วันพุธที่ 29 สิงหาคม พ.ศ. 2555

มาปลูกเห็ดเข็มทองกันเถอะ



เห็ดเข็มทอง เบอร์ 1 มีลักษณะเส้นใยสีขาว บางส่วนเปลี่ยนเป็นสีเหลือง-น้ำตาล เมื่ออายุมากกว่า 45 วัน เจริญได้ดีที่อุณหภูมิ 22-26 องศาเซลเซียส ดอกเป็นกลุ่ม ก้านยาว 6-12ซม. หมวกดอกมีขนาดเล็ก 0.5-1.5 ซม. สีของก้านส่วนล่างจะมีสีน้ำตาลดำและอ่อนลงเป็นสีเหลืองจนถึงหมวกดอก ให้ผลผลิตได้ดีที่อุณหภูมิ 8-18 องศาเซลเซียส

ลักษณะประจำพันธุ์ 
ดอกเห็ดมี ลักษณะเป็นกลุ่ม หมวกดอกโค้งนูนลง สีเหลืองทอง ขนาด เส้นผ่านศูนย์กลาง 1-5 ซม. ก้านดอกสีเหลือง โคนก้านสีน้ำตาลเข้มดำ ก้านยาว 3-12 ซม. พิมพ์สปอร์ (Spore print) สีขาว สปอร์รูปไข่ปลายมนสีขาว ขนาด 5-8 X 3-4 ไมครอน

ลักษณะการเจริญเติบโต
          ระยะเส้นใย เส้นใยเจริญบนอาหาร พี ดี เอ มีสีขาวและเต็มจานแก้วเลี้ยงเชื้อขนาดเส้นผ่านศูนย์กลาง 9 ซม.ในเวลาประมาณ 10 วัน ที่อุณหภูมิ 23±3 องศาเซลเซียส เส้นใยเจริญได้ในที่มืด ดอกเห็ดเกิดบน พี ดี เอ ได้เมื่อเส้นใยอายุ 45±10 วัน และต้องมีแสงสว่าง
 ระยะหัวเชื้อ เส้นใยเจริญเต็มเมล็ดข้าวฟ่างนึ่งฆ่าเชื้อ (100 กรัม) ในเวลาประมาณ 12 วัน ที่อุณหภูมิ 23±3 องศาเซลเซียส    
ระยะบ่มเชื้อ เส้นใยเจริญเต็มที่อาหารผสมขี้เลี่อย (600 กรัม) ในเวลาประมาณ 45 วัน ที่อุณหภูมิ 23±3 องศาเซลเซียส
ระยะออกดอก เห็ดออกดอกเก็บได้ 3-4 ครั้งภายใน 2 เดือน ที่อุณหภูมิ 13±3 องศาเซลเซียส ต้องการแสงสว่าง ความชื้นสัมพัทธ์ 90-95%

ผลผลิตเฉลี่ย  50-150 กรัม (น้ำหนักอาหารผสมขี้เลื่อย 600 กรัม)

ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง เห็ดให้ได้ผลผลิต

1.โรงเพาะ
 โรงเรือนเพาะเห็ดเข็มทองที่ดีจะต้องสร้างแบบห้องเย็น  ภายใต้หลังคา สามารถ ควบคุมอุณหภูมิ  ความชื้น  อากาศและแสงสว่างได้ดี  มีพื้นที่สำหรับกองขี้เลื่อย  และติดตั้งอุปกรณ์ต่างๆ  เช่น เครื่องผลิตไอน้ำ  ตู้อบฆ่าเชื้อ  เครื่องมือต่างๆ  และควรมีเครื่องกำเนิดไฟฟ้าสำรองในกรณีไฟฟ้าดับด้วย

2.การเตรียมเชื้อเห็ด
 เชื้อ เห็ดสายพันธุ์ที่ตลาดนิยม  เลี้ยงเชื้อบริสุทธิ์ในอาหารวุ้น PDA หรือ PDYA  ที่อุณหภูมิ 20 – 25 องศาเซลเซียส  แล้วจึงขยายเชื้อลงในเมล็ดข้าวฟ่างหรือขี้เลื่อยผสมรำ 10 เปอร์เซ็นต์  ใช้เป็นหัวเชื้อ

3.การเตรียมวัสดุเพาะ
 วัสดุเพาะ ที่ใช้กันโดยทั่วไปคือ  ขี้เลื่อยผสมรำละเอียด 10 – 20 เปอร์เซ็นต์  นอกจากนี้อาจจะผสมแกลบ 5 – 10 เปอร์เซ็นต์  และอาหารเสริมอื่นๆ  ตามความเหมาะสมของเชื้อเห็ดแต่ละสายพันธุ์  ขี้เลื่อยควรรดน้ำกองทิ้งไว้จนน้ำที่ไหลซึมออกมามีใส ในระหว่างกองหมักน้ำควรกลับกองเพื่อความสม่ำเสมอในการชะล้างยางไม้ออกจากขี้ เลื่อย  เสร็จแล้วกองให้สะเด็ดน้ำเพื่อเตรียมใช้งานต่อไป  ส่วนผสมของวัสดุเพาะควรมีความชื้นอยู่ระหว่าง 58 – 62 เปอร์เซ็นต์

       3.1.การเตรียมอาหาร วสัดุที่ใช้ผสมเป็นอาหารเพาะเลี้ยงเห็ดเข็มเงินประกอบด้วย
              - ขี้เลื่อยไม้ยางพารา 75 กิโลกรัม
              - รําละเอียด 20 กิโลกรัม
              - ข้าวโพดบด 5 กิโลกรัม
              - นํ้า 60 กิโลกรัม

วัสดุ ทั้งหมดนี้นำมาคลุกให้เข้ากันอย่างดีจะมี ความชื้น 60-65 % นำอาหารที่เตรียมแล้วนำไปบรรจุในถุงพลาสติกทนร้อน ขนาด 7 x 12 นิ้ว อาจบรรจุในพลาสติกได้อัดให้แน่นจะได้ปริมาณอาหารถุงละ 600 กรัม (วิธีบรรจุ เช่น เดียวกับการเตรียมถุงอาหารเห็ดโดยทั่วไป) ใส่คอขวด (พลาสติก) ปิดจุกสำลี แล้วหุ้มด้วยกระดาษป้องกันสำลีเปียก

4.ภาชนะที่ใช้เพาะเห็ด
 นิยมใช้ขวดพลาสติกทนความร้อนสูง  มีลักษณะทั่วไปโดยประมาณดังนี้ ความ จุ 1 ลิตร  ปากกว้าง 6 เซนติเมตร  ใส่วัสดุเพาะหมัก 750 กรัม  บรรจุขี้เลื่อยด้วยเครื่องบรรจุ  พร้อมทั้งอัดและเจาะรูตรงกลางโดยอัตโนมัติ  ปิดปากขวดด้วยฝาพลาสติกแบบมีที่กรองอากาศ

5.การอบฆ่าเชื้อ
  อบฆ่าเชื้อขวดขี้เลื่อยที่อุณหภูมิ 95 องศาเซลเซียส  เป็นเวลา 4 ชั่วโมง  จากนั้นจึง เพิ่มอุณหภูมิเป็น 120 องศาเซลเซียส  หรือจะอบที่อุณหภูมิ 121 องศาเซลเซียส  เป็นเวลานาน     2 ชั่วโมง  ก็ได้  ระหว่างที่อบฆ่าเชื้อต้องระวังอย่างให้น้ำไหลเข้าไปในขวดขี้เลื่อย  จะทำให้ความชื้นสูงเกินไป  เชื้อเห็ดจะเจริญเติบโตได้ไม่ดี หรือเรียกอีกอย่างว่าการนึ่งอาหาร ถุงอาหารขี้เลื่อยผสมที่เตรียมไว้แล้วนี้ นําไปผ่านการฆ่าเชื้อ โดยนึ่งในหม้อนึ่งไม่อัดความดัน อุณหภูมิประมาณ 100  ํC เป็นเวลา 3 ชั่วโมง หรือนึ่งด้วยหม้อนึ่งอัดความดัน อุณหภูมิประมาณ 121 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 1-2 ชั่วโมง

6.การใส่เชื้อ
          เมื่ออบฆ่าเชื้อเสร็จเรียบร้อยแล้ว  ทิ้งขวดขี้เลื่อยให้เย็นประมาณ 20 องศาเซลเซียส  จึงจะใส่เชื้อ  การเพาะเห็ดแบบอุตสาหกรรมจะต้องใช้เครื่องมือเป็นส่วนใหญ่  การใส่เชื้อก็เช่นกันจะใส่ด้วยเครื่องโดยใช้เชื้อที่ทำจากขี้เลื่อย  ใส่ในอัตราส่วนประมาณ 15 กรัมต่อขวด  หรือเชื้อ 1 ขวด  ต่อวัสดุเพาะ 50 ขวด หรือใส่เชื้อเห็ดที่เจริญในเมล็ดข้าวฟ่างถุงละ 15-20 เมล็ด

7.การบ่มเชื้อ
           นำขวดเพาะที่ใส่เชื้อเห็ดไปตั้งไว้ในห้องที่อุณหภูมิอยู่ระหว่าง 18 – 20 องศาเซลเซียส  ซึ่งจะทำให้อุณหภูมิภายในขวดขี้เลื่อยเหมาะต่อการเจริญเติบโตของเส้นใยเห็ด  ใช้เวลา 25 – 30 วัน  เชื้อก็เจริญเต็มขวด

8.การสร้างตุ่มดอก
           เมื่อเชื้อเจริญเต็มขวด  ให้เปิดฝาออกแล้วใช้เหล็กปลายแบนงอเหมือนช้อนขุดเอาส่วนหน้าหรือส่วนที่เป็น เชื้อขี้เลื่อยออกให้หน้าเรียบ (ฟาร์มเห็ดใหญ่ๆ  จะใช้เครื่องแคะ) นำไปไว้  หรือลดอุณหภูมิห้องลงมาที่ 10 – 15 องศาเซลเซียส  (แล้วแต่สายพันธุ์เห็ด) ความชื้น 80 – 85 เปอร์เซ็นต์  ไม่ต้องใช้แสงสว่าง  รักษาอุณหภูมิและความชื้นให้สม่ำเสมอ  ใช้เวลา 5 – 10 วัน  ก็จะสร้างตุ่มดอก  แล้วเลี้ยงต่อจนดอกเห็ดโผล่พ้นปากขวด 2 – 3 เซนติเมตร

ที่มา : http://www.technoinhome.com/vspcite/front/board/show.php?tbl=tblwb03&gid=20&id=297&PHPSESSID=9dfdbe4c11bbf534df2527865628593

ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงศัตรูพืช


ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงศัตรูพืช บทความ ความรู้ เรื่องการเกษตร
      ไส้เดือน ฝอยในสกุล Steinemema spp. นับป็นหนึ่งในชีวภัณฑ์ที่มีศักยภาพในการกำจัดแมลงศัตรูพืชได้หลายชนิด สามารถนำมาใช้ทดแทน และลดจำนวนครั้งของการใช้สารเคมีที่เป็นพิษ เพื่อความปลอดภัยต่อผู้ใช้ ผู้บริโภค และสิ่งแวดล้อม การเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอยกำจัดแมลง มีขั้นตอนไม่ยุ่งยาก เกษตรกรหรือบุคคลทั่วไป สามารถทำได้ด้วยตนเอง ด้วยวัสดุอุปกรณ์ ที่มีราคาถูก หาได้ง่าย ใช้ต้นทุนต่ำ ให้ผลผลิตสูง การเพาะเลี้ยงใช้เอง ยังได้ไส้เดือนฝอยที่แข็งแรง และมีศักยภาพในการกำจัดแมลงศัตรูพืช ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นอกจากนี้การใช้ไส้เดือนฝอย ในการกำจัดปลวก ก็เป็นทางเลือกที่ดี ที่ปลอดมลพิษ และไม่มีผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม อีกด้วย
    ขั้นตอนการเพาะเลี้ยง

  1. ขั้นตอนการเตรียมอาหารเพาะเลี้ยง
สูตรอาหารเทียมชนิดแข็งกึ่งเหลว ที่ใช้ในการเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอย ประกอบด้วย แหล่งอาหาร 2 ชนิดที่สำคัญคือ โปรตีนและไขมัน ที่ได้จากพืชหรือสัตว์ ซึ่งี่หาได้ง่ายและราคาถูก สูตรอาหารเพาะเลี้ยงมีหลายสูตร ตัวอย่างเช่น สูตรไข่ไก่ การเตรียมอาหารเพาะเลี้ยง สูตรไข่ไก่ปริมาตร 2 ลิตร ประกอบด้วยไข่ไก่ 500 ซีซี. (9-10ฟอง) ผสมน้ำมันหมู 200 ซีซี. และน้ำสะอาด 300 ซีซี. ปั่นในเครื่องปั่นผสมอาหาร ให้เป็นเนื้อเดียวกัน เทเก็บไว้ในภาชนะ เพื่อใช้คลุกกับวัสดุเพาะเลี้ยง

