพื่อจุดมุ่งหมายให้ได้ต้นพันธุ์ดี พันธุ์แท้สามารถทำได้หลายวิธีทั้งเพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ต่อกิ่ง(เสียบยอดและเสียบข้าง)และติดตา
          1. การเพาะเมล็ด ทำได้โดยคัดเลือกเมล็ดลองกองพันธุ์แท้มาปลูกโดยมั่นใจว่าไม่มีเมล็ดพันธุ์อื่น เช่น ลางสาด ดูกูมาปะปนโดยที่ผลลองกอง 100 ผล หนักประมาณ 2 กก. จะมีเมล็ดสมบูรณ์เพียงประมาณ 10-12 เมล็ดเท่านั้น ล้างเมล็ดให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้งแล้วนำไปเพาะทันที ในขี้เถ้าแกลบผสมทราบ ในอัตรา 1:1 โดยฝังเมล็ดในวัสดุ เพาะลึกประมาณครึ่งเซนติเมตรแล้วเกลี่ยกลบด้วยวัสดุเพาะ ดูแลรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมล็ดก็จะเริ่มงอกหลังจากเพาะประมาณ15-45วัน เมล็ด1เมล็ดจะงอกได้ต้นกล้าประมาณ1-3ต้นจากนั้นเมื่อใบคู่แรกแก่เต็มที่จึงย้ายไปปลูกในถุงเพาะชำต่อไป
          2. การทาบกิ่ง ต่อกิ่งและติดตา โดยใช้ต้นตอที่เพาะเมล็ดจากดูกูหรือลางสาด ตามวิธีเดียวกับเพาะเมล็ดลองกองที่กล่าวแล้วข้างต้น จะประสบความสำเร็จมากกว่าการถอนต้นกล้าจากใต้ต้นมาทำเป็นต้นตอ ซึ่งต้นตอที่เหมาะสมควรจะมีอายุิประมาณ7-10 เดือนส่วนต้นแม่พันธุ์ควรเป็นต้นพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตแล้ว และควรทำการขยายพันธุ์ในฤดูฝน เพราะต้นตอและต้นแม่พันธุ์อยู่ในระยะการเจริญเติบโตมีความสมบูรณ์สูง รวมทั้งเป็นระยะที่ความชื้นในอากาศสูงซึ่งจะช่วยให้เนื้อเยื่อบริเวณรอยต่อประสานกันได้อย่างสมบูรณ์
การทาบกิ่ง วิธีทาบกิ่งที่ให้ผลดี คือ การทาบกิ่งแบบปาด ดัดแปลง หรือฝานบวบแปลง
การต่อกิ่ง ทำได้ 2 วิธี คือ การเสียบยอด และ เสียบข้าง
          การเสียบยอดเป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุด ต้นตอที่เหมาะสม สมควรมีขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตร กิ่งพันธุ์ที่นำมาใช้จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กกว่าต้นตอก็ใช้ได้ โดยใช้เทคนิคจัดแนวเนื้อเยื่อเจริญให้ตรงกันด้านใดด้านหนึ่ง โดยถ้ากิ่งพันธุ์ดีมีขนาดใหญ่กว่าต้นตอ
ให้ใช้ไมไผ่ผ่าซีกมาช่วยค้ำพยุงลำต้นจนกว่ารอยแผลประสานกันสนิท
          การเสียบข้าง วิธีนี้เหมาะกับต้นตอที่มีอายุมากกว่า 1 ปี หรือมีขนาดประมาณแท่งดินสอหรือใหญ่กว่า ซึ่งเนื้อไม้จะเริ่มแข็งการ ผ่าต้นตอเพื่อเสียบยอดทำได้ยากและรอยแผลช้ำ สำหรับวิธีนี้ถ้าทำครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จก็สามารถนำต้นตอกลับมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง
          การติดตาวิธีที่ได้ผลดีคือ การติดตาแบบเพลท ต้นตอที่ใช้มีขนาดใหญ่เหมือนกับที่ใช้ในการเสียบข้าง และจะต้องมีความสมบูรณ์เปลือกร่อนได้ง่าย สำหรับแผ่นตาพันธุ์ดีก็ควรเป็นตาที่สมบูรณ์และมีใบติดที่แผ่นตาด้วย