  2. ขั้นตอนการเตรียมวัสดุคลุกอาหาร และภาชนะบรรจุอาหารเพาะเลี้ยง

      2.1 วัสดุคลุกอาหารเพาะเลี้ยง นำแผ่นฟองน้ำสังเคราะห์ ล้างน้ำสะอาด และผึ่งให้แห้ง จากนั้นนำมาตัด เป็นก้อนสี่เหลี่ยมลูกเต๋าขนาด 1x1 ซม. ใช้คลุกกับอาหาร ได้เป็นก้อนอาหาร สำหรับใช้เพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอย

      2.2 ภาชนะบรรจุอาหารเพาะเลี้ยง ใช้ถุงพลาสติกทนร้อนชนิดหนา ขนาด 8x12 นิ้ว เป็นภาชนะบรรจุก้อนอาหารเพาะเลี้ยงไส้เดือนฝอย

  3. ขั้นตอนการคลุกอาหาร และบรรจุในถุงเพาะเลี้ยง
นำอาหารเพาะเลี้ยงปริมาตร 1 ลิตร เทลงบนก้อนฟองน้ำ น้ำหนัก 60 กรัม ใช้มือคลุกเคล้าผสม ให้อาหารดูดซับ ในก้อนฟองน้ำให้ทั่ว จะได้เป็นก้อนอาหาร นำก้อนอาหาร ใส่ลงในภาชนะบรรจุเพาะเลี้ยง หรือถุงทนร้อน แบ่งเท่าๆกัน ได้จำนวน 10 ถุงเพาะ จัดรูปทรงถุงเพาะ ให้เป็นรูปสามเหลี่ยม ใช้เครื่องรีดความร้อน รีดปิดปากถุง จะได้ถุงอาหารเพาะเลี้ยง เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม

  4. ขั้นตอนการอบนึ่งฆ่าเชื้อถุงอาหารเพาะเลี้ยง
ใช้ถังน้ำมันขนาด 200 ลิตร เป็นถังนึ่งฆ่าเชื้อถุงอาหาร โดยใส่น้ำในถังประมาณ 1 ใน 8 ของถัง ภายในถังนึ่งมีตะแกรงที่ทำจากลวด วางอยู่บนฐานไม้ หรือฐานเหล็กฉากที่ก้นถัง เพื่อกันไม่ให้ถุงเพาะเลี้ยงถูกน้ำ จากนั้นนำถุงอาหารเพาะเลี้ยง ใส่ในถุงพลาสติกทนร้อนขนาดใหญ่อีก 1 ชั้น นำไปวางบนตะแกรงลวดภายในถังนึ่ง ปิดฝาถัง นำไปนึ่งบนเตาแก๊ส ใช้เวลา2 1/2 ชั่วโมง แล้วพักถุงอาหารไว้ในถัง 30 นาที ก่อนจะนำออกมา จัดถุงเพาะให้เป็นรูปทรงสามเหลี่ยม และเขย่าถุงให้ก้อนอาหารกระจายเป็นก้อนๆ ไม่ติดเป็นกลุ่ม ใช้กรรไกรขลิบถุงให้อากาศเข้าเล็กน้อย ตั้งให้อาหารเย็นก่อนใส่หัวเชื้อไส้เดือนฝอย

ไส้เดือนฝอยกำจัดแมลงศัตรูพืช บทความ ความรู้ เรื่องการเกษตร
  5. ขั้นตอนการล้างหัวเชื้อไส้เดือนฝอย เพื่อใช้เพาะเลี้ยงในถุงอาหาร
นำหัวเชื้อไส้เดือนฝอยของกรมวิชาการเกษตร ที่บรรจุในซองพลาสติก มาตัดถุง และเทโพลิเมอร์ลงในภาชนะ เติมน้ำสะอาดพอท่วม ใช้มือกวนล้างไส้เดือนฝอยให้หลุดออกจากผิวของโพลิเมอร์ เทน้ำและโพลิเมอร์ทั้งหมดผ่านกระชอนกรองแยก ส่วนของโพลิเมอร์จะติดอยู่บนกระชอน ส่วนของน้ำซึ่งมีตัวไส้เดือนฝอย จะผ่านกระชอนลงสู่ภาชนะที่รองรับ นำน้ำที่ผ่านการกรองเทเก็บในแก้วใส จากนั้นนำไปตั้งไว้ประมาณ 15 นาที ให้ตกตะกอน แล้วค่อยๆ รินน้ำส่วนบนทิ้ง ให้เหลือแต่ตะกอนไส้เดือนฝอยที่เห็นเป็นสีเหลืองอ่อนที่ก้นแก้ว ปรับปริมาตรน้ำให้ได้ประมาณ 15 ซีซี.

  6. ขั้นตอนการใส่หัวเชื้อไส้เดือนฝอย ในถุงอาหารเพาะเลี้ยง
เตรียมพื้นที่ที่สะอาด โดยใช้แอลกอฮอล์ร้อยละ 70-75 พ่นฆ่าเชื้อที่พื้นบริเวณที่ใส่เชื้อ รวมถึงมือของผู้ปฏิบัติ และถุงอาหารเพาะเลี้ยงที่ผ่านการนึ่งฆ่าเชื้อแล้ว การใส่ไส้เดือนฝอยในถุงอาหารเพาะเชื้อ ทำได้โดยใช้กระบอกและเข็มฉีดยาใหม่ที่ฆ่าเชื้อแล้ว ขนาดปริมาตร 20 ซีซี. ดูดหัวเชื้อไส้เดือนฝอยที่เตรียมไว้ ฉีดผ่านถุงอาหารลงสู่ก้อนอาหารภายในถุงเพาะ ถุงละ1ซีซี.

  7. ขั้นตอนการบ่มเพาะเลี้ยง
นำถุงอาหารเพาะเลี้ยงที่ใส่หัวเชื้อแล้ว ไปตั้งวางบนชั้น ในห้องที่มีอากาศถ่ายเท อุณหภูมิที่พอเหมาะอยู่ระหว่าง 27-33 องศาเซลเซียส หัวเชื้อไส้เดือนฝอยจะเจริญเติบโต และขยายพันธุ์ภายในถุงเพาะเลี้ยง จนอาหารหมด ใช้เวลาประมาณ7วัน จะสังเกตเห็นไส้เดือนฝอยเคลื่อนที่เกาะรอบถุงเพาะเลี้ยง เป็นเส้นตาข่ายสีขาว หรือรวมกลุ่มกันเป็นกระจุก

  8. ขั้นตอนการแยกผลผลิตไส้เดือนฝอยจากถุงเพาะเลี้ยง
เติมน้ำในถุงเพาะ เพื่อล้างให้ไส้เดือนฝอยหลุดออกมา และเททั้งหมดลงในถังสะอาด ทำซ้ำ2-3ครั้ง เพื่อล้างไส้เดือนฝอยให้หมดจากถุงเพาะ เทรวมไว้ในถังสะอาด หยดน้ำยาล้างจานลงไปประมาณ 25 ซีซี. ช่วยลดคราบไขมัน กวนและขยำก้อนฟองน้ำ ให้ไส้เดือนฝอยเคลื่อนที่ออกมาอยู่ในน้ำ จากนั้นเททั้งหมดผ่านตะแกรง หรือกระชอน เพื่อกรองแยกก้อนฟองน้ำทิ้งไป ส่วนของน้ำที่ผ่านตะแกรงลงสู่ถัง จะมีไส้เดือนฝอยจำนวนมาก ที่ได้จากการเลี้ยงขยายในถุงเพาะ จากนั้นนำไปใส่ในถังพ่นสารเคมีชนิดสะพายหลัง สามารถนำไปพ่นกำจัดแมลงศัตรูพืชได้ทันที


ที่มา : เอกสารประกอบการจัดนิทรรศการ
เรื่อง มหัศจรรย์เกษตรตามแนวเศรษฐกิจพอเพียง
งานเกษตรมหัศจรรย์ วันเทคโนโลยีชาวบ้าน ครั้งที่2

 http://www.kasetd.com/earthworms.html

วันอาทิตย์ที่ 5 สิงหาคม พ.ศ. 2555

บ่อหมักก๊าชชีวภาพ แบบโอ่ง


บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง เป็นระบบผลิตก๊าซชีวภาพ จากการหมักมูลสัตว์อย่างง่าย ได้ผลผลิตเป็นก๊าซชีวภาพ ซึ่งประกอบด้วยก๊าซมีเทน ร้อยละ 50-75 เป็นก๊าซที่ติดไฟได้ สำหรับใช้หุงต้ม ภายในครัวเรือน นอกจากนี้ ยังได้ผลผลิตเป็นปุ๋ยอินทรีย์ ที่สามารถนำมาใช้ปรับปรุงดิน ในพื้นที่ทำการเกษตรอีกด้วย


บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
วิธีการใช้งาน
1. ให้เตรียมมูลวัว (มูลต้องสดอย่างเดียว มูลที่ใช้ต้องไม่เกิน 2 วัน) ใช้มูลต่อน้ำอัตราส่วน 1 ต่อ 1 คือ มูล 1 ส่วน ต่อน้ำ 1 ส่วน คนผสมให้เข้ากัน เติมลงในบ่อ ให้ได้ระดับอิฐบล็อก 3 ก้อน หรือ 60 เซนติเมตร

2. เมื่อเติมได้ระดับ 60 เซนติเมตร แล้วต่อไปให้เตรียมมูลวัว ต่อน้ำในอัตราส่วน 1 ต่อ 2 ทุกวัน ประมาณ 10 วัน จึงจะได้แก๊ส

3. เมื่อครบ 10 วันแล้ว ให้เปิดวาล์วหัวแก๊สวันละครั้ง เป็นเวลา 3 วัน (การเปิดวาล์ว ให้เปิดแล้วได้ยินเสียงลมออก จนไม่ได้ยินเสียงลมออก แล้วจึงปิดวาล์ว) หลังจากนั้นจึงนำแก๊สมาใช้ได้ตามปกติ
 

แบบและส่วนประกอบ บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง 
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
1. ถังส้วม เส้นผ่านศูนย์กลาง 80 เซนติเมตร
2. ท่อใยหิน เส้นผ่านศูนย์กลาง 4 นิ้ว ยาว 2 เมตร
3. โอ่งแดง
4. ท่อนำแก๊สขนาด 4 หุน ยาว 45 เซนติเมตร
5. อิฐบล็อก 80 ก้อน ปูน 8-10 ถุง
6. ทรายและหิน อย่างละ 1 ลบ.ม.
7. น้ำยากันซึม 1 ลิตร
8. ฟลิ้นโค้ท 1 กระป๋อง
9. เหล็ก 2 หุน 2-3 เส้น

ขั้นตอนการผลิต บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 1 : ขุดดินเพื่อวางโอ่ง ซึ่งเป็นบ่อหมัก ลึกประมาณ 1-1.2 เมตร และขุดดินด้านหน้า ต่อจากโอ่ง สำหรับสร้างบ่อมูลล้น 2x2x0.7 เมตร
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 2 : นำโอ่งลง และเจาะรูสำหรับเติมมูล ทำมุม 90 องศากับบ่อล้น สูงจากก้นโอ่ง 30 เซนติเมตร ขนาด 4 นิ้ว สวมท่อใยหินเข้ากับโอ่ง พร้อมกับใช้ปูนเค็มผสมน้ำยากันซึม อุดรูให้สนิท
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 3 : นำถังส้วม 80 เซนติเมตร วางทับท่อใบหิน เป็นบ่อเติมมูล และเทพื้น โดยให้เอียงเข้าหาปากท่อ
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 4 : เจาะผนังด้านหน้าโอ่ง 40x40 เซนติเมตร วัดจากก้นโอ่ง เพื่อทำช่องระบายมูล
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 5 : ทำบ่อมูลล้น โดยเทพื้นหนา 5 เซนติเมตร และก่อบล็อกขนาด 2x2x0.7 เมตร ให้เสมอบ่าโอ่ง และฉาบเรียบด้านใน
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 6 : ฉาบขัดมันทั้งด้านใน และด้านนอก และด้านในโอ่ง โดยเน้นตั้งแต่ครึ่งโอ่งบน ซึ่งจะเป็นส่วนที่ใช้เก็บก๊าซ
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
ขั้นตอนที่ 7 : ทำแบบพื้น โดยวัดขนาดจากปากโอ่ง ให้สวมค้างปากโอ่งได้ ขุดดินตามแบบขนาดที่วัดได้ ลึก 3.5 ซม. ใช้ท่อนำแก๊สขนาด 1/4 นิ้ว สวมกลางแบบ ให้ท่อเลยแบบลงด้านล่าง 2-3 เซนติเมตร เทปูนที่ผสมน้ำยากันซึม ทิ้งให้แห้ง
ขั้นตอนที่ 8 : วางแบบพื้นที่ได้จากข้อ 7 บนปากโอ่ง ทำแบบ สำหรับเทรอบปากโอ่ง สูง 20 เซนติเมตร เทปูนที่ผสมน้ำยากันซึม กระทุ้งปูนไล่อากาศให้ทั่วแบบ ทิ้งไว้ให้หมาด ปั้นปูน หรือก่อขอบสูง 5 เซนติเมตร เพื่อขังน้ำตรวจสอบรูรั่ว
ขั้นตอนที่ 9 : ทาฟลิ้นโค้ท ทั้งนอกและในโอ่ง 2 รอบ
ขั้นตอนที่ 10 : รอให้ปูนเซ็ตตัวประมาณ 3-5 วัน ระหว่างรอ จะต้องบ่มปูนกันร้าว หลังจากนั้นนำมูลวัวผสมน้ำ 1:1 เติมให้เต็ม หมัก 10-15 วัน จะได้ก๊าซชีวภาพใช้งาน
บ่อหมักก๊าซชีวภาพแบบโอ่ง
คุณสมบัติของ บ่อหมักก๊าซชีวภาพ
- เป็นพลังงานก๊าซชีวภาพ จุดติดไฟ และให้ความร้อน สามารถนำไปใช้ประโยชน์ได้หลายอย่าง เช่น ใช้หุงต้มอาหาร จุดตะเกียงให้แสงสว่าง
- รักษาสิ่งแวดล้อม ป้องกันกลิ่น และไข่แมลงต่างๆ ที่มีอยู่ในมูลสัตว์ จะถูกทำลายลงไป ในขณะที่มีการหมัก
- ให้ปุ๋ยอินทรีย์ ในการฟื้นฟูสภาพดิน
- ช่วยลดการระบาดของโรคพืช และวัชพืช
- ปริมาณแก๊สที่เกิดต่อบ่อ 1 ครั้ง ใช้ได้ประมาณ 45 นาที ถึง 1 ชั่วโมง (80 ปอนด์) ถ้าแก๊สหมดจะใช้เวลาประมาณ 30 นาที จึงจะมีแก๊สเกิดขึ้นใหม่อีกครั้ง ถ้าจะให้เกิดแก๊สขึ้นเร็วกว่านั้น ต้องผสมขี้วัวกับน้ำเทลงไปด้วย
- ต้นทุนประมาณ 8,000 บาท

การขยายพันธุ์ ลองกอง

ลองกอง ในประเทศไทยมีหลายชนิด มีลักษณะแตกต่างกันมากบ้างน้อยบ้างความแตกต่างดั้งเดิมที่เริ่มค้นพบลองกอง สายพันธุ์ลองกองที่รวบรวมได้ทั้งหมด 7 สายพันธุ์ ดังนี้

1.ลองกองทั่วไป
ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ผลค่อนข้างกลม ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอกันทั้งช่อ ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 2.88 ซ.ม. และยาว 3.26 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองอ่อนถึงสีน้ำตาล มีรอยด่างสีดำคล้ายเขม่าจับอยู่เกือบทั่วผล มีจุดสีน้ำตาลประปราย เปลือกผลหนาประมาณ 1 ม.ม. ลักษณะของผลในช่อค่อนข้างแน่น มีน้ำยางขาวขุ่น (ผลค่อนข้างสด) จำนวนเมล็ดขนาดใหญ่ 1-0 เมล็ดต่อผล มักพบเมล็ดลีบ 1-2 เมล็ดต่อผล ถ้าผลไหนมี 4 กลีบจะพบเมล็ดทั้ง 4 กลีบ (ใหญ่ 3 เล็ก 1) ถ้าปอกหรือบีบผลตามแนวยาวจะไม่พบน้ำยางขาวขุ่นเลย ผลมีรสชาติหวานอมเปรี้ยว(ผลค่อนข้างสด)
ลักษณะผลของลองกองทั่วไป
ลักษณะผลของลองกองทั่วไป


 2.ลองกองแกแลแมร์ (ลองกองแปรแมร์)         
           ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ผลมีลักษณะค่อนข้างกลมถึงกลม ขนาดของผลโดยเฉลี่ยกว้าง 3.14  ซ.ม.ยาว 3.30 ซ.ม.ผิวเปลือกมีสีเหลืองอ่อน มีจุดสีน้ำตาลประปราย ขนาดของผลในช่อค่อนข้างสม่ำเสมอ ขนาดของผลปลายช่อจะมีขนาดเล็กกว่าส่วนอื่นๆ ผลมีกลิ่นหอมอ่อนๆ เมื่อผ่า เมื่อผ่าตามขวางพบปริมาณน้ำยางขาวขุ่นค่อนข้างมาก แต่ถ้าแกะเปลือกผลตามยาวจะไม่พบน้ำยาง ผลค่อนข้างแห้ง ไม่ฉ่ำน้ำเนื้อผลมีรสหวานสนิท
ลักษณ์ผลของลองกองแกแลแมร์
ลักษณะผลของลองกองแกแลแมร์
3.ลองกองคันธุลี  
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ขนาดของช่อค่อนข้างใหญ่ ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 3.30 ซ.ม. และยาว 3.59 ซ.ม.ผลมีน้ำหนักมาก ผลแน่นเต็มช่อ ลักษณะของผลค่อนข้างกลม มีจุดสีน้ำตาลประปรายเห็นได้ชัดเจน สีของเปลือกผลค่อนข้างเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีรอยด่างคล้ายคราบเขม่ากระจายอยู่ทั่วทั้งผล พบเมล็ดทั้งใหญ่และลีบในผลเดียวกัน ผลมีรสหวานสนิท


ลักษณะผลของลองกองคันธุลี
ลักษณะผลของลองกองคันธุลี
4.ลองกองธารโต
           ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ผลค่อนข้างกลม ขนาดของผลค่อนข้างสม่ำเสมอกันทั้งช่อ ขนาดของผลโดยเฉลี่ยกว้าง 3.01 ซ.ม. และ ยาว 3.14 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองนวล ผิวค่อนข้างเกลี้ยง มีจุดประสีน้ำตาลเล็กน้อยบริเวณปลายผลขั้วผลติดช่อค่อนข้างแน่น จำนวนเมล็ดต่อผลน้อย พบเมล็ดลีบบ้างเนื้อผลแห้ง มีรสชาติหวานเปลือกหนา และสามารถแกะเปลือกได้ง่าย



ลักษณะผลของลองกองธารโต
ลักษณะผลของลองกองธารโต
5.ลองกองไม้
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ลักษณะของผลค่อนข้างกลม พบทรงรีบ้าง ขนาดของผลโดยเฉลี่ยกว้าง 3.25 ซ.ม.และยาว 3.47 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีน้ำตาลประปราย แต่ค่อนข้างน้อย ผิวผลเรียบ จำนวนผลต่อช่อไม่มากนัก ช่อดอกมีขนาดสั้น ถ้าผลไหนไม่พบเมล็ดใหญ่ จะพบเมล็ดลีบแทน เมล็ดลีบมีสีน้ำตาล เปลือกผลค่อนข้างบางน้อยกว่า 1 ม.ม.



ลักษณะผลของลองกองไม้
ลักษณะผลของลองกองไม้
6.ลองกองเปลือกบาง
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ลักษณะผลค่อนข้างกลม มีบ้างที่คล้ายรูปหยดน้ำ ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 3.19 ซ.ม.และยาว 3.56 ซ.ม. เปลือกผลมีสีเหลืองถึงสีน้ำตาลอ่อน มีจุดสีน้ำตาลประปรายค่อนข้างมาก ที่บริเวณเปลือกผลมีคราบคล้ายเขม่าสีดำติดอยู่ ความหนาของเปลือกแทบจะไม่แตกต่างจากลองกองปกติ สามารถปอกเปลือกผลได้ง่าย ผลแห้งไม่ฉ่ำน้ำมีรสชาติหวานสนิท


ลักษณะผลของลองกองเปลือกบาง
ลักษณะผลของลองกองเปลือกบาง
7.ลองกองกาญจนดิษฐ์
          ลักษณะเด่นของผลที่พบได้แก่ ลักษณะของผลกลมรี ขนาดของผลโดยเฉลี่ย กว้าง 3.04 ซ.ม. และยาว 3.42 ซ.ม.ขนาดของช่อค่อนข้างสั้น เปลือกผลมีสีเหลืองนวลถึงสีน้ำตาล มีจุดสีน้ำตาลประปรายทั่วผลเปลือกไม่หนามากและผลมีรสชาติเปรี้ยวอมหวาน

ลักษณะผลของลองกองกาญจนดิษฐ์
ลักษณะผลของลองกองกาญจนดิษฐ์



          การขยายพันธุ์ลองกอง
 เพื่อจุดมุ่งหมายให้ได้ต้นพันธุ์ดี พันธุ์แท้สามารถทำได้หลายวิธีทั้งเพาะเมล็ด ทาบกิ่ง ต่อกิ่ง(เสียบยอดและเสียบข้าง)และติดตา
          1. การเพาะเมล็ด ทำได้โดยคัดเลือกเมล็ดลองกองพันธุ์แท้มาปลูกโดยมั่นใจว่าไม่มีเมล็ดพันธุ์อื่น เช่น ลางสาด ดูกูมาปะปนโดยที่ผลลองกอง 100 ผล หนักประมาณ 2 กก. จะมีเมล็ดสมบูรณ์เพียงประมาณ 10-12 เมล็ดเท่านั้น ล้างเมล็ดให้สะอาด ผึ่งลมให้แห้งแล้วนำไปเพาะทันที ในขี้เถ้าแกลบผสมทราบ ในอัตรา 1:1 โดยฝังเมล็ดในวัสดุ เพาะลึกประมาณครึ่งเซนติเมตรแล้วเกลี่ยกลบด้วยวัสดุเพาะ ดูแลรดน้ำให้ชุ่มชื้นอยู่เสมอ เมล็ดก็จะเริ่มงอกหลังจากเพาะประมาณ15-45วัน เมล็ด1เมล็ดจะงอกได้ต้นกล้าประมาณ1-3ต้นจากนั้นเมื่อใบคู่แรกแก่เต็มที่จึงย้ายไปปลูกในถุงเพาะชำต่อไป
          2. การทาบกิ่ง ต่อกิ่งและติดตา โดยใช้ต้นตอที่เพาะเมล็ดจากดูกูหรือลางสาด ตามวิธีเดียวกับเพาะเมล็ดลองกองที่กล่าวแล้วข้างต้น จะประสบความสำเร็จมากกว่าการถอนต้นกล้าจากใต้ต้นมาทำเป็นต้นตอ ซึ่งต้นตอที่เหมาะสมควรจะมีอายุิประมาณ7-10 เดือนส่วนต้นแม่พันธุ์ควรเป็นต้นพันธุ์ดีที่ให้ผลผลิตแล้ว และควรทำการขยายพันธุ์ในฤดูฝน เพราะต้นตอและต้นแม่พันธุ์อยู่ในระยะการเจริญเติบโตมีความสมบูรณ์สูง รวมทั้งเป็นระยะที่ความชื้นในอากาศสูงซึ่งจะช่วยให้เนื้อเยื่อบริเวณรอยต่อประสานกันได้อย่างสมบูรณ์
การทาบกิ่ง วิธีทาบกิ่งที่ให้ผลดี คือ การทาบกิ่งแบบปาด ดัดแปลง หรือฝานบวบแปลง
การต่อกิ่ง ทำได้ 2 วิธี คือ การเสียบยอด และ เสียบข้าง
          การเสียบยอดเป็นวิธีที่นิยมกันมากที่สุด ต้นตอที่เหมาะสม สมควรมีขนาดประมาณครึ่งเซนติเมตร กิ่งพันธุ์ที่นำมาใช้จะมีขนาดใหญ่หรือเล็กกว่าต้นตอก็ใช้ได้ โดยใช้เทคนิคจัดแนวเนื้อเยื่อเจริญให้ตรงกันด้านใดด้านหนึ่ง โดยถ้ากิ่งพันธุ์ดีมีขนาดใหญ่กว่าต้นตอ
ให้ใช้ไมไผ่ผ่าซีกมาช่วยค้ำพยุงลำต้นจนกว่ารอยแผลประสานกันสนิท
          การเสียบข้าง วิธีนี้เหมาะกับต้นตอที่มีอายุมากกว่า 1 ปี หรือมีขนาดประมาณแท่งดินสอหรือใหญ่กว่า ซึ่งเนื้อไม้จะเริ่มแข็งการ ผ่าต้นตอเพื่อเสียบยอดทำได้ยากและรอยแผลช้ำ สำหรับวิธีนี้ถ้าทำครั้งแรกไม่ประสบความสำเร็จก็สามารถนำต้นตอกลับมาใช้ได้อีกครั้งหนึ่ง
          การติดตาวิธีที่ได้ผลดีคือ การติดตาแบบเพลท ต้นตอที่ใช้มีขนาดใหญ่เหมือนกับที่ใช้ในการเสียบข้าง และจะต้องมีความสมบูรณ์เปลือกร่อนได้ง่าย สำหรับแผ่นตาพันธุ์ดีก็ควรเป็นตาที่สมบูรณ์และมีใบติดที่แผ่นตาด้วย