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีการแก้ไขและใช้ประโยชน์ที่ดินลูกรัง

 

คุณลุงสว่างมีวิธีบำรุงดินให้สามารถเพราะปลูกต้นไม้ได้โดยการนำปุ๋ยคอก(ขี้วัว ซึ่งเมื่อก่อนคุณลุงเลี้ยงวัวด้วย) นำปุ๋ยคอกมารองก้นหลุมไม้ผลที่ตนจะนำมาปลูก ซึ่งหลังจากนั้นเมื่อดูแลพรวนดินด้วยกิ่งก้านใบที่ร่วงหรือถางวัชพืชต่างๆก็จะปล่อยให้มันทับถมกันไปจนเป็นหน้าดินและบริเวณพื้นที่ใกล้ๆไม้ยืนต้นหรือไม้ผลใหญ่ๆก็จะสามารถปลูกพืชไม้ชนิดอื่นๆได้

วิธีการแก้ไขและใช้ประโยชน์ที่ดินลูกรังของคุณลุงคือ
เริ่มต้นที่ดินผืนนี้การกับปลูกบนพื้นที่ดินลูกรัง โดยใช้การปลูกพืชไร่ เพราะดินลูกรังสามารถปลูกพืชไร่ได้หลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวไร่ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง

 ถั่วพุ่ม และพืชรากตื้นอื่นๆ โดยที่ดินต้องมีหน้าดินหนาประมาณ20 ซ.ม.ขึ้นไป และเป็นดินที่มีการระบายน้ำดีหรือดีปานกลาง คือไม่อยู่ในสภาพน้ำขังแช่นานในช่วงฤดูฝน

 การบำรุงรักษาควรเน้นด้านความอุดมสมบูรณ์และการรักษาความชื้นในดิน หลังจากนั้นก็ปลูกพันธุ์ไม้พุ่มตระกูลถั่วบำรุงดิน เป็นพืชแถบขวางควาลาดเทพื้นที่เพราะตระกูลถั่วจะเจริญเติบโตได้เร็วและขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นที่มีน้ำขังให้น้ำหนักพืชสดสูงหลังจากหว่านถั่ว โดยไม่มีการไถพรวน 

ถั่วเขียวสามารถงอกเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้โดยไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชวิธีเมื่อปลูกได้สักระยะคุณภาพของดินจะดีขึ้น

จากนั้นคุณลุงจึงหันมาปลูกเป็นไม้ยืนต้นและผลไม้บางชนิด โดยมีการจัดการที่เหมาะสมการใช้ประโยชน์ในการปลูกไม้ยืนต้นประเภทไม้โตเร็ว โดยเฉพาะดินลูกรังที่มีชั้นลูกรังไม่จับกันแน่นนัก ไม้ยืนต้นที่ควรพิจารณา ได้แก่ ยูคาลิปตัส กระท้อน กระถินต่างๆ นุ่น สะเดา ขี้เหล็กบ้าน มะม่วง มะขาม น้อยหน่า มะขามเทศ พุทราและไผ่ 

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการปลูกไม้ยืนต้นคือ ขุดหลุมปลูกขนาด75x75x75 ซม. ปรับปรุงหลุมปลูกด้วยหน้าดินร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 25-50กก./หลุม มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่นการสร้างคันดิน ทำขั้นบันไดดินทำฐาน

ปลูกเฉพาะต้น ปลูกพืชคลุมดิน ทำแนวรั้วหรือทำฐานเฉพาะต้นหญ้าแฝกในช่วงเจริญเติบโตก่อนเก็บผลผลิตและภายหลังเก็บผลผลิตใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำตามชนิดพืชที่ปลูกพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการระบบการให้น้ำในแปลงปลูก