วันอังคารที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2555

วิธีการแก้ไขและใช้ประโยชน์ที่ดินลูกรัง

 

คุณลุงสว่างมีวิธีบำรุงดินให้สามารถเพราะปลูกต้นไม้ได้โดยการนำปุ๋ยคอก(ขี้วัว ซึ่งเมื่อก่อนคุณลุงเลี้ยงวัวด้วย) นำปุ๋ยคอกมารองก้นหลุมไม้ผลที่ตนจะนำมาปลูก ซึ่งหลังจากนั้นเมื่อดูแลพรวนดินด้วยกิ่งก้านใบที่ร่วงหรือถางวัชพืชต่างๆก็จะปล่อยให้มันทับถมกันไปจนเป็นหน้าดินและบริเวณพื้นที่ใกล้ๆไม้ยืนต้นหรือไม้ผลใหญ่ๆก็จะสามารถปลูกพืชไม้ชนิดอื่นๆได้

วิธีการแก้ไขและใช้ประโยชน์ที่ดินลูกรังของคุณลุงคือ
เริ่มต้นที่ดินผืนนี้การกับปลูกบนพื้นที่ดินลูกรัง โดยใช้การปลูกพืชไร่ เพราะดินลูกรังสามารถปลูกพืชไร่ได้หลายชนิด เช่น ข้าวโพด ข้าวฟ่าง ข้าวไร่ ถั่วลิสง ถั่วเขียว ถั่วเหลือง

 ถั่วพุ่ม และพืชรากตื้นอื่นๆ โดยที่ดินต้องมีหน้าดินหนาประมาณ20 ซ.ม.ขึ้นไป และเป็นดินที่มีการระบายน้ำดีหรือดีปานกลาง คือไม่อยู่ในสภาพน้ำขังแช่นานในช่วงฤดูฝน

 การบำรุงรักษาควรเน้นด้านความอุดมสมบูรณ์และการรักษาความชื้นในดิน หลังจากนั้นก็ปลูกพันธุ์ไม้พุ่มตระกูลถั่วบำรุงดิน เป็นพืชแถบขวางควาลาดเทพื้นที่เพราะตระกูลถั่วจะเจริญเติบโตได้เร็วและขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด ยกเว้นที่มีน้ำขังให้น้ำหนักพืชสดสูงหลังจากหว่านถั่ว โดยไม่มีการไถพรวน 

ถั่วเขียวสามารถงอกเจริญเติบโตให้ผลผลิตได้โดยไม่มีการใช้ปุ๋ยเคมี ไม่มีการใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชวิธีเมื่อปลูกได้สักระยะคุณภาพของดินจะดีขึ้น

จากนั้นคุณลุงจึงหันมาปลูกเป็นไม้ยืนต้นและผลไม้บางชนิด โดยมีการจัดการที่เหมาะสมการใช้ประโยชน์ในการปลูกไม้ยืนต้นประเภทไม้โตเร็ว โดยเฉพาะดินลูกรังที่มีชั้นลูกรังไม่จับกันแน่นนัก ไม้ยืนต้นที่ควรพิจารณา ได้แก่ ยูคาลิปตัส กระท้อน กระถินต่างๆ นุ่น สะเดา ขี้เหล็กบ้าน มะม่วง มะขาม น้อยหน่า มะขามเทศ พุทราและไผ่ 

สิ่งที่ควรคำนึงถึงในการปลูกไม้ยืนต้นคือ ขุดหลุมปลูกขนาด75x75x75 ซม. ปรับปรุงหลุมปลูกด้วยหน้าดินร่วมกับปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอก 25-50กก./หลุม มีระบบอนุรักษ์ดินและน้ำตามความเหมาะสมของพื้นที่ เช่นการสร้างคันดิน ทำขั้นบันไดดินทำฐาน

ปลูกเฉพาะต้น ปลูกพืชคลุมดิน ทำแนวรั้วหรือทำฐานเฉพาะต้นหญ้าแฝกในช่วงเจริญเติบโตก่อนเก็บผลผลิตและภายหลังเก็บผลผลิตใช้ปุ๋ยหมักหรือปุ๋ยคอกร่วมกับปุ๋ยเคมี หรือปุ๋ยอินทรีย์น้ำตามชนิดพืชที่ปลูกพัฒนาแหล่งน้ำและจัดการระบบการให้น้ำในแปลงปลูก

จุ่ม “กล้วยหอม” ลงน้ำอุ่นยืดอายุได้ 10วัน

คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาฯ - จุฬาฯ เสนอวิธีง่ายๆ ยืดอายุกล้วยหอม จุ่มน้ำอุ่นอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียสนาน 10 นาทีก่อนรักษาไว้ที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียส ช่วยเก็บไว้นานถึง 10 วัน เป็นผลดีต่อการส่งออก เกษตรกรทำเองได้ง่าย ไม่ต้องใช้สารเคมีหรือแช่เย็น
      
       ผศ.ดร.กนกวรรณ เสรีภาพ ภาควิชาพฤกษศาสตร์ คณะวิทยาศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย เปิดเผยว่า กล้วยหอม เป็นผลไม้ที่สุกเร็ว การชะลอกล้วยหอมให้คงสภาพ ไม่สุกเร็วจะเป็นประโยชน์ในการส่งออกไปยังต่างประเทศ โดยทั่วไปแล้ววิธีการที่ง่ายที่สุดในการชะลอความสุกของผลไม้คือการแช่เย็นใน ห้องเย็น เพื่อเก็บรักษาผลไม้ไว้ในที่อุณหภูมิต่ำ สำหรับกล้วยหอมนั้น วิธีการชะลอความสุกอาจใช้การใช้สารเคลือบผิวผลกล้วย หรือการใช้สารเคมีในการกำจัดหรือดูดซับเอทิลีน ซึ่งเป็นก๊าซที่กระตุ้นให้เกิดการเปลี่ยนแปลงต่างๆ ในกล้วย
      
       ผศ.ดร.กนกวรรณและคณะได้ศึกษาวิจัยวิธีการชะลอการสุกของกล้วยหอมทอง ด้วยน้ำร้อน ซึ่งมีผลการศึกษาจากการจุ่มน้ำร้อนต่อการทำงานของสารแอนติออกซิเดนต์และ คุณภาพของผลกล้วยหอมทอง โดยได้นำผลกล้วยหอมทองจุ่มในน้ำอุณหภูมิ 50 องศาเซลเซียส เป็นเวลา 10 นาที ก่อนการเก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสเป็นเวลา 10 วัน ผลการศึกษาพบว่า กล้วยหอมทองที่เก็บรักษาที่อุณหภูมิ 25 องศาเซลเซียสมีการสุกในวันที่ 8-10 ของการเก็บรักษา โดยมีแนวโน้มของการชะลอการสุกในกล้วยหอม
      
       รวมทั้งมีการชะลอการเพิ่มขึ้นของค่าความสว่างของสีเปลือก ผลการศึกษาสรุปได้ว่าเมื่อนำกล้วยหอมทองจุ่มน้ำณหภูมิดังกล่าวสามารถชักนำ สารแอนติออกซิแดนต์ให้เพิ่มขึ้น ส่งผลต่อการชะลอการสุกของกล้วยระหว่างการเก็บรักษา สามารถเก็บ กล้วยหอมทองไว้ได้นานขึ้น เนื่องจากความร้อนจะมีส่วนช่วยยับยั้งการทำงานของเอนไซม์เมตาบอลิซึมต่างๆ ที่เกี่ยวข้องกับก๊าซเอทิลีนและกระบวนการสุกของกล้วยหอมทอง
      
       วิธีดังกล่าวสะดวก ไม่ซับซ้อน เกษตรกรสามารถทำเองได้โดยง่าย ที่สำคัญคือไม่ต้องใช้สารเคมีใดๆ จึงเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม สร้างความเชื่อมั่นต่อผู้บริโภค ในส่วนของรสชาติของกล้วยก็มีความอร่อยและหอมหวานเช่นเดียวกับ กล้วยทั่วๆ ไปที่ไม่ได้ผ่านกระบวนการชะลอการสุกด้วยน้ำอุณหภูมิดังกล่าว ทั้งนี้วิธีการใช้ความร้อนในอุณหภูมิที่เหมาะสมกับผลไม้มีการทำมานานแล้ว ทั้งในประเทศและต่างประเทศ ซึ่งนอกจากจะช่วยชะลอความสุกของผลไม้แล้ว ยังมีส่วนช่วยในการ ฆ่าเชื้อโรคในผลไม้ต่างๆ ได้อีกด้วย
      
       ผศ.ดร.กนกวรรณ กล่าวเพิ่มเติมว่า การศึกษาวิจัยการชะลอการสุกของกล้วยหอมทองด้วยความร้อนนี้ คณะผู้วิจัยยังได้ทำการศึกษาในเรื่องการใช้สารธรรมชาติชนิดอื่นๆ รวมทั้งบรรจุภัณฑ์ที่มีคุณสมบัติในการดูดซับ เอทิลีนร่วมด้วย นอกจากนี้ยังมีการทดลองศึกษาวิจัยในผลไม้ชนิดอื่นนอกเหนือจากกล้วยหอมทอง ได้แก่ มะม่วง พันธุ์น้ำดอกไม้ และอกร่อง


วันอาทิตย์ที่ 24 มิถุนายน พ.ศ. 2555

การปลูกกาแฟ

 

กาแฟเป็นพืชที่มีถิ่นกำเนิดมาจากอาระเบียหรือประเทศเอธิโอเปียในปัจจุบัน กาแฟที่ปลูกเป็นการค้าในประเทศไทยมี 2 ชนิด ได้แก่ กาแฟโรบัสต้า ซึ่งมีการผลิตประมาณ 50 ล้านตัน เพาะปลูกมากในแถบจังหวัดชุมพรและภาคใต้ของประเทศไทย อีกชนิดหนึ่งคือกาแฟอาราบิก้าซึ่งปลูกมากในภาคเหนือที่เป็นภูเขาสูงและอากาศ หนาวเย็น

          กาแฟโรบัสต้านั้นนิยมนำไปทำกาแฟผงสำเร็จรูปชนิดชงละลายหมด ในขณะที่กาแฟอาราบิก้านิยมนำมาคั่ว บด และชงโดยการกรองกากออกหรือที่ปัจจุบันนิยมเรียกว่า "กาแฟสด"

การเพาะกล้า
ขั้นตอนที่ 1 เตรียมต้นกล้า
          1. เตรียมแปลงเพาะเมล็ดกาแฟโดยใช้ ทรายผสมขี้เถ้าแกลบ อัตราส่วน 1:1 เกลี่ยในกระบะหรือแปลงที่สามารถระบายน้ำได้ดี แปลงเพาะเมล็ดนี้ควรอยู่ในโรงเรือนที่มีหลังคาบังแดด ให้แสงเข้าได้ 50% และปราศจากสัตว์เลี้ยงเข้าไปขุดคุ้ย รบกวน
          2. นำเมล็ดพันธุ์กาแฟแช่น้ำผสมยาฆ่าเชื้อรา เช่น สารประกอบทองแดง เป็นเวลา 1 คืน มาเพาะลงในแปลงที่เตรียมไว้ โดยใช้ไม้ กดเป็นร่องห่างกันประมาณ 5 ซม. แล้วโรย เมล็ดลงไป 
          * หมายเหตุ เมล็ดพันธุ์กาแฟที่ใช้ควรเป็นเมล็ดพันธุ์ที่ดี มาจากต้นแม่ที่ได้รับการรับรอง จากหน่วยงานที่เชื่อถือได้ มีอัตราการงอกสูง (เมล็ดไม่ควรเก็บไว้นานเกิน 6 เดือน) 
          3. รดน้ำสม่ำเสอมจนเมล็ดงอกขึ้นมา ระยะเวลาจากเมล็ด งอกขึ้นมาเป็นระยะหัวไม้ขีด ใช้เวลา ประมาณ 30-45 วัน และระยะใบเลี้ยงหรือระยะ ปีกผีเสื้อ ใช้เวลา 46-60 วัน ให้ทำการถอนไปปลูกต่อในถุงพลาสติกที่เตรียมไว้

ขั้นตอนที่ 2 เตรียมถุงพลาสติกใส่ดิน
  
          1. ส่วนผสมของดินที่จะนำมาบรรจุถุงมีดังนี้

               - หน้าดินดำ 5 ปีบ
               - ปุ๋ยคอก 1 ปีบ
               - ปูนขาว (โดโลไมท์) 200 กรัม
               - หินฟอสเฟต (0-3-0) 200 กรัม
               - ฟูราดาน 25 กรัม
* หมายเหตุ ถ้าไม่มีหน้าดินดำใช้ดินร่วน ทรายหยาบ และขี้เถ้าแกลบ ชนิดละละ 1 ส่วน

          2. นำส่วนผสมกองเป็นชั้นๆ ไล่จากส่วนผสมที่มีปริมาณมากสุด ไปหาน้อยสุด (ดิน > ปุ๋ยคอก > ปูนขาว > หินฟอสเฟต > ฟูราดาน ตามลำดับ)  
   
          3. ผสมคลุกเคล้าให้เข้ากัน
          4. เตรียมถุงพลาสติกสีดำสำหรับเพาะกล้า ขนาดถุงกว้าง 7 นิ้ว สูง 10 นิ้ว (ถุงไม่พับ) หรือกว้าง 4 นิ้ว สูง 10 นิ้ว (ถุงพับที่ก้น) เจาะรูระบายน้ำ 3 แถว แถวแรกห่างจากก้นถุงประมาณ 2-3 นิ้ว 
   
          5. นำดินผสมไปบรรจุถุงให้แน่นและเต็มถึงปากถุง เท่าจำนวนกล้าที่เพาะเมล็ดไว้ นำไปเรียงไว้ในเรือนเพาะชำ แล้วถอนต้นกล้าที่งอกจากเมล็ดที่เพาะไว้ในระยะ หัวไม้ขีด ถึงปีกผีเสื้อลงปลูกในถุงพลาสติก
          * หมายเหตุ ถ้าต้นกล้าแก่เกินไปจนเกิดใบจริง จะทำมห้รากยาวเกินไป เกิดปัญหารากคดงอระหว่างย้าย และอัตราการรอดชีวิตต่ำ

          6. ให้น้ำสม่ำเสมอเช้า-เย็น จนต้นกล้าเติบโต ใช้ระยะเวลาทั้งสิ้นประมาณ 8-12 เดือน ต้นกล้าที่ดีต้องมีลักษณะต้นตรง แข็งแรง ทุกข้อมีใบอยู่ครบ ไม่มีโรคและแมลงเข้าทำลาย มี ความสูงประมาณ 45 ซม. มีจำนวนข้อประมาณ 6-8 ข้อ (มีใบ 6-8 คู่)
          7. ต้นกล้าที่พร้อมจะนำไปปลูกต้องผ่านการ ฝึกให้ได้รับแสงแดดมากขึ้นประมาณ 1 เดือน ก่อนปลูก เพื่อให้แข็งแรง และรอดตายสูงเมื่อนำไปปลูกในแปลง

การปลูก ขั้นตอนที่ 1 การเตรียมพื้นที่
  
          1. พื้นที่ที่เหมาะสมสำหรับปลูกกาแฟควรเป็นที่ๆมีความสูง ประมาณ 800-12,000 เมตรจากระดับน้ำทะเล ความลาดชันไม่เกิน 50% ทำการกำจัดวัชพืชโดยการถางให้โล่ง เตรียมทำแนวระดับ การเตรียมพื้นที่ส่วนมากเริ่มทำ ในช่วงฤดูแล้ง เพื่อให้พร้อมสำหรับปลูกกาแฟ ในฤดูฝน ที่จะมาถึง (ประมาณมิถุนายน-กรกฎาคม)

          2. ทำแนวระดับโดยใช้อุปการณ์ช่วย เช่น ไม้รูปตัวเอ เขาควาย หรือระดับน้ำ ทำแนวปลูกกาแฟ โดยมีระยะระหว่างต้น 2 เมตร ระยะห่างระหว่างแถวขึ้นอยู่กับความลาดชัน โดยเฉลี่ยประมาณ 1.5-2 เมตร
          3. ขุดหลุมปลูกกาแฟขนาด 0.5 x 0.5x 0.5 เมตร (หรือ 1 X 1 X 1 ศอก) แยกหน้าดินกับดินก้นหลุม ออกจากกัน หน้าดินจะใช้ผสมใส่ลงที่ก้นหลุม
          4. การผสมดินใส่ก้นหลุมจะประกอบด้วย หน้าดิน ปุ๋ยคอก ปูนขาว (โดโลไมท์) ปุ๋ยฟอสเฟต และฟูราดาน ผสมให้เข้ากัน ใส่ก้นหลุมไว้
          5. กลบด้วยกินก้นหลุมให้เสมอปาก ใช้ไม้ปักทำเครื่องหมายหลุมไว้
ขั้นตอนที่ 2 การปลูก
  
          1. นำต้นกล้าที่มีขนาดเหมาะสมความสูงประมาณ 45-50 ซม. มีใบ 6-8 คู่ สมบูรณ์แข็งแรง ผ่านการฝึกให้ทนทานต่อแสงแดดจัดและการขาดน้ำ ในเบื้องต้นแล้ว

          2. นำต้นกล้าลงปลูกในหลุมที่เตรียมไว้ กลบดินให้แน่น  
          3. ใช้ไม้ปักกันลมโยกคลอน 



การดูแลรักษาต้นกาแฟ การกำจัดวัชพืช
          กาแฟควรได้รับการกำจัด วัชพืชสม่ำเสมอในฤดูฝน โดยเฉพาะหลังปลูกใหม่อายุ 1-3 ปี เพราะต้นยังเล็กไม่สามารถเจริญ เติบโตแข่งกับวัชพืชได้ โดยการถางรอบๆ บริเวณสวนกาแฟ และถางให้สะอาดบริเวณโคนต้นเพื่อการใส่ปุ๋ยต่อไป เศษวัชพืชที่ถางออก สามารถนำมาเป็นวัสดุคลุมดินได้ 
การใส่ปุ๋ย
          ในระยะที่กาแฟยังไม่ติด ผล ควรใส่ปุ๋ย 46-0-0 เมื่อกาแฟเริ่มติดผลแล้ว (ปีที่ 4 เป็นต้นไป) ต้องใช้ปุ๋ย 15-15-15 ใช้หลักการคร่าวๆคือ ใส่ 3 ครั้ง  ในเวลาต้น-กลาง-ปลายฤดูฝน ครั้งหนึ่งๆใส่ 30-150 กรัม (1-5 กำมือ) ขึ้นอยู่กับ ปริมาณการติดผล และขนาดการเติบโตของลำต้น

การคลุมโคน
  
          ทุกครั้งหลังใส่ปุ๋ยต้องมีการคลุมโคนต้นเพื่อไม่ให้ปุ๋ย ถูกชะล้าง หรือระเหยสูญหายไป นอกจากนั้นเมื่อสิ้นสุดฤดูฝน ควรคลุมโคน ให้หนาประมาณ 30 ซม. เพื่อรักษาความชื้นในดิน ทำให้กาแฟรอดตาย พ้นฤดูร้อนได้ 
   
การตัดแต่งกิ่ง
  
          การตัดแต่งกิ่งช่วยให้กาแฟสามารถเจริญเติบโต ได้ทรงพุ่มที่สวยงามแข็งแรง ผลผลิตสูงสม่ำเสมอ หลักการกว้างๆของการตัดแต่งกิ่งคือ พยายามอย่าให้ กาแฟมีลำต้นหลักเกิน 3 ลำต้น (1-3 ลำต้นจะดีที่สุด) กำจัดกิ่งแขนงที่เกิดมากเกิน หรือแห้งตาย หรือไม่ติดผลแล้ว ออกจากลำต้นหลัก และกระตุ้นให้เกิดหน่อใหม่ที่โคนต้นเมื่อต้องการ จะเปลี่ยนลำต้นหลักใหม่ หลังจาก 8-10 ปีผ่านไป

การตัดแต่งกิ่งสำหรับระยะ 3-5 ปีแรก

- การตัดแต่งกิ่งแบบ 2 ลำต้น

          ต้นกาแฟที่มีลำต้นเดียว ถ้าต้องการให้มีสองลำต้น ให้ตัดยอดสูงจากพื้นดินประมาณ 45 ซม. เมื่อมีหน่อใหม่เกิดขึ้น ที่ปลายยอด ให้ตัดทิ้งเหลือไว้ 2 กิ่ง ริดกิ่งแขนงที่อยู่ ชิดลำต้นออกให้หมด รวมทั้งกิ่งแขนงที่อยู่ต่ำกว่า 30 ซม.จากพื้นดิน เพื่อไม่ให้เป็นมด และแมลงใช้เป็นทางขึ้นต้นกาแฟ

การตัดแต่งกิ่งสำหรับต้นกาแฟอายุตั้งแต่ 8 ปีเป็นต้นไป

          หลังจากกาแฟอายุ 8-10 ปี มีจำนวนข้อที่ติดผล น้อยลง สภาพต้นทรุดโทรม และผลผลิตต่ำ ต้องมีการตัดแต่งกิ่ง เพื่อให้เกิดยอดใหม่ 
- การตัดแต่งกิ่งแบบเปิดด้านข้าง
          การตัดแบบเปิดข้างจะตัดกิ่งแขนงที่อยู่ด้านตะวันออก ทิ้งทั้งหมด (แสงเป็นตัวกระตุ้น ให้หน่อเจริญออกมา) เมื่อหน่อใหม่เกิดขึ้น อายุประมาณ 6 เดือน จึงตัดลำต้นเก่าออก คัดเลือกหน่อที่แข็งแรงไว้เพียง 1-2 อัน เพื่อเลี้ยงให้เป็นลำต้นหลักต่อไป

- การตัดจนเหลือแต่ตอ
          จุดประสงค์เช่นเดียวกับการตัดแต่งกิ่งแบบเปิดข้าง การตัดออกทั้งหมดจะทำให้เกิดหน่อใหม่ จำนวนมากแตกออกมา คัดเลือกไว้ไม่เกิน 3 หน่อ ปล่อยให้เจริญ เติบโตเป็นลำต้นหลักต่อไป
ข้อมูลจาก http://web.agri.cmu.ac.th

กาแฟอราบิก้าเหมาะที่จะปลูกบนพื้นที่สูง ทางภาคเหนือ
ส่วนสายพันธุ์โรบัสต้า ปลูกบนที่ราบ ทางภาคใต้ 


ที่มา http://guru.sanook.com

วันพุธที่ 13 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการเลี้ยงไก่ไข่ต้นทุนต่ำ ปลอดภัย ไร้สารตกค้าง

 
อาชีพเลี้ยงไก่ไข่   เป็นอาชีพที่ได้รับความนิยม  เพราะนอกจากจะได้ไข่ไว้บริโภคภายในครัวเรือนแล้ว  ยังสามารถจำหน่ายเพื่อสร้างรายได้ให้เกษตรกร  อีกทั้งการลงทุนก็ไม่มาก  เลี้ยงง่าย  ใช้เนื้อที่น้อย
บริษัทหรือฟาร์มเอกชนจำนวนมาก  ผลิตไข่ไก่พันธุ์ลูกผสมเพื่อจำหน่ายแก่ผู้เลี้ยง  ไก่พันธุ์ที่คัดเลือกเป็นไก่พันธุ์ไข่ดก  ไข่ฟองโต  ไข่ทน  และไข่นาน  มีผลผลิตไข่อยู่ในเกณฑ์สูงสามารถเลี้ยงได้ตั้งแต่อายุเริ่มได้  1  วัน  หรือจะเลี้ยงไก่รุ่น  2  เดือนก็ได้

ปัญหาของเกษตรกรที่เลี้ยงไก่ไข่บางครั้งเพราะได้ผลผลิตน้อยไม่คุ้มค่า  ทั้งนี้เนื่องมาจากไก่มีการเจ็บป่วย ไก่ตาย โดยที่ยังไม่มีการระบาดของโรค แต่เกิดจากไก่มีอาการแพ้กลิ่นเหม็นแพ้แอมโมเนียจากมูลไก่เอง  ปัญหาของมูลไก่โดยทั่วไป คือ เกิดกลิ่นเหม็นออกมารบกวนสุขภาพของไก่และคน และมูลไก่ยังเป็นแหล่งเพาะพันธุ์แมลงวัน ทำให้เกษตรกรต้องเพิ่มต้นทุนค่าใช้จ่ายในการแก้ปัญหา เช่น ค่ายาในการรักษาไก่ ซึ่งค่าวัคซีน ค่าอาหาร ค่าพันธุ์ไก่ ฯลฯ ก็เป็นต้นทุนที่สูงอยู่แล้ว

แนวทางการแก้ไข คือ ต้องทำให้ผลผลิตสูงขึ้น  เกิดการสูญเสียแก่ไก่ไข่น้อยที่สุด และลดค่าใช้จ่ายต่างๆ เพื่อลดต้นทุนการผลิต  ต้นทุนด้านค่าอาหารยังเป็นปัจจัยที่สำคัญ แต่เรื่องค่าใช้จ่ายในการรักษาโรค ในกรณีที่ไม่ได้เกิดจากโรคระบาด การใช้แนวทางการป้องกัน การจัดการระบบสุขาภิบาลของโรงเรือน
การเลี้ยงไก่ไข่สามารถทำการเลี้ยงได้  2 วิธี

การเลี้ยงแบบขังรวม เป็นการเลี้ยงไก่แบบเลี้ยงรวมกันในโรงเรือนขนาดใหญ่ และรองพื้นด้วยวัสดุรองพื้น วิธีนี้เป็นที่สนใจจากผู้เลี้ยงในปัจจุบันอย่างมาก  โรงเรือน และอุปกรณ์ในการเลี้ยงไก่ไข่  ต้องแข็งแรง  กันแดด  กันฝน กันลมได้  และมีอากาศถ่ายเทได้สะดวก ดูแลวัสดุรองพื้นอย่าให้แฉะหรือแข็งเป็นแผ่น หรือมีกลิ่นเหม็นของแก๊สแอมโมเนีย ต้องคุ้ยและพลิกกลับอย่างสม่ำเสมอ

การเลี้ยงแบบกรงตับ  เป็นกรงใส่ไก่ไข่ที่มีทั้งแบบชั้นเดียว  และหลายชั้นซ้อนกันเป็นที่นิยมมาก ชั้นเดียว  2  ด้าน  ด้านละ  6  ช่อง  ชุดหนึ่งเลี้ยงได้  12  ตัว  ติดตั้งอุปกรณ์ให้น้ำให้อาหารแบบกะทัดรัด  ส่วนใหญ่จะเป็นไก่สาว เป็นวิธีที่ผู้เลี้ยงไก่เป็นอาชีพหรือเพื่อการค้านิยมกันมาก เนื่องจากไม่ต้องเสียเวลาเลี้ยงดูไก่เล็กหรือไก่รุ่น นอกจากนี้โรงเรือนก็สร้างไว้เฉพาะกับไก่ไข่เท่านั้น แต่การเลี้ยงไก่วิธีนี้ต้องลงทุนสูง ผู้เลี้ยงจะต้องรู้จักฟาร์มที่ผลิตไก่สาวเป็นอย่างดี ต้องสอบถามถึงประวัติของฝูงไก่สาวที่นำมาเลี้ยงเสมอ เพราะช่วงที่ไก่ยังเป็นลูกไก่และไก่รุ่นผู้เลี้ยงไม่สามารถรู้ประวัติของฝูง ไก่สาวที่จะนำมาเลี้ยงได้

เทคนิคการป้องกันและแก้ไข

การจัดการน้ำไก่ไข่

1.ไก่ไข่ที่อายุ 3 เดือนขึ้นไป ต้องการน้ำประมาณ 15-20 ลิตร/100 ตัว/วัน หากขาดน้ำในช่วงให้กำลังไข่ เพียง 3-4 ชั่วโมง จะทำให้ไข่ฟองเล็ก  น้ำที่ใช้ควรเป็นน้ำสะอาด ไม่มีเชื้อโรคปนเปื้อนโดยใช้ ไคโตซาน  มิกซ์ฟีด  ละลายน้ำในรางหรือถังให้ไก่กิน  โดยใช้อัตรา 10 ซีซี.น้ำ 20 ลิตร ป้องกันเชื้อโรคที่ปนเปื้อนมากับน้ำ กระตุ้นการกินอาหาร

การจัดการอาหารไก่ไข่

1. อาหารไก่ไข่ ในช่วงเริ่มให้ไข่ เปอร์เซ็นต์โปรตีน ประมาณ 15-16 %  ซึ่งมีทั้งอาหารป่น อาหารอัดเม็ด หัวอาหารสำหรับผสมเอง ความต้องการอาหารของไก่ อายุ 3 เดือนขึ้นไป ประมาณ 10 กิโลกรัม/100 ตัว/วัน  ปัญหาที่เกิดจากอาหารบางครั้งคือ การปนเปื้อนเชื้อราในอาหาร ที่เรียกว่า สารอะฟลาท๊อกซิน นอกจากนั้นในวัตถุดิบอาหารสัตว์บางครั้งอาจมีสารพิษตกค้างจากสารเคมีที่ใช้ เช่น ยาฆ่าแมลง ยากำจัดวัชพืช  ซึ่งปะปนในอาหารสัตว์  เมื่อสัตว์กินเข้าไป จะทำให้ตับถูกทำลาย หรือเป็นมะเร็งที่ตับได้  แต่ในไก่สามารถสังเกตได้ว่าไก่จะถ่ายเหลว หรือท้องเสีย  วิธีป้องกันแก้ไขโดย ใช้สเม็คไทต์ผง ผสมร่วมกับอาหารไก่ เพียง  3 % ของอาหารสามารถจับตรึงสารพิษที่ปนเปื้อนกับอาหารได้ ช่วยจับตรึงแอมโมเนียและกลิ่นเหม็นตั้งแต่ในระบบลำไส้ เมื่อไก่ถ่ายออกมากลิ่นเหม็นจะน้อยลง

การจัดการด้านสุขาภิบาล

1. การกำจัดกลิ่นเหม็นจากมูลสัตว์ตามพื้นคอก ซึ่งเป็นปัญหาสำคัญที่ทำให้ไก่มีอาการหายใจลำบาก หน้าบวม ร้อนแดง ตาอักเสบ น้ำมูก น้ำตาไหลและมีอาการคัน เกาจนเป็นแผลทำให้เกิดการติดเชื้อและตายในที่สุด  หากเป็นไก่ไข่แบบเลี้ยงรวมบนพื้น สามารถใช้สเม็คไทต์ ผง หว่านลงบนวัสดุรองพื้น โดยในระยะไก่โตอาจหว่านโรย ทุก 5-7 วัน ช่วงเช้า-เย็น  ไก่ไข่แบบกรงตับให้ใช้สเม็คไทต์ผง หว่าน โรยบางๆ ทับลงบนมูลไก่ที่พื้นคอก  กลิ่นเหม็นจะถูกดูดซับ จากนั้นประมาณ 5-10 นาทีกลิ่นเหม็นจะหายไป

2. การหว่านโรยสเม็คไทต์ผง บนมูลไก่บนลานตากแห้ง หรือหว่านโรยบางๆ ในเล้าไก่ ช่วยลดปัญหาไรไก่ พยาธิ รวมทั้งแมลงวันให้น้อยลง เนื่องจากสเม็คไทต์ เป็นสารจากการระเบิดตัวของหินภูเขาไฟ ซึ่งสามารถรบกวนผิวไรไก่และพยาธิ  ทำให้ไรไก่และพยาธิไม่สามารถระบาดได้และลดลง จนหมดไป

** หมายเหตุ  หากนำมูลไก่ที่หว่านโรยด้วยสเม็คไทต์ไปใช้เป็นปุ๋ยอินทรีย์ จะเป็นปุ๋ยละลายช้าที่มีซิลิก้า ช่วยให้พืช แข็งแกร่ง ต้านทาน โรค แมลงได้ดีขึ้น

เขียนและรายงานโดย  พิพัฒนะ  เครือชาลี (นักวิชาการ)

วันอาทิตย์ที่ 10 มิถุนายน พ.ศ. 2555

วิธีปลูกฝรั่งกิมจู


การปลูกฝรั่ง
หลัง จากที่เลือกพื้นที่ปลูกได้แล้ว ถ้าต้องการจะปลูกเป็นสวนก็ควรจะจัดระยะปลูกระหว่างแถวและระหว่างต้นประมาณ 3 x 3 เมตรในเนื้อที่ 1 ไร่ จะปลูกได้ประมาณ 160 ต้น

การเตรียมดิน
การ ปลูกฝรั่งในพื้นที่ลุ่มน้ำท่วมถึงควรทำการยกร่องปลูก โดยยกร่องให้มีขนาดความกว้างของหลังร่องประมาณ 6 เมตร มีคูน้ำกว้างประมาณ 1.5 เมตร ความยาวของสันร่องแล้วแต่พื้นที่ ความสูงไม่จำกัด แต่ถ้าเป็นที่ดอนไม่จำเป็นต้องยกร่อง จากนั้นก็ปรับปรุงดินโดยการตากดินเพื่อฆ่าเชื้อโรค และเมล็ดวัชพืช ใส่ปุ๋ยคอกและปุ๋ยหมักในปริมาณเท่า ๆ กัน อัตราปุ๋ย 1 ส่วนต่อดิน 2 ส่วน เพื่อให้ดินร่วนซุย

วิธีปลูก
หลัง จากเตรียมหลุมปลูกเรียบร้อยแล้ว ให้นำกิ่งพันธุ์ที่ชำไปปลูกลงในหลุม กลบดินให้แน่นพอสมควร แล้วใช้ไม้ปักเป็นหลักผูกกันลมโยกและรดน้ำทันที จากนั้นใช้ทางมะพร้าวมาคลุมพรางแสงแดดให้แก่ต้นฝรั่งจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้ง ตัวได้


การเตรียมหลุมปลูก
    ขนาดของหลุมปลูกควรกว้าง 0.5 เมตร ยาว 0.5 เมตร และลึก 0.5 เมตร ที่จำเป็นต้องขุดหลุมกว้างเพื่อเปลี่ยนสภาพดินในหลุมให้ดีขึ้น ดังนี้

    1. ควรขุดดินโดยแบ่งออกเป็น 2 ส่วน คือ ดินบนและดินล่าง
    - ดินบน เป็นส่วนที่มีอินทรีย์วัตถุมากอยู่แล้ว ให้แยกไว้ส่วนหนึ่ง
    - ดินล่าง คือดินที่เมื่อขุดลึกลงไปแล้วพบว่าดินมีสีจางลงเป็นชั้นที่ไม่มีอินทรีย์วัตถุ
    2. ตากดินไว้ 10-15 วัน เพื่อให้แสงแดดส่องฆ่าเชื้อโรคในหลุมปลูกและในดิน
    3. กลบดินบนลงในหลุม
    4. ผสมปุ๋ยอินทรีย์หรือปุ๋ยหมัก 1 ส่วนต่อดินล่าง 2 ส่วน และรองก้นหลุมด้วยปุ๋ยร๊อคฟอสเฟต 0.50 กิโลกรัม แล้วจึงกลบลงไปในหลุมทับชั้นดินบน จนมีระดับสูงกว่าระดับพื้นดินธรรมดาประมาณ 10 เซนติเมตร

    การที่ต้องกลบดินให้สูงกว่าระดับดินเดิมนั้น เพื่อที่เมื่อเวลาปลูกแล้วดินจะยุบตัวลงเล็กน้อย ซึ่งจะทำให้พอดีกับระดับดินเดิม ถ้าไม่เผื่อไว้จะเป็นแอ่งและมีน้ำขังทำให้รากเน่าตายได้

การปฏิบัติดูแลรักษา
    การให้น้ำ
    หลังจากปลูกฝรั่งแล้วต้องหมั่นคอยรดน้ำในช่วงระยะแรกจนกว่าต้นฝรั่งจะตั้ง ตัวได้หลังจากนั้นก็ต้องสังเกตดูความชุ่มชื้นของดิน ถ้าดินแห้งมากต้องรีบให้น้ำ และถ้ามีฝนตกหนักก็ควรระบายน้ำออกบ้าง การให้น้ำจะค่อย ๆ เพิ่มขึ้นตามความต้องการของต้นฝรั่ง ปริมาณความชื้นของดินในระหว่างการออกผลมีความสำคัญ เพราะจะก่อให้เกิดการร่วง การแตก และขนาดของผล

    การใส่ปุ๋ย
    โดยปกติการปลูกพืชทุกชนิดควรมีการใส่ปุ๋ยทั้งปุ๋ยคอกและปุ๋ยเคมี สูตรที่แนะนำ คือ 15-15-15 หรือ 13-13-21 ฝรั่งเมื่อออกดอกแล้วจำเป็นต้องให้น้ำและปุ๋ยไนโตรเจนเพื่อให้ได้ผลผลิตสูง ขึ้นทุก ๆ ปี ควรให้ปุ๋ยประมาณ 2 กิโลกรัม/ต้น/ปี หรือมากกว่านี้ขึ้นอยู่กับอายุของต้นและปริมาณผลผลิต และหากจะให้ฝรั่งมีรสหวานยิ่งขึ้นให้ใช้ปุ๋ยเกร็ดสูตร 5-30-30 พ่นก่อนเก็บผล 1 เดือน โดยนำปุ๋ยเกร็ดมาผสมน้ำฉีดพ่น ฉีดอาทิตย์ละครั้ง ประมาณ 2 ครั้ง จากนั้นประมาณ 15 วัน จึงเก็บผล

    การพรวนดิน
    ไม่ควรพรวนดินลึก เพราะจะทำให้รากของต้นฝรั่งขาดได้

    การกำจัดวัชพืช
    ควรทำอย่างสม่ำเสมอ อาจใช้วิธีการถาง ใช้สารเคมีกำจัดวัชพืชหรือปลูกพืชตระกูลถั่ว เช่น เซนโตรซึม เพอราเรีย เป็นพืชคลุมดิน

    การปักไม้ค้ำกันลม
    ในระหว่างที่ต้นฝรั่งยังเล็กอยู่ ควรปักไม้ค้ำกันลมเพื่อป้องกันไม่ให้ต้นโยก เพราะอาจกระทบกระเทือน ทำให้ต้นฝรั่งไม่โต การปักไม้ค้ำกันลม ควรใช้ไม้รวกหรือแขนงไม้ไผ่ยาว 1 เมตร ค้ากิ่งต้นละ 1-2 อัน และใช้เชือกพลาสติกผูกติดกับกิ่งแต่อย่าผูกให้แน่นมากเพราะกิ่งอาจเจริญเติบ โตช้า

    การพยุงผลฝรั่ง
    ฝรั่งจะเริ่มออกผลเมื่ออายุประมาณ 6 เดือน ควรใช้ไม้ไผ่ปักไว้เพื่อพยุงผลฝรั่ง โดยใช้ปลายหรือแขนงไม้ไผ่ขนาดเล็กยาว 1 เมตร หรือมากกว่านั้นปักใกล้กับกิ่งที่ออกผลแล้ว โดยผูกยึดกับกิ่งไว้ บางสวนจะผูกขั้วผลกับกิ่งหรือไม้ปักเพื่อไม่ให้ผลถ่วงต้น เพราะน้ำหนักผลฝรั่งมาก ถ้ามีลมพัดแรงต้นจะเฉาตายและรากจะขาด

    การตัดแต่งกิ่ง
    การตัดแต่งกิ่งจะช่วยให้ฝรั่งเกิดกิ่งอ่อน และมีช่อดอกออกมาด้วยทำให้ทรงพุ่มโปร่ง ได้สัดส่วน อากาศถ่ายเทได้สะดวก แสงแดดส่อง ได้ทั่วถึง สะดวกในการเก็บผลและการพ่นสารป้องกันกำจัดโรค และแมลง นอกจากนี้ ยังทำให้ได้ผลผลิตที่แน่นนอน ผลมีขนาดใหญ่ สำหรับส่วนใหม่ ควรมีการตัดแต่งกิ่งทุกปีเพื่อกระตุ้นการเจริญ และการสร้างตาดอก โดยทั่วไป ต้นที่สมบรูณ์จะตัดกิ่งก้านออก 25 - 30% สำหรับต้นที่ไม่แข็งแรงให้ตัดกิ่งก้านออกประมาณ 20 % นอกจากการตัดแต่งกิ่งแล้วการทำให้ใบร่วงจะทำให้ระยะการเก็บเกี่ยวสั้นลง และการปลิดผลทิ้งให้เหลือประมาณ 2 - 6 ผล ต่อกิ่ง จะจำเป็นในสวนที่ผลิต เพื่อบริโภคผลสด แต่ถ้าจะให้ได้ผล ที่มีขนาดใหญ่และมีคุณภาพดี ควรให้เหลือเพียง 1 ผล เท่านั้น

การห่อผล
ประโยชน์ ของการห่อผลนอกจากจะช่วยป้องกันกำจัดโรคและแมลงศัตรูฝรั่งแล้ว ยังทำให้ผลฝรั่งมีผิวสวยน่ารับประทาน วิธีการห่อผลฝรั่งโดยส่วนใหญ่จะใช้ถุงพลาสติกหรือใช้กระดาษหนังสือพิมพ์ห่อ ก่อนแล้วจึงสวมถุงพลาสติกทับอีกชั้นหนึ่ง โดยจะเริ่มห่อผลฝรั่งเมื่อมีขนาดเท่าลูกมะนาวหรือหลังดอกบานแล้ว 1 เดือน ก่อนห่อควรพ่นสารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อราและแมลงที่ผลฝรั่งเสียก่อน



โรคที่สำคัญของฝรั่ง
    1. โรคจุดสนิม เกิด จากเชื้อราเข้าทำลายใบ โดยจะเห็นจุดขนาดเล็ก เริ่มจากจุดสีเขียวแล้วค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นสีสนิมเหล็กและเป็นขุยคล้ายกำมะหยี่ ถ้าเป็นที่กิ่งจะทำให้เป็นขุยและกิ่งแตกแห้งตาย
    การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น มาแนบและซีแนบ หากเป็นที่กิ่งอาจใช้สารเคมีดังกล่าวผสมในปูนแดงข้น ๆ ทาบริเวณที่เป็นโรค
    2. โรคแอนแทรคโนส เกิดจากเชื้อราเข้าทำลายผลอ่อน ผลสุกและใบ อาการบนใบจะเห็นเป็นจุดสีน้ำตาลเล็ก ๆ แผลอาจทะลุ ถ้าเป็นที่ผลอ่อนจะทำให้มีสีน้ำตาลและเน่าแห้งไปในที่สุด แต่ถ้าเป็นระยะผลสุกหรือใกล้สุก จะเกิดแผลเน่าสีน้ำตาล อาการจะลุกลาม แผลจะบุ๋มลงเล็กน้อยมีจ้ำสีคล้ำและเมือกสีแสดปรากฏให้เห็น
    การป้องกัน ใช้สารเคมีป้องกันกำจัดเชื้อรา เช่น บีโนมิล แคปแทน โดยพ่นสารเคมีก่อนเก็บผล 1 เดือน


แมลงศัตรูฝรั่ง
    1. แมลงวันทอง การทำลายเกิดจากแมลงวันทองวางไข่ที่ใต้ผิวฝรั่งสุก (หรือระยะที่ผิวผิวอ่อน) ตัวอ่อนที่ฟักจากไข่จะเจริญกินเนื้อฝรั่งเป็นอาหารทำให้ฝรั่งอ่อนนิ่มและเละ ในที่สุด
    การป้องกัน ห่อผลในขณะที่ผิวยังแข็ง มีสีเขียว ขนาดเล็ก การห่ออาจห่อด้วยถุงพลาสติกชั้นเดียว หรือ 2 ชั้น โดยต้องเจาะรูกระดาษห่อชั้นในก้นถุงให้น้ำไหลออกด้วย หรือใช้สารเคมีมาลาไทออนผสมโปรตีนไฮโดรไลเซท เป็นเหยื่อพิษฉีดพ่นในตอนเช้าตรู่เป็นจุด ๆ บนใบแก่เท่านั้น ต้นละ 1-4 จุด แต่ละจุดใช้น้ำยาประมาณ 50 ซีซี. พ่นแค่ให้ใบเปียกและพ่นทุก ๆ 7 วัน ติดต่อกัน 4-5 ครั้งก่อนเก็บเกี่ยว หากพ่นก่อนการระบาด 1 เดือน จะได้ผลดีกว่าพ่นหลังแมลงระบาดแล้ว

    2. เพลี้ยแป้ง จะดูดกินน้ำเลี้ยงตามใบอ่อน กิ่งอ่อน และช่อดอกทำให้แห้งเฉาหรือใบผิดรูปร่างและผลผลิตลดลง
    การป้องกัน พ่นด้วยสารละลายอโซดริน 20 ซีซี. ต่อน้ำ 20 ลิตร พ่นให้ทั่วต้น ใบ กิ่งอ่อนและผลทุก ๆ 7 วัน ประมาณ 2-3 ครั้ง และหยุดพ่นสารเคมีอย่างน้อย 7 วัน ก่อนเก็บเกี่ยวผล

วันพฤหัสบดีที่ 7 มิถุนายน พ.ศ. 2555

เทคนิคการจับและเริ่มเลี้ยงมด

การเลี้ยงออกเป็นสองวิธีดังนี้ครับ
1. การเลี้ยงโดยเริ่มจากนางพญาเพียงแค่ตัวเดียว
P1000113
เป็นการเลี้ยงมดโดยเริ่มจาก จับนางพญามาเพียงแค่ตัวเดียว ซึ่งวิธีการจับก็คือการหาจับเอาตามช่วงฤดูผสมพันธุ์ของมดสายพันธุ์ที่จะ เลี้ยงครับโดยข้อมูลของฤดูผสมพันธุ์ของมดในแต่ละสายพันธุ์ ผมจะพยายามหาข้อมูลแล้วเอามาลงกันให้ได้อ่านกันมากที่สุดครับ

การเลี้ยงแบบนี้นั้น มีข้อดีและข้อเสียดังนี้
ข้อดี:
  • เรา จะได้รับรู้การเปลี่ยนแปลงของรัง รวมถึงพฤติกรรมของนางพญาเรียกได้ว่าตั้งแต่เริ่มแรกเลยจริงๆ เพราะนางพญาที่เราจับมานั้น พูดง่ายๆว่ายังไม่เคยผ่านการวางไข่หรือสร้างอาณาจักรที่ไหนมาก่อนแน่นอน
  • อีก ข้อก็คือเรามั่นใจได้เลยว่า นางพญามดที่เราจับมานั้น จะอยู่กะเราไปอีกนานถ้าไม่มีอะไรผิดพลาด เนื่องจากดังที่กล่าวมาแล้วว่า นางพญาที่เราจับมานั้น ไม่เคยผ่านการสร้างอาณาจักรที่ไหนมาก่อน ดังนั้นมันจึงเหมือนกับเพิ่งเริ่มวิถีชีวิตของมันสดๆใหม่ๆ ต่างจากนางพญาที่เราไปจับมาจากรังที่มีอยู่ ซึ่งเราจะไม่สามารถรู้ได้เลยว่า เค้าสามารถจะอยู่กะเราได้อีกระยะเวลาเท่าไหร่ตามอายุขัยของเค้าเอง
  • ไม่ ต้องกังวลเรื่องการออกแรงขุดดิน บาดแผลเนื่องจากโดนมดต่อย กัด ฯลฯ อีกมากมายในการไปหามด เพราะว่าสิ่งที่เราต้องทำคือเพียงแค่ หาช่วงฤดูผสมพันธุ์ แล้วก้มตามพื้นหานางพญาที่ผ่านการผสมพันธุ์ และสลัดปีกแล้วเท่านั้น !!
  • เนื่อง จากจะเป็นวิธีการเลี้ยงที่ค่อยๆริเริ่มไปทีละนิดจากนางพญาเพียงตัวเดียว ดังนั้นจึงไม่ต้องกังวลเรื่องปริมาณน้ำ หรืออาหารที่ต้องให้ในระยะแรก รวมถึงการรักษาความสะอาดทำได้ง่าย เมื่อเทียบกับรังขนาดใหญ่
ข้อเสีย:
  • การ รอคอย !! รอแล้วรออีก สำหรับคนใจร้อนที่อยากจะต้องการเห็นการดำรงชีวิตของมดแบบรวดเร็ว การหาอาหาร ศึกษาสังคมของมด ฯลฯ เค้าอาจจะต้องรอคอยเป็นระยะเวลานาน เนื่องจากต้องใช้เวลาในระยะแรกสำหรับการวางไข่ของนางพญา กว่าไข่จะฟักเป็นตัวอ่อน (Larvae) กว่าตัวอ่อนจะกลายเป็นดักแด้ (Pupae) กว่าดักแด้จะฟักออกมา (eclose) แล้วกว่าจะรอจนมดงานโตสามารถหาอาหารได้ แล้วขยายอาณาจักรต่อไป ซึ่งสิ่งที่ทำได้อย่างเดียวก็คือ ใจเย็นๆ และรอเท่านั้น...
  • โอกาส การจับนางพญาที่ไม่ได้รับการผสม จากประสบการณ์ที่ผมผ่านมา การจับนางพญาในช่วงฤดูผสมพันธุ์นั้นไม่สามารถยืนยันได้ 100% ว่านางพญาที่เราจับมานั้นได้รับการผสมเรียบร้อยแล้ว ถึงแม้ว่านางพญาที่เราจับมาจะไม่มีปีกแล้วก็ตาม แต่ในทางเดียวกัน นางพญาที่ยังมีปีกอยู่ก็สามารถพบว่าได้รับการผสมและสามารถวางไข่ได้เช่น เดียวกัน นอกจากหนี้ ในหลายๆคนอาจสับสนระหว่างนางพญามดกับแมลงเม่า ซึ่งจะบินมาปนๆกันแถวหลอดไฟช่วงฤดูผสมพันธุ์ จึงต้องสังเกตดีๆในการจับ
  • การ จัดที่อยู่อาศัยให้เข้ากับสายพันธุ์ที่จับมานั้น ทำได้ยาก เนื่องจากนางพญาที่เราเจอในช่วงผสมพันธุ์นั้น เราไม่สามารถรู้ได้เลยว่ารังเดิมเค้าอยู่แถวไหนมาก่อน ลักษณะรังเป็นอย่างไร ฯลฯ ดังนั้นจึงเป็นไปได้ยากที่เราจะจัดรัง กำหนดความชื้น อุณหภูมิ ฯลฯ ที่เป็นปัจจัยสำคัญในการดำรงชีวิตให้กับนางพญาที่เราทำการจับมา
  • การ ที่จะไม่รู้ได้เลยว่าเมื่อไหร่นางพญาจะออกไข่ชุดแรก การเลี้ยงโดยเริ่มจากนางพญาตัวเดียวยังอาจทำให้เราต้องรอเก้อได้ เนื่องจาก กรณีแรกคือนางพญาไม่ได้รับการผสมซึ่งจะไม่มีการออกไข่เลย ส่วนอีกกรณีนึงก็คือ นางพญาเลือกที่จะเลื่อนช่วงการออกไข่ออกไปฤดูอื่น ซึ่งกว่าจะออกไข่ก็อาจต้องรอเป็นเดือนๆกันเลย ซึ่งทั้งสองกรณีนี้ อาจทำให้เราต้องรอเป็นระยะเวลานานมาก เพราะเราไม่อาจรู้ได้เลยว่านางพญาที่เราจับมานั้นจะเป็นแบบกรณีไหน
อย่างไรก็ตาม ทางเลือกที่ดีที่สุดสำหรับเลี้ยงมดโดยเริ่มจากนางพญาแค่ตัวเดียวคือเริ่มจากเลี้ยงในหลอดทดลอง (Test tube) ดังรูปครับ
tube
35d48b33d480487d80bb777a658ef64a

โดยมีวิธีการทำดังนี้
อุปกรณ์ที่ต้องใช้
- หลอดทดลอง
- สำลี
- น้ำ
- ปากกาหรือไม้ยาวๆสำหรับดันสำลี
- กระดาษทิชชู่

เมื่อ ได้อุปกรณ์ครบแล้ว จึงเริ่มเติมน้ำลงในหลอดทดลองให้เต็ม จากนั้นนำสำลีอุดเข้าที่ปลายด้านบนหลอดทดลองให้แน่นพอที่เราจะสามารถกดลงไป ได้ จากนั้นจึงกดลงไปจนถึงระดับที่เราต้องการให้เหลือน้ำไว้ (ประมาณ 1 ใน 3 หลอดทดลอง) แล้วจึงเทน้ำที่เกินออกจากหลอดทดลอง

จากนั้นนำปากกาหรือ ไม้ยาวพันด้วยกระดาษทิชชู่ เช็ดภายในให้แห้ง แล้วเราก็มาเริ่มทดสอบว่าน้ำจะขังอยู่ภายในได้รึเปล่า โดยการคว่ำหงายหลอดทดลองไปมา แล้วสังเกตว่าน้ำจะไหลออกจากสำลีมาท่วมหรือเปล่า เมื่อทดสอบเรียบร้อยแล้วก็สามารถนำนางพญามาใส่ไว้ แล้วเอาสำลีอุดอีกด้านได้เลยครับ
ข้อควรระวัง
การ เอาสำลีออกจากหลอดทดลองค่อนข้างทำได้ลำบาก และอาจทำให้หลอดทดลองแตกได้ เพราะฉะนั้นควรใช้ที่คีบ ค่อยๆดึงสำลีออกมา ไม่ควรเอาไม้แหย่เข้าไปเพื่อเขี่ยสำลีออกมา

เมื่อเรานำนางพญาใส่หลอด ลองแล้ว จึงหาอะไรมาปิดให้มืดหรืออาจจะใช้กระดาษ cellophane สีแดงปิด (แต่ในมดบางสายพันธุ์อาจไม่สามารถทำได้ครับ) เพื่อให้นางพญาไม่รู้สึกเครียด และเริ่มวางไข่ครับ โดยขณะที่นางพญาวางไข่ เราอาจไม่จำเป็นต้องให้อาหารเพิ่มเลย เพียงแต่คอยดูสำลีที่ชุ่มไปด้วยน้ำว่ามีการขึ้นราหรือเปล่าครับ เมื่อไข่ฟักเป็นมด (ซึ่งปกติใช้เวลาประมาณ 20 วัน ถึง 1 เดือนในมดชุดแรก) จึงเริ่มให้อาหารได้ ลูกๆมดงานจึงจะนำอาหารไปป้อนแก่นางพญาเองครับ เมื่อจำนวนมดงานเริ่มเยอะมากขึ้นพอประมาณ จึงสามารถย้ายเข้าสู่ที่เลี้ยงแบบต่างๆตามใจชอบได้ครับ ^^

2. การเลี้ยงโดยเริ่มจากรังที่มีขนาดใหญ่แล้ว
7614b413015cb8b7fd43ad643d171252_876
เป็น การเลี้ยงมดโดยการหานางพญาจากรังตามธรรมชาติ ไม่ว่าจะเป็นการสอยรังบนต้นไม้ ขุดรังบนดิน แซะใต้ท่อนไม้ ฯลฯ อีกหลายวิธี โดยเป็นการจับมาทั้งนางพญา และตัวลูกๆมดงานมาด้วย ซึ่งในการเลี้ยงแบบนี้นั้นมีข้อดีและข้อเสียดังต่อไปนี้ครับ
ข้อดี:
  • ไม่ ต้องมานั่งรอว่าเมื่อไหร่ไข่จะฟัก เมื่อไหร่จะมีมดงานออกมาทำงานกัน เพราะว่า รังที่เราจับมานั้นมีมดทุกวรรณะอาศัยอยู่ เราจึงจะเห็นพวกเค้าออกล่าด้วยกันเป็นกลุ่ม ปกป้องรัง สื่อสารกัน และอาจจะพัฒนาสร้างรังเป็นแบบแปลกๆกันไปตามสายพันธุ์เพื่อที่จะอำนวยความ สะดวกแก่นางพญาของพวกเค้าเอง
  • เรา จะสามารถเห็นวรรณะ และลักษณะต่างๆของมดสายพันธุ์ที่เราจับมาแตกต่างกันไป ตัวอย่างเช่น ในมดที่เป็น Polygynous เราอาจจะได้นางพญามามากกว่า 1 ตัวในการขุดหารัง หรือมดสายพันธุ์ที่มีหลายวรรณะที่เราเรียกว่า Polymorphic คือมีทั้งมดงานหลายขนาด มดทหารหลายขนาด ฯลฯ หรือแม้แต่เราอาจจะพบกับมดตัวเมียที่เพิ่งฟักออกมาจากไข่หรือที่เราเรียกว่า Female Alates (Virgin queens) หรือมดตัวผู้ (Male Alates) ซึ่งเป็นมดที่จะฟักออกมาในช่วงฤดูผสมพันธุ์และจะไม่ออกจากรังจนกว่าจะถึง เวลาผสมพันธุ์ (แต่ผมแนะนำว่าถ้าเจอควรจะปล่อยพวกเค้าไปครับ เพื่อให้เค้าได้ไปผสมพันธุ์และสร้างรังต่อไป)
  • เรา จะเห็นลักษณะการทำงานของมดงานที่เราจับมาครับ ซึ่งในบางสายพันธุ์ อาจแบ่งแยกหน้าที่กันอย่างชัดเจน เช่น มดงานขนาดเล็ก (Nursemaid) คอยเลี้ยงดูไข่และตัวอ่อน, มดงานขนาดกลาง (Average workers) คอยออกหาอาหาร และมดทหาร หรือมดงานขนาดใหญ่ (Soldier, Major ants) ที่ลักษณะหัวโตๆ จะคอยคุ้มครองรัง
  • การ ออกหาจับมดทั้งรังนั้น นอกจากเราจะได้มดมาทั้งรังสำหรับเลี้ยงแล้ว เรายังได้ศึกษาถิ่นที่อยู่อาศัยของพวกเค้าด้วยว่าเค้าอยู่ลักษณะแบบไหน สภาพรังของเค้าเป็นอย่างไร อุณหภูมิ ฯลฯ ซึ่งเราอาจจะใช้สิ่งต่างๆเหล่านี้ มาออกแบบลักษณะรังที่เลี้ยงให้เค้ากับลักษณะการดำรงชีวิตของมดสายพันธุ์ นั้นๆได้ดีที่สุด
ข้อเสีย:
  • ขนาด และการพัฒนาการของรัง อาจจะคงที่ หรือเพิ่มเล็กน้อยถ้าเปรียบเทียบกับการเริ่มเลี้ยงเพียงนางพญาแค่ตัวเดียว
  • ไม่ มีอะไรยืนยัน และเราจะไม่รู้เลยว่า รังที่เราฝ่าดงมด ฝ่าขวากหนามในป่า สัตว์มีพิษ เข้าไปขุด สอย ฯลฯ นั้น เราจะเจอนางพญามดหรือไม่ ซึ่งหลายๆคนอาจจะประสบปัญหานี้ และถือว่าเหนื่อยและท้อเลยทีเดียวถ้าหากเราไม่สามารถหาตัวนางพญาได้
  • สมมุติ ว่าเราพบนางพญา และสามารถจับมาเลี้ยงได้ แต่ก็ยังไม่มีอะไรยืนยันอยู่ดีว่า นางพญาที่เราจับมานั้น จะมีอายุขัย และสามารถอยู่ได้อีกนานเท่าไหร่ บางที อาจะเป็นรังที่สร้างมานานแล้ว และเป็นนางพญาที่แก่ ใกล้เกษียณปีสุดท้ายแล้ว พอเราจับมา เค้าก็สามารถออกไข่ได้อีกเพียงแค่ปีเดียวเท่านั้น!!
  • การ ออกไปขุดรังในป่าตามธรรมชาติถือว่าเป็นเรื่องอันตรายแต่ก็อาจจะเป็นทั้งข้อ ดีและข้อเสียสำหรับบางคนที่อาจถือว่าเป็นเรื่องท้าทายที่เราจะสามารถเจอมด สายพันธุ์แปลกๆได้
  • ผู้ ที่เริ่มเลี้ยงใหม่ๆอาจจะมีปัญหากับขนาดของรังที่เราจับมาเลี้ยง ไม่ว่าจะเป็นปัญหาเกี่ยวกับ ปริมาณอาหาร หรือน้ำให้ไม่พอ ให้มากเกินไป ฯลฯ นอกจากนี้อาจพบปัญหาเกี่ยวกับการดูแลรักษารัง เนื่องจากรังขนาดใหญ่ จะต้องมีพื้นที่ให้บรรดามดได้ออกมาเดิน หาอาหาร (Foraging Area) หรือเพื่อขนสิ่งปฏิกูลต่างๆ สมาชิกของพวกมันที่ตายแล้ว ออกมาทิ้งไว้ภายนอก โดยถ้าดูแลรักษาไม่ดีแล้ว ปัญหาที่อาจตามมาคือ รังขึ้นรา และนางพญาอาจตายได้
ทาง เลือกที่ดีที่สุดสำหรับการเลี้ยงแบบนี้คือ ต้องมีรังที่ค่อนข้างใหญ่ และเหมาะสมต่อการเลี้ยงครับ นอกจากนี้อาจจะต้องมี Foraging Area ต่อออกมาเพื่อให้มดงานทั้งหลายได้ออกมาหาอาหารเข้าไปในรังเพื่อเป็นอาหารต่อ นางพญาของพวกเค้าด้วย
102-20050222bob.r_134